วันเสาร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
รัชกาลที่ 6 ทรงเปลี่ยนธงชาติจากธงช้าง
วันที่ 13 กันยายน พ.ศ.2559 นี้เป็นสำคัญวันหนึ่งสำหรับเมืองอุทัยธานี ซึ่งเป็นต้นเหตุให้มีการเปลี่ยนธงช้างมาเป็นธงแถบสีแดง-ขาว และเป็นธงไตรรงค์ แถบสีแดง สีนํ้าเงินและสีขาวในที่สุดอาทิตย์นี้ตามรอยไปยังตำบลบ้านสะแกกรัง คือ ตัวเมืองจังหวัดอุทัยธานี เมืองปฐมเหตุของการเปลี่ยนธงชาติที่ทำให้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 มีพระราชดำริเปลี่ยนจากธงช้างมาเป็นธงแถบสีแดง-ขาว เรื่องนี้ จมื่นดรุณานุรักษ์ (แจ่ม สุนทรเวช) ได้เขียนไว้ (จากหนังสือวชิราวุธานุสรณ์ พ.ศ.2496) ตอนหนึ่งว่า “บริเวณตลาดอันยาวเหยียด ซึ่งมีสภาพเป็นห้องแถวไม้หลังคามุงจากบ้าง สังกะสีบ้าง สองข้างทางที่ขบวนเสด็จฯผ่านนี้จึงเป็นริ้วติดต่อกันมิขาดด้วยผืนผ้าสีขาว-แดงที่ประดับตกแต่งจีนห้อยในลักษณะต่างๆ จนลานตา...ฯลฯ...ในระหว่างทางเสด็จพระราชดำเนินนั้น พระองค์ได้พบธงชาติรูปช้างผืนหนึ่งในลักษณะนอนหงายเอาสี่เท้าชี้ฟ้าอยู่ อันเป็นเหตุให้เห็นใจพสกนิกรอย่างยิ่งควรที่จะได้รับการแก้ไขใหม่คือการใช้ธงชาติไทย โดยเปลี่ยนเป็นแถบสีแทนใช้รูปช้างเสีย เพื่อสะดวกในการใช้อันหมายถึง “ธงไตรรงค์” นั่นเอง”
.jpg)
นับเป็นจดหมายเหตุสำคัญที่เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคราว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เสด็จแปรพระราชสำนักประพาสไปตามหัวเมืองชายน้ำต่างๆที่เมืองอุทัยธานีเมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ศ.2459โดยเรือยนต์พระที่นั่งประจำทวีป พร้อมเรือพระที่นั่งรองเรือพระประเทียบ แล่นเป็นขบวนลดหลั่นกันโดยเข้าเทียบท่าหน้าศาลากลางเมืองอุทัยธานี ซึ่งได้เตรียมสร้างท่าเป็นฉนวนใหญ่ยาว หลังคามุงจากสูงรโหฐานสำหรับเรือพระที่นั่งและเรืออื่นๆ จอดพักได้สบาย ส่วนตัวพลับพลาที่ประทับสร้างเหมือนศาลาสี่เหลี่ยม สร้างด้วยไม้ไผ่จากท้องถิ่นที่หาได้บริเวณใกล้เคียง คือ ไม้ไผ่บนเกาะเทโพนั่นเอง มุงหลังคาด้วยจากภายในกั้นห้องด้วยแผงไม้ไผ่เขียวสอ มีเครื่องใช้จัดถวายไว้เรียบร้อย มีโต๊ะ เก้าอี้ที่ประทับ ที่ทำจากไม้ไผ่ทั้งสิ้นเรียกว่าฝากฝีมือหัตถกรรมจากไม้ไผ่อย่างสุดฝีมือกันทีเดียว ซึ่งเป็นที่สบพระราชหฤทัยและมีรับสั่งชมเชยเป็นอันมาก พระองค์ทรงประทับแรมที่พลับพลาไม้ไผ่หลังนี้ วันรุ่งขึ้นวันที่ 13 กันยายน พ.ศ.2459 เป็นวันพระองค์เสด็จพระราชดำเนินประพาสวัดเขาสะแกกรัง พระองค์เสด็จพระแคร่หามโดยพระตำรวจหลวง เสด็จฯออกจากพลับพลาไปตามถนนเลียบริมน้ำท่ามกลางประชาชนที่มาคอยเฝ้าฯชมพระบารมีอย่างแออัดตลอดทาง โดยมีราษฎรมารอเฝ้าฯอย่างล้นหลามจนต้องจัดตำรวจภูธรประจำจุดเป็นระยะห่างๆ ไว้สองข้างทางแบบห้ามกันไม่ไหวนั่นแหละ ปัญหาก็คือระหว่างทางที่เกิดเหตุให้พระองค์ทอดพระเนตรพบธงช้างหงายท้องนั้นอยู่ตรงไหน ก็ยากสุดกำหนด ด้วยระหว่างทางเสด็จฯนั้นเริ่มต้นจากถนนเลียบริมน้ำ คือ ถนนศรีอุทัยในปัจจุบัน เป็นถนนที่สร้างขึ้นใหม่พร้อมกับการสร้างศาลากลางจังหวัด เมื่อพ.ศ.2450ถนนนี้เป็นลูกรังไปตลอดเส้นทางซึ่งมีเรือนที่ทำการและบ้านพักขุนนาง คือ พระยาประธานนคโรทัย (รอด)เจ้าเมืองเก่า และพระยาพิชัยสุนทร (ม.ล.อั้น เสนียวงศ์)และวัดกร่าง (วัดพิชัยบุรณาราม) สมัยอยุธยาตอนปลายตั้งอยู่ตามแนวถนนไปสุดวัดโรงโค ซึ่งเป็นวัดสำคัญของคนในตระกูลเจ้าเมืองเก่าที่สืบตำแหน่งมาครั้งรัชกาลที่ 3 และวัดเพนียด สมัยอยุธยา คือ เพนียดช้างเดิมที่สร้างใหม่เป็นวัดใหม่จันทาราม เป็นวัดของตระกูลของหมื่นพำนักนิกร (จัน) และขุนปาลวัฒน์วิไชย(เหมือน) ซึ่งอยู่ติดกับชุมชนวัดหลวงราชาวาส โดยมีขุนกอบกัยกิจ (ตั้งอุ่ยสุ่น) เป็นผู้นำฝ่ายจีนตั้งบ้านเรือนและตลาดอยู่ในแถบนี้ มีถนนท่าช้างเป็นลูกรังยาวไปถึงวัดเขาสะแกกรัง ตลาดค้าขายบ้านสะแกกรังหรือชาวอุทัยธานีนั้น คือตลาดวัดหลวงราชาวาส ที่มีลักษณะอาคารเดิมตรงตามจดหมายเหตุดังกล่าว คงนึกรู้ได้ว่า เหตุใดธงช้างหงายท้องนั้นทำไมถึงเกิดขึ้นที่นี่ได้
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี