วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569
ประสารส่งทีมเก็บข้อมูลส่งกนง.-ยิ่งลักษณ์พ่นอยากเห็นลดดบ.
ธปท.ไม่เชื่อข้อมูลสภาพัฒน์
ผู้ว่าฯแบงก์ชาติ ตั้งข้อสังเกต ตัวเลขเศรษฐกิจ ไตรมาสแรกของสภาพัฒน์ น่าสงสัย อุปสงค์ในประเทศต่ำผิดปกติ พร้อม
ส่งทีมลงหาข้อมูลจริง ก่อนส่งให้ กนง.ใช้เป็นข้อมูลพิจารณา ย้ำพร้อมผ่อนคลายมาตรการทางการเงิน หากศก.แย่จริงๆ
ด้านนายกฯยิ่งลักษณ์ อ้างเปล่ารวมหัวสภาพัฒน์กดดันธปท. แต่ปากก็บอกว่า ลดดอกเบี้ยได้ก็ดี
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่าจากการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ ไตรมาสแรกของปีนี้ พบว่า ตัวเลขมูลค่าการเติบโตของการส่งออกสินค้าและบริการมีความใกล้เคียงกัน รวมถึงมูลค่าการนำเข้าสะท้อนว่าการชะลอตัวของเศรษฐกิจในไตรมาสแรกที่ธปท.และสภาพัฒน์ประเมินไม่ได้เกี่ยวข้องกับภาคการส่งออกต่างประเทศ และอัตราแลกเปลี่ยน แต่เป็นปัจจัยจากอุปสงค์ภายในประเทศ โดยเฉพาะด้านอุปโภค บริโภคเป็นหลัก ซึ่งตัวเลขของทั้ง 2 แห่ง มีการรายงานที่แตกต่างกันมาก
อย่างไรก็ตาม ธปท.พร้อมที่จะพิจารณาผ่อนคลายนโยบายการเงินหากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวลงจริงตามที่สภาพัฒน์
ระบุ แต่ทั้งนี้มีข้อสังเกตในส่วนของตัวเลขการอุปสงค์ในประเทศโดยเฉพาะด้านการอุปโภค บริโภค ซึ่งธปท.ประเมินไว้ที่ 5.8% ขณะที่สภาพัฒน์รายงานไว้เพียง 4.2% ส่งผลให้อุปสงค์ในประเทศไตรมาสแรกของสภาพัฒน์อยู่ที่เพียง 3.9% จากการประเมินของ ธปท.ที่สูงถึง 6.3%
โดยในส่วนนี้คาดว่าอาจเป็นผลจากตัวเลขฐานข้อมูลที่นำมาประเมินที่ไม่ตรงกัน ดังนั้น จึงได้เตรียมทีมงานเข้าไปตรวจสอบข้อมูลและจะนำมาวิเคราะห์ใหม่ เพื่อใช้ในการตัดสินใจของกนง.ในการประชุมวันที่ 29 พ.ค.นี้
“จีดีพีไตรมาสแรกที่สภาพัฒน์ประกาศค่อนข้างน้อยกว่าที่คาดการณ์ แต่มีจุดที่น่าสังเกตเป็นพิเศษคือ ตัวเลขอุปสงค์ในประเทศของสภาพัฒน์ต่ำกว่าคาดการณ์ของ ธปท.ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการบริโภคภาคเอกชนที่ต่ำเป็นพิเศษ สวนทางกับอัตราการว่างงานที่อยู่ในระดับต่ำ และการก่อหนี้ภาคครัวเรือนยังเพิ่มขึ้น อีกทั้งภาครัฐปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาท/วัน ทั่วประเทศ แสดงว่าน่าจะมีการบริโภคมากขึ้น ประกอบกับสินเชื่อยังขยายตัวค่อนข้างสูง โดยการขยายตัวของสินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์ถึง
13% ตอนนี้ได้ให้ทีมงานดูอยู่ว่าสาเหตุเกิดจากอะไร และการที่ กนง.จะตัดสินใจก็ต้องมาจากเหตุที่ทีมงานหาข้อมูลมาวิเคราะห์ให้สอดคล้องกับระบบเศรษฐกิจ และต้องวิเคราะห์ความต่อเนื่องของเศรษฐกิจในสถานการณ์จริงไม่ใช่ดูเฉพาะข้อมูลที่ออกมาไตรมาสละ 1 ครั้ง ซึ่งอาจไม่เห็นความต่อเนื่องว่ามีมาน้อยเพียงใด”
นายประสารยืนยันว่า ประเทศไทยยังต้องเผชิญกับภาวะเงินทุนไหลเข้าซึ่งจะกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยน แต่จะดูแลไม่ให้เกิดความผันผวนตามที่ผู้ส่งออกต้องการ ในความเป็นจริงค่าเงินต้องเคลื่อนไหวไปตามกลไกตลาด ยกเว้นหากเกิดความรุนแรงจนเกิดผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ธปท.ได้เตรียมมาตรการในการดูแลค่าเงินบาทเอาไว้แล้ว ซึ่งบางมาตรการต้องขอความร่วมมือจากกระทรวงการคลัง ซึ่งธปท.ได้เสนอมาตรการต่อกระทรวงการคลังแล้ว แต่ยังไม่ได้รับการตอบกลับจากกระทรวงการคลัง ส่วนการที่มีข้อเสนอให้ใช้อัตราดอกเบี้ย เพื่อดูแลอัตราแลกเปลี่ยน กนง.คงลำบากใจหากจะใช้หนึ่งเครื่องมือในการดูแลเกินกว่าหนึ่งวัตถุประสงค์ที่มีทิศทางต่างกัน จะทำให้เครื่องมือทางการเงินไม่มีประสิทธิภาพ
ขณะที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่อยากให้มองว่าข้อเสนอของนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ที่แนะนำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ใช้นโยบายการเงินในการเข้ามาดูแลอัตราแลกเปลี่ยนนั้น จะเป็นการจับมือกับรัฐบาลเพื่อกดดัน ธปท.ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย
ทั้งนี้การที่เลขาธิการสภาพัฒน์ให้ความเห็นดังกล่าวเป็นเพียงการชี้แจงตามข้อเท็จจริง ส่วนจะมีการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างไรนั้น สุดท้ายแล้วก็เป็นเรื่องที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะพิจารณา แต่โดยส่วนตัวยอมรับว่า การลดดอกเบี้ยเป็นวิธีที่ดี “การลดดอกเบี้ยก็เป็นหนึ่งวิธีการที่ดี จริงๆ แล้วเราควรจะทำอย่างไรให้ค่าเงินบาทเรามีเสถียรภาพเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านหรือประเทศอื่นๆ ด้วยซึ่งผู้ประกอบการอยากเห็นความมีเสถียรภาพของเงินบาท”
ด้านนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แนวโน้มเงินบาท ในช่วง
ต่อไปจะยังคงอยู่ในช่วงแข็งค่าต่อเนื่อง จากเศรษฐกิจที่ดีของกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียและอาเซียน ขณะที่สภาพคล่องในโลกยังมีอยู่มาก และยังมีปัจจัยจากการที่ยังคงมีการเก็งกำไรเข้ามาสมทบ สำหรับการดูแลค่าเงินบาทนั้น นายกอบศักดิ์กล่าวว่า อยู่ในวิสัยที่ดำเนินการได้ หากเงินบาทแข็งค่าเพียงสกุลเดียว แต่หากค่าเงินของประเทศในเอเชียแข็งค่าทั้งภูมิภาคก็ยากที่จะไปฝืนไว้เพียงประเทศเดียว ทั้งนี้ หากทุกฝ่ายร่วมมือ กันดูแลผลกระทบต่างๆ เชื่อว่าจะทำให้ประเทศไทยยังอยู่ได้กับสภาพเงินบาทที่ทยอยแข็งค่าขึ้นในระยะยาวในช่วง 3-4 ปี ข้างหน้าได้
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี