วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เผยข้อมูลวิจัยว่า เทคนิคการจี้หัวใจ สามารถทำให้โรคใหลตาย หายขาดได้ ในงานประชุมเชิงปฏิบัติการหัวข้อ “Genetics, Diagnosis and Treatment of Brugada& Early Repolarization Syndromes” หรือ “พันธุศาสตร์ การวินิจฉัยและการรักษาโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะในโรคใหลตาย (Brugada Syndrome) และภาวะ Early Repolarization”
ประมาณ 20 ปีที่ผ่านมา มีโรคลึกลับที่สร้างความตื่นตระหนกแก่คนในยุคนั้นเป็นอย่างยิ่ง โดยนอนหลับแล้วเสียชีวิตไปเฉยๆ โดยไม่มีอาการบ่งชี้ล่วงหน้า ส่วนใหญ่อยู่ในภาคอีสาน เป็นที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อ “โรคใหลตาย” ซึ่ง นพ.กุลวี เนตรมณี ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยหัวใจเต้นผิดจังหวะ แปซิฟิก ริม ในลอสแองเจลิส สหรัฐอเมริกา และอายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด ผู้เชี่ยวชาญด้านสรีรวิทยาไฟฟ้าหัวใจ ศูนย์หัวใจเต้นผิดจังหวะ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ให้ข้อมูลว่า โรคใหลตายเป็นกลุ่มโรคเดียวกับ Brugada Syndrome และ EarlyRepolarization Syndrome
.jpeg)
นพ.กุลวี เนตรมณี พร้อมด้วยคณะแพทย์ด้านโรคหัวใจ ร่วมพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ
ซึ่งทั้ง 2 อย่างนี้ ทำให้หัวใจห้องล่างเต้นเร็วมากจนทำให้เสียชีวิตเฉียบพลัน ส่วนกลไกที่เป็นสาเหตุของ Brugada หรือ Early Repolarization เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร ทางการแพทย์ต้องศึกษากันต่อไป
จากปริศนาดังกล่าว นพ.กุลวี ได้ศึกษาสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ เพื่อค้นหาสาเหตุและแนวทางการรักษาโรคใหลตาย ปี 2539 ค้นพบว่า โรคนี้มีความผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าหัวใจ สัญญาณคลื่นไฟฟ้าที่ผิดปกตินี้จะมีรูปแบบ
เฉพาะ ที่เรียกว่าเป็น Brugada Syndrome ล่าสุดเมื่อ 4-5 เดือนที่ผ่านมา ค้นพบว่าผู้ป่วยโรคนี้มีพังผืดในเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างขวา พยาธิสภาพของโรคนี้อยู่ระหว่างการศึกษาว่าพันธุกรรมมีส่วนกระตุ้นให้เป็นโรคใหลตายอย่างไร
ผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการ Brugada Syndrome และ Early Repolarization Syndrome คือคนที่เคยมีอาการ Cardiac Arrest หรือ ภาวะหัวใจเต้นระริกไม่มีการบีบตัว ทำให้ไม่มีการไหลเวียนเลือด ไม่มีการลำเลียงออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย อาการนี้หากไม่เป็นโรคหัวใจชนิดอื่นมาก่อน ก็พบว่าเกิดจากกระแสไฟฟ้าของหัวใจผิดปกติ รวมทั้งอาการ Agonal respiration หรือหายใจเป็นเฮือกๆ เป็นปฏิกิริยาร่างกายที่เกิดขึ้นหลังหัวใจหยุดเต้น คนกลุ่มนี้แม้รอดจากการช่วยปั๊มหัวใจมาได้ ยังมีความเสี่ยงจะเกิดซ้ำอีก แนวทางการรักษาผู้มีอาการ คือ ใส่เครื่องกระตุกหัวใจ (Implantable Defibrillator) พิสูจน์แล้วว่าป้องกันการเสียชีวิตได้
.jpeg)
นพ.กุลวี เนตรมณี และแพทย์ด้านโรคหัวใจระดับโลก ร่วมเป็นวิทยากร
นอกจากนี้ นพ.กุลวี ยังได้บุกเบิกวิธีการใช้คลื่นวิทยุความถี่สูง (Radiofrequency ablation ผ่านสายจี้บริเวณจุดที่มีปัญหา ต้องใช้เทคโนโลยี 3-Dimention electroanatomical mapping มาจำลองภาพ 3 มิติของหัวใจ เพื่อให้มองเห็นการทำงานของกระแสไฟฟ้าหัวใจชัดเจน และค้นหา ตำแหน่งที่มีความผิดปกติอย่างแม่นยำ มุ่งรักษาโรคให้หายขาด ต่างจากใส่เครื่องกระตุกหัวใจ ที่ป้องกันเสียชีวิตเท่านั้น
อย่างไรก็ดี วิธีการรักษาด้วยวิธีจี้หัวใจ ที่สำคัญยิ่งกว่า คือทักษะความชำนาญของแพทย์ในไทยยังมีผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ไม่มาก โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จึงจัดอบรมเชิงปฏิบัติการด้วยเทคนิค RF ablation อย่างต่อเนื่องเพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ไปในวงกว้างมากขึ้น
ล่าสุดได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อ “Genetics, Diagnosis and Treatment of Brugada& Early Repolarization Syndromes” หรือ “พันธุศาสตร์ การวินิจฉัยและการรักษาโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะในโรคใหลตาย (Brugada Syndrome) และภาวะ Early Repolarization” มีวิทยากรที่มีชื่อเสียงระดับโลกด้านหัวใจมาร่วมงาน อาทิ Dr.MélèèzeHocini จาก HôpitalCardiologique du Haut-Lévèque ในเมือง Bordeau, Dr.Michel Haïssaguerre จาก Central Hospital University of Bordeaux, Dr.Arthur Wilde จาก Department of Cardiology, Academic Medical Center, University of Amsterdam และ Dr.Elijah Behr จาก St George’s, University of London รวมทั้ง ศ.นพ.มอร์ตัน เอ็มมาวเวอร์ อายุรแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์ เมืองบัลติมอร์ รัฐแมรี่แลนด์ สหรัฐอเมริกา และ ศาสตราจารย์สรีรวิทยาและชีวฟิสิกส์ วิทยาลัยแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยโฮเวอร์ด กรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา มาร่วมบรรยาย
“ผมศึกษาโรคนี้มานาน ค้นพบว่าโรคพวกนี้เกิดจากอะไร แล้วก็คิดค้นวิธีการจี้หัวใจเพื่อทำให้โรคนี้หายขาดได้ ขณะที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ก็มีห้องปฏิบัติการที่ทันสมัยระดับนานาชาติ เพราะถอดแบบมาจากห้องปฏิบัติการของผมในลอสแองเจลิส การจัดงานประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ ผมอยากทำเป็นการกุศล นี่เป็นโอกาสที่ดีในการเข้าใจการเสียชีวิตเฉียบพลันของคนปกติที่ไม่เป็นโรคหัวใจ ไม่ได้หวังผลทางธุรกิจ แต่อยากสร้างเรื่ององค์ความรู้ของวงการแพทย์เป็นหลัก” นพ.กุลวี กล่าว
นพ.กุลวี กล่าวอีกว่า แนวคิดในการพัฒนาเทคนิคการรักษานี้ คือหวังว่าจะสามารถเข้ามาทดแทนการใส่เครื่องกระตุกหัวใจได้ เพราะการใส่เครื่องกระตุกหัวใจจะต้องใส่เครื่องมือนี้ไปตลอดชีวิต นอกจากนี้ เทคนิคดังกล่าวยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย หากสามารถตรวจคัดกรองผู้ป่วยที่มีอาการ และทำการรักษาด้วยการจี้หัวใจตั้งแต่แรกยทำให้เกิดการรักษาที่ให้ผลลัพธ์ในเชิงบวกแก่ผู้ป่วย
อย่างไรก็ตาม หากจะเดินหน้าไปถึงจุดนั้นได้ยังต้องใช้เวลาอีกหลายปี โดยขั้นตอนขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการวิจัย คาดว่าจะทำการวิจัยเสร็จอีก 2 ปีข้างหน้า หากผลการวิจัยได้คำตอบที่ดี ก็ต้องทำ Clinical Trial เพื่อดูว่าระหว่างการใส่และไม่ใส่เครื่องกระตุกหัวใจแล้วได้ผลลัพธ์เท่ากันหรือไม่ ตอนนี้เร็วที่สุดก็ใช้เวลาประมาณ 5-6 ปี แต่หากทำสำเร็จจะเป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่งในวงการแพทย์
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี