ตามรอยพระราชปณิธาน‘สมเด็จย่า-แม่ฟ้าหลวง’ ปลูกป่า-ปลูกคน-สร้างโอกาส พลิกชีวิตชาวดอย

ตามรอยพระราชปณิธาน‘สมเด็จย่า-แม่ฟ้าหลวง’ ปลูกป่า-ปลูกคน-สร้างโอกาส พลิกชีวิตชาวดอย

วันจันทร์ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือ สมเด็จย่า เสด็จฯ ไปยังถิ่นทุรกันดาร

การเดินทางอันยาวไกลต้องอาศัยความอดทน เช่นเดียวกับพันธกิจการ “ปลูกคน” ของ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์เพื่อให้เมล็ดพันธุ์ค่อยๆ เติบโต งอกงาม อย่างมั่นคงแข็งแรง เส้นทางการ “ปลูกคน” ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เริ่มต้นจาก “โครงการผู้นำเยาวชนชาวเขา” เมื่อกว่า 30 ปีที่ผ่านมา ณ ไร่แม่ฟ้าหลวง (อุทยานศิลปะวัฒนธรรมแม่ฟ้าหลวงในปัจจุบัน) จ.เชียงราย ที่ไม่เพียงให้โอกาสทางการศึกษาแก่เด็กชาวเขาจากถิ่นทุรกันดารในภาคเหนือเท่านั้น หากยัง “ปลูกรัก” หลากเรื่องราวลงในใจเยาวชนเหล่านั้นด้วย ทั้งความรักในการพัฒนาตนเองให้เป็นผู้ที่ทันโลก รวมถึงความรักในวัฒนธรรมและถิ่นกำเนิดเพื่อไม่หลงลืมคุณค่าแห่งภูมิปัญญาท้องถิ่นของตน

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือ สมเด็จย่า

ท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ เลขาธิการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า นับแต่ปี 2507 สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือ สมเด็จย่าของปวงชนชาวไทย เสด็จฯ ไปยังถิ่นทุรกันดาร รวมถึงดอยสูงทางภาคเหนือที่เสมือนถูกตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสม่ำเสมอ ชาวไทยภูเขาต่างเรียกขานพระองค์ที่เสด็จฯ โดยเฮลิคอปเตอร์ว่า “แม่ฟ้าหลวง” พระสมัญญานาม อันหมายถึง “แม่ผู้ยิ่งใหญ่จากฟากฟ้า” ซึ่ง ดอยตุง ในจังหวัดเชียงราย เมื่อปี 2531 เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่รัฐบาลจัดสรรยังเข้าไปไม่ถึง อาณาเขตกว่า 90,000 ไร่ มีสภาพเป็นเขาหัวโล้นใจกลางสามเหลี่ยมทองคำ เต็มไปด้วยการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อทำไร่หมุนเวียนและปลูกฝิ่น หรือแม้แต่ปัญหาการค้าประเวณีที่นำมาซึ่งโรค HIV/AIDS เป็นปัญหาที่ซับซ้อนซึ่งไม่มีใครคิดว่าจะแก้ไขได้สำเร็จ แต่ด้วยพระราชปณิธานอันมุ่งมั่นของสมเด็จย่า

ด้วยพระวิสัยทัศน์ที่ทรงเล็งเห็นว่า ความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก รวมถึงการหาเลี้ยงชีพในทางที่ไม่เหมาะสมดังกล่าว ล้วนมีสาเหตุจากความยากจนและขาดโอกาสทั้งสิ้น พื้นที่อันโล้นแล้ง และผู้คนที่แร้นแค้นหมดหวังจึงกลับมามีชีวิตที่สมบูรณ์และอนาคตที่สดใสอีกครั้ง ดอยตุงทุกวันนี้กลับมาเขียวชอุ่ม ทุ่งฝิ่นกลายเป็นป่าต้นน้ำผืนใหญ่ ผู้คนกว่า 11,000 คน มีอาชีพสุจริตและรายได้ที่มั่นคง ซึ่งความมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นจริงจากหลักการพัฒนาที่มี “คน” เป็นศูนย์กลางจากการดำเนินงานของ โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตามพระราชปณิธาน “ไม่มีใครอยากเป็นคนไม่ดี แต่ที่เขาไม่ดี เพราะขาดโอกาสและทางเลือก” และ “ปลูกป่า ปลูกคน”

“คนจำนวนมากของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ ทุกวันนี้เป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยขยายการทำงานพัฒนาคุณภาพชีวิตไปยังชุมชนอื่นๆ ด้วยคนดอยตุงมีประสบการณ์ด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนจากพระวิสัยทัศน์ของ สมเด็จย่า และถือเป็นตัวอย่างที่แจ่มชัดของพระราชปณิธานให้มีการช่วยเหลือคนที่มีโอกาสน้อยกว่า และฝึกภูมิคุ้มกันด้านความคิดและความสามารถให้เตรียมพร้อมรับมือกับโลกปัจจุบัน”

ท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ เลขาธิการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ

ปัจจุบัน พันธกิจในการสร้างอาชีพที่สุจริตและยั่งยืน และการฟื้นฟูอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้บนดอยตุงสำเร็จแล้ว รายได้ของชาวบ้านบนดอยตุงเพิ่มขึ้นจาก 3,772 บาท ในปี 2531 เป็น 78,457 บาท ในปัจจุบัน และกว่าร้อยละ 70 ของพื้นที่ 93,515 ไร่ ของโครงการพัฒนาดอยตุงฯ เปลี่ยนเป็นป่าอนุรักษ์และป่าเศรษฐกิจที่อำนวยประโยชน์ให้ชุมชนกับป่าอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ขยายการดำเนินงานไปยังจังหวัดเชียงราย จังหวัดน่าน รวมถึงอีก 3 ประเทศ คือ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา สาธารณรัฐอิสลามอัฟกานิสถาน และสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ตลอดจนได้รับการยกย่องให้เป็นต้นแบบการพัฒนาทางเลือกที่ยั่งยืนในเวทีระหว่างประเทศหลายแห่ง และมีบทบาทสำคัญในการจัดทำแนวปฏิบัติสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาทางเลือก (United Nations Guiding Principles on Alternative Development) สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals หรือ SDGs) ของสหประชาชาติอีกด้วย 

เพชรัช วิบูลศรีกุล หรือ อาฉาย ชาวจีน-อาข่า เป็นหนึ่งในตัวอย่าง “การปลูกคน” ซึ่งถือเป็นคนรุ่นใหม่ดอยตุงที่ตัดสินใจกลับมาทำงานที่บ้านเกิดและพัฒนาชุมชนของตนเอง หลังจากเคยทำงานที่โรงงานเซรามิกของดอยตุง และไปทำงานที่ไต้หวันนานถึง 6 ปี เมื่อกลับมายังหมู่บ้านสวนป่าอีกครั้ง เขามองหาการปักหลักในบ้านเกิดอย่างมั่นคง จึงเริ่มศึกษางานด้านการเกษตร จนมีไร่เสาวรสเป็นของตัวเอง เมื่อพัฒนาตัวเองสำเร็จ เขาหันมาพัฒนาหมู่บ้านผ่านการท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์เชิงอนุรักษ์ ถ่ายทอดภูมิปัญญาของพี่น้องอาข่าให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัส โดยหวังว่าหมู่บ้านสวนป่าแห่งนี้จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ยั่งยืน และเป็นอีกหนึ่งต้นแบบของคนที่อยู่กับป่าได้อย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย ตามพระวิสัยทัศน์ของสมเด็จย่าอย่างแท้จริง

ผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปแบรนด์ “ดอยตุง”

ปัจจุบัน โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ดำเนินธุรกิจเพื่อสังคมตามหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมีเป้าหมายในการพลิกฟื้นผืนป่าดอยตุง และช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวบ้านในพื้นที่ให้สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และสามารถช่วยเหลือผู้อื่นต่อไปได้อีก ด้วยการฝึกอาชีพและสร้างงานให้ชาวบ้านบนดอยตุงผ่านการดำเนินงานของ 5 หน่วยธุรกิจ ได้แก่ ท่องเที่ยว หัตถกรรม การเกษตร อาหารแปรรูป และคาเฟ่ดอยตุง ซึ่งสร้างรายได้เพียงพอเลี้ยงตัวเองมาตั้งแต่ปี 2545 โดย สถานที่ท่องเที่ยวบนดอยตุง ล้วนสะท้อนความสุขและความเรียบง่ายใน “บ้าน” ของสมเด็จย่า ที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชม

ม.ล.ดิศปนัดดา ดิศกุล รองประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ

ด้าน หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า “ทุกวันนี้ โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ได้รับการยอมรับให้เป็นธุรกิจเพื่อสังคมอันดับต้นๆ ของประเทศที่ผสมผสานแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนกับการพัฒนาศักยภาพของชุมชนด้านการผลิต การแปรรูปผลิตภัณฑ์ และการตลาด โดยหวังว่าจะเป็นตัวอย่างหนึ่งให้คนอื่นนำไปปรับใช้ได้ต่อไป ตอนนี้เราวางแผนที่จะเป็นฐานช่วยต่อยอดธุรกิจเพื่อสังคมอื่นๆ ให้ยืนขึ้นได้ ดังที่ สมเด็จย่า ทรงมีพระราชดำรัสไว้ว่า “เมื่อพอใช้แล้ว ก็ช่วยคนอื่นตามความสามารถ” เพื่อการพัฒนาในวงกว้างต่อไป”

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top