วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2569
การเยี่ยมเยียนทางการทูต
ในวาระที่ครบรอบ 40 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ไทย-เวียดนาม พ.ศ.2559 นั้นพลเอกธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะจากกระทรวงวัฒนธรรมและกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ได้สานสัมพันธ์ทางการทูตด้วยการเผยแพร่วัฒนธรรมการแสดงและเปิดมิติใหม่ทางการท่องเที่ยวระหว่างประเทศขึ้น สำหรับผลงานด้านวัฒนธรรมนั้นรัฐบาลได้นำคณะนักแสดงจากกรมศิลปากรไปแสดงให้มิตรประเทศได้ชมที่เวียดนาม ส่วนใหญ่ มักสร้างความประทับใจให้กับชาวต่างประเทศอยู่ทุกครั้ง จากแนวคิด “Embarking on the 5th Decade ofRelations : Towards a Strengthened Strategic Partnership” ตามผลการประชุมร่วมนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีเมื่อเดือนกรกฎาคม 2559 นั้น ได้เน้นความสัมพันธ์สู่ทศวรรษที่ 5 ที่มุ่งมองไปข้างหน้าเพื่อความร่วมมือให้ภาครัฐ เอกชน ภาควิชาการ สื่อมวลชน และประชาชนของทั้งสองประเทศได้มีส่วนร่วมในการเฉลิมฉลอง และมีการปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันเพิ่มมากขึ้นเพื่อความเข้มแข็งของความสัมพันธ์ในระยะยาวซึ่งมีการแลกเปลี่ยนการเยี่ยมเยือนระดับสูง และการส่งเสริมผลักดันกลไกความร่วมมือระหว่างกันในสาขาต่างๆ ให้มีความก้าวหน้าในอนาคต สำหรับการจัดกิจกรรมส่งเสริมการค้า การท่องเที่ยวและการแลกเปลี่ยนด้านวัฒนธรรม นั้น กระทรวงวัฒนธรรม มีแผนจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรมของเวียดนาม โดยการนำศิลปะการแสดงหลากหลายรูปแบบไปจัดแสดงที่เวียดนาม มีการจัดเทศกาลภาพยนตร์ โครงการความร่วมมือฐานข้อมูลเกี่ยวกับชาติพันธุ์ เป็นต้น
.jpg)
พลเอกธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี กับประธานาธิบดีเวียดนาม
การแสดงหลักสำหรับการเดินทางเผยแพร่วัฒนธรรมของชาตินั้นนอกจากใช้วงปีพาทย์บรรเลงดนตรีไทยเป็นหลักแล้วการแสดงที่เลือกสรรนั้นมุ่งเน้นสร้างความเป็นวัฒนธรรมไทยให้รู้สึกได้เป็นอย่างดี เช่นระบำโบราณคดี ที่เกิดจากแนวคิดของ นายธนิต อยู่โพธิ์ อดีตอธิบดีกรมศิลปากร ซึ่งมีการพัฒนาดนตรีและการแต่งกาย ท่ารำมาจากภาพเขียน ภาพปั้นและภาพจำหลักตามโบราณสถานและโบราณวัตถุสมัยต่างๆ ทั้งที่พบในประเทศไทยและประเทศใกล้เคียง เมื่อปีพ.ศ.2510 โดย นายมนตรี ตราโมท ศิลปินแห่งชาติผู้เชี่ยวชาญดนตรีไทยแต่งทำนองขึ้นตามแนวคิด โดยมอบให้ นางลมุล ยมะคุปต์นางเฉลย ศุขะวณิช และท่านผู้หญิงแผ้ว สนิทวงศ์เสนี ศิลปินแห่งชาติและผู้เชี่ยวชาญการสอนนาฏศิลป์ไทยเป็นผู้ประดิษฐ์ท่ารำ สร้างเป็นระบำโบราณคดี 5 ชุด คือระบำทวาราวดี ระบำศรีวิชัย ระบำลพบุรี ระบำเชียงแสน ระบำสุโขทัย โดยเฉพาะโขนนั้นถือเป็นศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทยที่มีความสง่างาม อลังการและอ่อนช้อย ซึ่งมีประวัติยาวนานตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจากหลักฐานจดหมายเหตุลาลูแบร์ เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้กล่าวถึงการแสดงโขนว่าเป็นการเต้นออกท่าทาง ประกอบกับเสียงซอและเครื่องดนตรีประเภทต่างๆ ผู้แสดงจะสวมหน้ากากปิดบังใบหน้าตนเองและถืออาวุธ ด้วยเหตุนี้โขนจึงเป็นจุดศูนย์รวมของศาสตร์และศิลป์หลากหลายแขนง เช่น วรรณกรรม วรรณศิลป์ นาฏศิลป์ คีตศิลป์ หัตถศิลป์ ที่มีตัวละครเป็นตัวยักษ์ ตัวลิง ตัวเทวดาเป็นต้น ออกแสดงตามบทบาท ซึ่งปัจจุบันได้สร้างสรรค์การแสดงสำหรับชาวต่างประเทศโดยแสดงตามเพลงบรรเลงจากวงปี่พาทย์โดยไม่ต้องมีบทพากย์ นอกนั้นเป็นการเต้น การฟ้อนการรำ ที่คุ้นเคยกันแต่ละภาคของประเทศไทย และแทรกการต่อสู้มวย ดาบ และการชนไก่ที่สร้างสรรค์เพื่อความสนุกสนาน ถือเป็นการสร้างวัฒนธรรมร่วมในการเชื่อมไมตรีในประชาคมอาเซียนได้เป็นอย่างดี
.jpg)
การแสดงโขนของกรมศิลปากร
.jpg)
การแสดงพื้นบ้าน
.jpg)
โขน เอกลักษณ์ของนาฏศิลป์ไทย
.jpg)
ความสนุกจากการแสดงชนไก่
.jpg)
นักแสดงจากกรมศิลปากร
.jpg)
การแสดงของชาวเขา

การเปิดสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อ 40 ปีก่อน
.jpg)
.jpg)
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี