วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569
รัฐบาลหุ่นเชิดระบอบทักษิณตั้งหน้าตั้งตาเดินหน้าแผนเฉพาะหน้าในการรุกคืบใช้พวกมากลากไปเร่งเกมรวบรัดหักดิบทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาของสมาชิกวุฒิสภา(สว.)และพ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 2 ล้านล้านบาทในโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศให้สำเร็จโดยเร็วที่สุดโดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องชอบธรรมหรือกระแสต่อต้านใดๆทิ้งสิ้น
ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งมีสาระสำคัญย้อนยุคกลับไปสู่การเป็นสภาทาสหรือสภาผัวเมีย อันเป็นการปูทางให้ระบอบทักษิณยึดครองประเทศได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในอนาคตกำลังจะมีการลงมติวาระที่ 3 ในวันที่ 28 ก.ย. ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์และกลุ่ม สว.สรรหายื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ด้วยเหตุผล 4 ประการคือ 1. เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนเนื่องจากมีการแก้ไขให้สว.เลือกตั้งชุดนี้สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งสว.ครั้งต่อไปได้ทันทีทั้งๆที่รัฐธรรมนูญปัจจุบันกำหนดให้ต้องเว้นวรรคชั่วคราวเพื่อป้องกันการใช้อำนาจหน้าที่เพื่อตัวเอง 2. การเปิดโอกาสให้เกิดสภาทาสหรือสภาผัวเมียเครือญาติ รวมทั้งกำหนดให้สว.ปัจจุบันลงสมัครเลือกตั้งครั้งหน้าได้โดยไม่ต้องลาออกจากการเป็นสว.เป็นการเอาเปรียบผู้สมัครรายอื่น
3.ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขัดแย้งกันเอง เพราะมติของสภาที่เพิ่งผ่านมากำหนดให้สว.สรรหาพ้นสภาพทันทีที่รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขมีผลบังคับใช้ โดยที่ไม่ได้แก้ไขรัฐธรรมนูญปัจจุบันที่บัญญัติไว้ว่า การพ้นจากตำแหน่งของสว.สรรหาจะต้องให้คณะกรรมการสรรหาดำเนินการสรรหาสว.เข้ามาดำรงตำแหน่งที่ว่างทำให้เกิดคำถามว่าจะยึดถือตามรัฐธรรมนูญปัจจุบันหรือฉบับร่างแก้ไข และ 4. ความไม่ชอบด้วยองค์ประชุมของรัฐสภาในขั้นรับหลักการเมื่อวันที่ 4 เม.ย.ที่ผ่านมาองค์ประชุมไม่ครบ แต่ประธานที่ประชุมกลับใช้อำนาจสั่งให้เดินหน้าโดยให้คณะกรรมาธิการเริ่มทำงานทันทีทั้งที่ยังมีปัญหาเกี่ยวกับการกำหนดวันแปรญัตติ
พร้อมกันนี้คำร้องของพรรคประชาธิปัตย์ยังขอให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งคุ้มครองชั่วคราวชะลอการลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นที่มาของสว.เอาไว้ก่อนจนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัยชี้ขาดว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 68 หรือไม่
นอกจากนี้ยังยื่นถอดถอน นายสมศักดิ์ เกียรติ์สุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฏร และ นายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุมิสภา ซี่งทำหน้าที่อย่างไร้ความเป็นกลางอย่างชัดเจนตลอดช่วงที่ผ่านมาด้วยการลุแก่อำนาจรวบรัดการอภิปรายเพื่อให้มีการลงมติโดยเร็วถึงกับตัดสิทธิ์การอภิปรายของส.ส.ฝ่ายค้านและสว.สรรหาเกือบ 60 คน หรือสั่งปิดการอภิปรายเพื่อให้ร่างแก้ไขผ่านไปโดยเร็ว
แม้ฝ่ายค้านและกลุ่มสว.สรรหาจะยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญแต่รัฐบาลหุ่นเชิดซี่งจับมือกับกลุ่ม สว.เลือกตั้งที่รับใช้ระบอบทักษิณร่วมกันวางแผนเพื่อเดินหน้าเร่งหักดิบผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ได้ตามคำบัญชาของนายใหญ่นักโทษหนีคุก ถึงขนาด นายนิคม ประกาศอย่างแข็งกร้าวเหิมเกริมว่าพร้อมแตกหักกับศาลรัฐธรรมนูญ หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ชะลอการลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่ 3 โดยตัวเองได้ประสานกับนายสมศักดิ์ แล้วจะเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อเดินหน้าหักดิบด้วยการลงมติวาระที่ 3 โดยไม่สนใจคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
ขณะที่ร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 2 ล้านล้านบาทซึ่งเป็นการก่อหนี้ให้ประเทศมากที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทยซึ่งจะเป็นภาระให้คนรุ่นหลังต้องชดใช้หนี้เงินต้นและดอกเบี้ยรวม 5 ล้านล้านอีกนานถึงอย่างน้อย 50 ปีกว่าจะใช้หนี้หมด ขณะเดียวกันก็เปิดช่องให้มีการทุจริตอย่างมโหฬารเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฏรในวาระที่ 2 เมื่อวันที่ 19 ก.ย.ที่เพิ่งผ่านมา
พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาทถือเป็นเค้กก้อนมหึมาและเป็นเป้าหมายสำคัญที่นายใหญ่นักโทษหนีคุกหมายมั่นปั้นมือต้องการให้มีผลบังคับใช้โดยเร็วที่สุด เพราะนอกจากผลประโยชน์ก้อนมหึมาที่จะเพิ่มความมั่งคั่งให้คนบางตระกูลแล้ว ยังหมายถึงทุนทางยุทธศาสตร์เพื่อใช้ในการผูกขาดอำนาจยึดครองประเทศของระบอบทักษิณอย่างถาวรในอนาคต
ทั้งนี้ผลสำรวจวิจัยเกี่ยวกับสถานการณ์ทุจริตคอร์รัปชั่นของไทยในปัจจุบันโดยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยก่อนหน้านี้ชี้ว่า นักธุรกิจต้องจ่ายสินบนหรือเงินใต้โต๊ะให้กับผู้มีอำนาจทางการเมืองหรือข้าราชการที่เกี่ยวข้องในการประมูลหรือทำสัญญาโครงการต่างๆกับหน่วยงานรัฐในอัตราไม่ต่ำกว่า 30 % ทำให้รัฐต้องสูญเสียผลประโยชน์ปีละหลายแสนล้านบาท
หากเทียบอัตราเงินทุจริตคอร์รัปชั่นไม่ต่ำกว่า 30 % กับโครงการเงินกู้ 2 ล้านล้านบาทจะมีมูลค่าสูงไม่ต่ำกว่า 6 แสนล้านบาททีเดียว ซึ่งเงินมหาศาลจำนวนนี้สามารถซื้ออำนาจยึดครองประเทศไทยได้อย่างสบาย
พ.ร.บ. เงินกู้ 2 ล้านล้านบาทนอกจากจะสร้างภาระหนี้มูลค่ามหาศาลให้กับประเทศและส่อไม่โปร่งใสแล้วยังขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฏหมายหลายฉบับที่เกี่ยวข้อง โดยก่อนหน้านี้ ดร.คณิต ณ นคร ประคณะกรรมการปฏิรูปกฏหมาย(คปก.) เคยทำรายงานและเตือนรัฐบาลหุ่นเชิดชุดนี้แล้วว่า ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 169 ที่บัญญัติว่า การใช้จ่ายเงินแผ่นดินจะกระทำได้เฉพาะที่ได้อนุญาตไว้ในกฏหมายว่าด้วยงบประมาณ กฏหมายเกี่ยวกับการโอนเงินงบประมาณหรือกฏหมายว่าด้วยเงินคงคลัง และในเมื่อเงินกู้ 2 ล้านล้านบาทอยู่ในอำนาจของกระทรวงการคลังจึงถือเป็นเงินของแผ่นดิน ดังนั้นต้องใช้จ่ายตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้เท่านั้น แต่รัฐบาลหุ่นเชิดกลับตะแบงอ้างว่าเงินกู้ 2 ล้านล้านบาทไม่ใช่เงินแผ่นดิน
การตะแบงที่จะผลักดันร่าง พ.ร.บ.ก่อหนี้ให้ประเทศมูลค่ามหาศาลครั้งนี้ทำให้พรรคประชาธิปัตย์และองค์กรภาคประชาชนยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่าร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 169
เพราะฉะนั้นแม้รัฐบาลหุ่นเชิดจะอาศัยพวกมากดันทุรังหักดิบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาของสว.และร่างพ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท แต่ก็ยังต้องเผชิญอุปสรรคสำคัญจากการติดหล่มขัดต่อรัฐธรรมนูญซึ่งในที่สุดจุดชี้ขาดคงไปจบที่ศาลรัฐธรรมนูญ
ทีมข่าวการเมือง
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี