วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
แนวหน้า
  • แนวหน้า
  • หน้าแรก
  • คอลัมน์
    • คอลัมน์วันนี้
    • คอลัมน์ออนไลน์
    • คอลัมน์การเมือง
    • คอลัมน์ลงมือสู้โกง
    • โลกธุรกิจ
    • ผู้หญิง
    • บันเทิง
    • Like สาระ
    • ดูทั้งหมด
  • ข่าวเด่น
  • พระราชสำนัก
  • การเมือง
  • โลกธุรกิจ
  • อาชญากรรม
  • กทม.
  • ในประเทศ
  • เกษตร
  • ต่างประเทศ
  • กีฬา
  • ผู้หญิง
  • บันเทิง
  • ยานยนต์
  • Like สาระ
หน้าแรก / ผู้หญิง
แก้ชงสุขภาพด้วย8อาหารสีดำ ช่วยต้านสารพัดโรคร้าย

แก้ชงสุขภาพด้วย8อาหารสีดำ ช่วยต้านสารพัดโรคร้าย

วันอังคาร ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 18.27 น.
Tag : สุขภาพ สุขภาพกาย อาหาร อาหารดำ อาหารสีดำ
  •  

เมื่อพูดถึงอาหารสีดำ เชื่อว่าหลายคนคงนึกถึงอาหารที่นำมาใช้ในการแก้ชงหรือบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ซึ่งประโยชน์ของอาหารสีดำไม่ได้มีเพียงเท่านี้ แต่ยังมีคุณค่าทางอาหารหลายด้าน ช่วยต้านสารพัดโรคอีกด้วย

วันนี้เราจึงมี 8 อาหารสีดำอุดมประโยชน์ มานำเสนอ ให้คุณได้เลือกไปทานเสริมสุขภาพกัน


1. ชาดำ - ยับยั้งเซลล์มะเร็ง

ชาดำมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ แถมมีปริมาณสารคาเทชินสูงจึงมีประสิทธิภาพในการต่อต้านอนุมูลอิสระและมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย นอกจากนี้ยังมีการศึกษาในระดับเซลล์พบว่า สารคาเทชินสามารถยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งหลายชนิด ล่าสุดในปี ค.ศ.2015 มีรายงานจากวารสาร Clinical Nutrition พบว่า ชาดำมีคุณสมบัติช่วยลดคอเลสเตอรอลร้ายชนิดแอลดีแอล จึงลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

Diet Tips : วารสาร European journal of clinical nutrition แนะนำว่า ควรดื่มชาดำวันละ 3 แก้ว แต่ไม่ควรดื่มเกินวันละ 8 แก้ว เพราะอาจทำให้ร่างกายได้รับคาเฟอีนปริมาณมากเกินไป ด้วยวิธีชงหรือต้มกับน้ำร้อนแล้วดื่มภายใน 30 นาที

2. ข้าวไรซ์เบอร์รี่ - ป้องกันความจำเสื่อม

วารสาร Journal of Medicinal Food รายงานผลการศึกษาจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น พบว่า ข้าวไรซ์เบอร์รรี่มีคุณสมบัติช่วยป้องกันความจำเสื่อม โดยช่วยไม่ให้เซลล์ประสาทในสมองส่วนฮิปโปแคมปัสซึ่งเกี่ยวข้องกับความจำถูกทำลาย หากสมองส่วนนี้ถูกทำลายอาจทำให้ป่วยเป็นโรคความจำเสื่อม นอกจากนี้ งานวิจัยร่วมระหว่างมหาวิทยาลัยมหิดลกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และโรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Functional Foods ยืนยันว่า รำข้าวไรซ์เบอร์รี่สีม่วงเข้มมีใยอาหารและสารต้านอนุมูลอิสระสูงกว่ารำข้าวทั่วไป ทั้งมีประสิทธิภาพในการควบคุมระดับน้ำตาล และระดับไขมันในเลือดอีกด้วย

Diet Tips : แนะนำให้แช่ข้าวไรซ์เบอร์รี่ในน้ำสะอาดก่อนหุงประมาณครึ่งชั่วโมง หุงโดยใช้น้ำมากกว่าปกติเล็กน้อย หรือใช้อัตราส่วน ข้าว 1 ส่วนต่อน้ำ 1.5 ส่วน ทั้งนี้หากยังไม่คุ้นลิ้นสามารถผสมข้าวกล้องในอัตราส่วน 1 ต่อ 1 และเพิ่มปริมาณน้ำเล็กน้อย

3. แบล็กเบอร์รี่ - ลดเสี่ยงโรคหัวใจ

แบล็กเบอร์รี่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่มีชื่อว่า แอนโทไซยานิน (Anthocyanin) ซึ่งพบในผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ งานวิจัยหนึ่งจากวารสาร The American Journal of Clinical Nutrition ติดตามพฤติกรรมการกินอาหารของผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน จำนวน 34,489 คน นานถึง 16 ปี พบว่า ผู้ที่กินอาหารที่มีสารแอนโทไซยานินสูง เช่น แบล็กเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง สามารถลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดได้

Diet Tips : แบล็กเบอร์รี่มีสีดำสมชื่อ หนึ่งผลประกอบด้วยผลกลมเล็กน่ารักกระจุกกันเป็นพวง นิยมกินสด ทำขนม หรือกวนเป็นแยมสำหรับทาขนมปัง

4. องุ่นดำ - เพิ่มความจำ

องุ่นดำอุดมไปด้วยสารพอลิฟีนอลซึ่งมีส่วนช่วยชะลอความเสื่อมของสมองในผู้สูงอายุ โดยล่าสุดงานวิจัยจากวารสาร British Journal of Nutrition ทำการศึกษาในกลุ่มอาสาสมัคร 2 กลุ่ม กลุ่มแรก นักวิจัยให้ดื่มน้ำองุ่นดำ 3 มื้อ วันละ 6 – 9 มิลลิลิตรต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ส่วนกลุ่มที่ 2 ดื่มน้ำที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำองุ่นแต่มีสีและรสชาติใกล้เคียงกัน โดยควบคุมให้ได้รับปริมาณคาร์โบไฮเดรตและพลังงานเท่ากัน หลังผ่านการทดสอบความจำและการทำงานของสมอง พบว่า ผู้สูงอายุที่ดื่มน้ำองุ่นดำเป็นประจำทุกวันมีความจำดีขึ้นและสามารถทำแบบทดสอบสมองได้คะแนนดีกว่าอีกกลุ่มที่ดื่มน้ำหวานแต่งสีและกลิ่นองุ่น

Diet Tips : องุ่นดำประมาณ 800 กรัม เมื่อผ่าตามยาว ใส่เนื้อลงปั่นในเครื่องแยกกากจะได้น้ำองุ่นดำประมาณ 2 แก้ว หรือหากไม่ถนัดดื่มน้ำคั้นแนะนำให้กินผลสดทั้งเปลือก

5. ลูกพรุน - แก้ท้องผูกช่วยถ่ายคล่อง

ลูกพลัมสีม่วงเมื่อผ่านกระบวนการอบแห้งจะกลายเป็นลูกพรุนสีดำ ซึ่งยังคงมีประโยชน์ต่อสุขภาพนานัปการ วารสาร Alimentary pharmacology & therapeutics ศึกษาประโยชน์ของลูกพรุนเปรียบเทียบกับยาระบายที่ชื่อว่าไซเลียม (Psyllium)  โดยแบ่งกลุ่มอาสาสมัครเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรก ให้กินลูกพรุนวันละ 50 กรัม ส่วนอีกกลุ่มกินยาระบายวันละ 11 กรัม โดยทั้ง 2 กลุ่ม ได้รับใยอาหารจากการรักษาเท่ากันคือวันละ 6 กรัม นาน 3 สัปดาห์ หลังรวบรวมข้อมูลและคำนวณทางสถิติ พบว่ากลุ่มที่กินลูกพรุนช่วยขับถ่ายมีการเคลื่อนไหวของลำไส้ดีขึ้น และลักษณะอุจจาระดีขึ้น สามารถขับถ่ายได้ดีมีประสิทธิภาพกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับยาระบาย โดยเฉพาะผู้ที่ท้องผูกในระดับอ่อนถึงปานกลาง นักวิจัยสรุปว่าหากมีอาการท้องผูกควรเลือกกินลูกพรุนเพื่อช่วยขับถ่าย ก่อนเลือกกินยาระบาย

Diet Tips : ดร. Bahram Arjmandi นักกำหนดอาหาร จากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา แนะนำให้กินลูกพรุนอย่างน้อยวันละ 2-3 ผลและค่อยๆ เพิ่มเป็น 6-10 ผล พร้อมเน้นให้กินร่วมกับอาหารเพื่อสุขภาพ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

6. ถั่วดำ - ลดเสี่ยงมะเร็งลำไส้

ดร. คลิฟฟอร์ด ดับบลิว เบนนิงเกอร์  นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย กวัฟล์ ในออนตาริโอ ประเทศแคนาดา พบว่าถั่วดำมีสารแอนโทไซยานินปริมาณสูง โดยในถั่วดำ 100 กรัม มีปริมาณสารแอนโทไซยานินมากกว่าปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระทั้งหมดในส้มที่มีน้ำหนักเท่ากันถึง 10 เท่า ด้านวารสาร Nutrition and cancer ค้นพบว่า ถั่วดำมีคุณสมบัติต้านมะเร็งลำไส้ได้ โดยพบว่าหนูทดลองที่ได้รับถั่วดำผสมในอาหารปริมาณ 75 เปอร์เซ็นต์ นาน 4 สัปดาห์ มีเนื้องอกลดลง เนื่องจากถั่วดำช่วยควบคุมความอยากอาหาร ทำให้หนูทดลองกินอาหารลดลง ปริมาณไขมันซึ่งเชื่อว่าเป็นอาหารของเซลล์มะเร็งจึงลดลงตาม

Diet Tips : สามารถนำถั่วดำมาทำอาหารได้หลากหลาย เช่น ซุปถั่วดำ สาคูถั่วดำ ขนมไส้ถั่วดำ แนะนำให้แช่ถั่วดำในน้ำ ทิ้งไว้ข้ามคืน จึงนำมาต้มจนสุกนิ่มจะได้ถั่วดำนุ่ม ไม่แข็งกระด้าง

7. พริกไทยดำ - ลดอ้วน

เราจะพบสารพิเพอรีน (Piperine) ในพริกไทยดำมากกว่าพริกไทยขาว รายงานจาก  the Journal of Agricultural and Food Chemistry พบว่า สารพิเพอรีนมีคุณสมบัติช่วยยับยั้งการสร้างเซลล์ไขมันใหม่ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการลดและควบคุมน้ำหนัก นอกจากนี้ the journal Biometals ยังรายงานว่า สารพิเพอรีนมีคุณสมบัติต้านสารแคดเมียมซึ่งเป็นโลหะหนักที่เป็นพิษต่อร่างกายและสิ่งแวดล้อม โดยเราสามารถรับสารแคดเมียมผ่านการหายใจ กินอาหารที่มีการปนเปื้อน เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะไปสะสมที่ตับไต ทำให้เกิดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งปอด โดยนักวิจัยพบว่าสารพิเพอรีนในพริกไทยดำจะช่วยทำลายสารก่อมะเร็ง

Diet Tips : พริกไทยดำมีความปลอดภัยเมื่อกินในรูปของอาหาร ควรใช้เป็นส่วนผสมในอาหาร ไม่ควรกินเดี่ยวๆ ตอนท้องว่าง อาจทำให้ระคายเคืองคอและกระเพาะอาหารได้

8. ถ่านชาโคลในอาหาร

ปัจจุบันผลิตภัณฑ์หลายชนิด เช่น ขนมปัง โดนัท แฮมเบอร์เกอร์ ไอศกรีม นิยมเติมถ่านชาโคลที่ได้จากการเผาไหม้พืชที่อุณหภูมิสูงลงไปเป็นส่วนผสม ว่ากันว่าถ่านชาโคลมีคุณสมบัติช่วยลดแก๊สในกระเพาะอาหาร แก้อาการเมาค้าง และอาจมีส่วนช่วยลดคอเลสเตอรอล

ทั้งนี้ยังไม่มีผลการศึกษาที่แน่ชัด ส่วนผลข้างเคียงที่อาจพบคือหากกินในปริมาณมากอาจทำให้ อุจจาระเป็นสีดำ มีอาการคลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย ท้องผูก นอกจากนี้ถ่านชาโคลอาจขัดขวางการดูดซึมของยาและสารอาหารบางชนิด ในกรณีที่กินเป็นอาหารเสริมควรปรึกษาแพทย์

ที่มา : ชีวจิต

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

  •  

Breaking News

‘บุ๊ค – ธีรชยา’คว้าสิทธิ์ Fast Track ก้าวเข้าสู่รอบ 10 คนสุดท้าย MISS TIFFANY 2026

สมชัย เย้ย กกต. เมาหมัด แจ้งจับผิดคน ท้าพิสูจน์เวลาปรากฏตัว

ชัยวุฒิ เจษฎ์ ฝากถึงรัฐบาลใหม่ อย่ามัวเล่นเก้าอี้ดนตรี คิดแต่ประโยชน์ของประชาชน

แจ็ค แฟนฉัน เผยคลิปพร้อมหน้า ใบหม่อน ทำหน้าที่พ่อแม่พาลูกชายไปสมัครเรียน

Back to Top

ผู้ดูแลเว็บไซต์ www.naewna.com
webmaster นายปรเมษฐ์ ภู่โต
ดูแลรับผิดชอบข่าว/ภาพ/โฆษณา/ข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์
กรรมการบริษัทฯ, กรรมการผู้มีอำนาจ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเสนอข่าว/ภาพ/ข้อมูลใดๆในเว็บไซต์ทั้งสิ้น

Social Media

  • หน้าแรก |
  • เกี่ยวกับแนวหน้า |
  • โฆษณากับเรา |
  • ร่วมงานกับเรา |
  • ติดต่อแนวหน้า |
  • นโยบายข้อตกลง
Copyright © 2026 Naewna.com All right reserved