วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569
“ไอยูยู” (IUU)…
“เทียร์ 3” (Tier 3)…
เป็น 2 คำ “ติดหู” สังคมไทยมาตลอด 1-2 ปีนี้คำแรก คือ Illegal Unreported and UnregulatedFishing หมายถึง “ประมงผิดกฎหมาย” ไร้การจัดระเบียบควบคุม ซึ่งสหภาพยุโรป (EU) ออก “ใบเหลือง”เตือนไทยให้เร่งแก้ไขปัญหาดังกล่าว ส่วนคำหลังเป็นการจัดอันดับโดยสหรัฐอเมริกา ต่างจากเกณฑ์ IUU ของสหภาพยุโรป ตรงนี้เน้นเรื่อง “แรงงานทาส-ค้ามนุษย์”
ปี 2557-2558 ไทยตกไปอยู่ที่ Tier 3 หรือ “ประเทศที่มีปัญหาสูง และไม่มีความพยายามในการแก้ไขปัญหา” นำมาซึ่งความพยายามแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วนของทางการไทย จนปี 2559 ไทยได้รับการยกอันดับกลับขึ้นมาอยู่ในกลุ่ม Tier 2 หมายถึง “ประเทศที่มีปัญหาสูง มีความพยายามในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง แต่ยังไม่สามารถแสดงหลักฐานเชิงประจักษ์ในการแก้ไขปัญหาเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา” ขณะที่กรณี IUU ทางการไทยกำลังรอลุ้นว่าต้นปี 2560 จะได้รับการ...

“ปลดใบเหลือง”!!!
“พล.ร.ท.วรรณพล กล่อมแก้ว” รองหัวหน้าสำนักงานเลขานุการ ศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย (ศปมผ.) บอกเล่าในเวทีเสวนา “ทะเลไทย...ใบเหลือง EU-TIER กับการค้ามนุษย์” ถึงที่มาที่ไปของการนำเข้า “แรงงานข้ามชาติ” มาใช้ในอุตสาหกรรมประมงไทย ซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก ว่า ในอดีตการทำประมงของไทย ไม่ว่าในหรือนอกน่านน้ำไทย เป็นการทำประมงแบบตามอำเภอใจของผู้ประกอบการ แต่ผู้ประกอบการคนเดียวทำไม่ได้ ต้องใช้แรงงาน สมัยก่อนก็ใช้แรงงานไทย แต่หลังจากเหตุ “พายุเกย์” ถล่ม เรือประมงจมจำนวนมาก แรงงานไทยที่มาจากภาคอีสาน “เข็ดขยาด” ไม่อยากลงเรือ จึงเป็นที่มาของการนำเข้าแรงงานต่างด้าว
ทว่า...ภายใต้ความใหญ่โตของอุตสาหกรรมประมง มี “ราคาที่ต้องจ่าย” ซึ่ง พล.ร.ท.วรรณพล กล่าวว่า ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อย ใช้วิธีการแบบ “ทำลายล้าง” ทรัพยากรธรรมชาติ อาทิ ใช้เครื่องมือ “โพงพาง” วางแนวกั้นแม่น้ำหรือทะเล สัตว์น้ำที่ผ่านเข้ามาจะติดแนวโพงพางทั้งหมด ไม่แยกว่าขนาดเล็กหรือใหญ่, “อวนรุน” ที่มีการทิ้งก้านอวนลงไปขูดกับพื้นเลนพื้นทรายในน้ำ ทำลาย “แนวปะการัง” แหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำ หรือแม้แต่ “อวนตาถี่” ที่นำอวนมาซ้อนกันเป็นชั้นๆ
“สมัยก่อนกฎหมายประมงกำหนดตาอวนไว้ที่ 2.5 เซนติเมตร เขาคิดว่ามันเล็กไม่พอ ก็เอาอวนมาซ้อนๆ กัน 3 ชั้นก็มี แล้วปลาเล็กๆ จะเล็ดรอดไปได้หรือ พอมี ศปมผ. มา ครั้งแรกเราแก้เป็น 5 เซนติเมตร ก็หวังว่าเวลาอวนมันลากไปแล้วปลาเล็กจะหลุดรอดไปโตได้ เขาก็ยังแอบซ้อนกันเหมือนเดิม นี่เป็นเรื่องที่ต้องแก้นิสัยการทำประมง กฎหมายคงไปบังคับ หรือตรวจตราได้ไม่ครบ 100 เปอร์เซ็นต์ ต้องสร้างธรรมาภิบาล ชาวประมงบอก 5 เซนติเมตร จับปลาไม่ได้ ลากไปก็มีแต่น้ำเปล่า ปลาหลุดหมด ไม่คุ้มค่าก็ต่อรอง ปัจจุบันก็เหลือ 4 เซนติเมตร” พล.ร.ท.วรรณพล ระบุ
เช่นเดียวกันกับ “ปัญหาแรงงาน” ซึ่งพล.ร.ท.วรรณพล กล่าวว่า ในอดีตมีการ “ล่อลวง” เช่น ผู้เดินทางจากต่างจังหวัดมายัง กทม. เพื่อหางานทำ หลายคนแค่เท้าแตะพื้นสถานีขนส่ง ก็ถูกคนร้ายเข้ามาตีสนิทชักชวนบอกมีงานให้ทำ พอหลงเชื่อก็จะถูกใช้กำลังบังคับ หรือ “มอมยา” ให้สลบ แล้วส่งไปลงเรือประมง ไม่ต่างจากแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านที่มี “นายหน้า” บอกว่าจะพามาทำงานก่อสร้างหรืองานในโรงงาน แต่พอมาถึงก็ถูกบังคับลงเรือไปในฐานะ...

“แรงงานทาส”!!!
ที่ผ่านมามีความพยายามแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง อาทิ “กำจัดเรือผี” เรือทุกลำต้องมีทะเบียน “1 ใบ 1 ลำ” ไม่ใช่ “1 ใบหลายลำ” อย่างในอดีต, ควบคุม “เครื่องมือทำประมง” บางชนิดห้ามใช้เด็ดขาด บางชนิดยังให้ใช้ได้แต่ต้องปรับปรุงแก้ไข เพื่อไม่ให้สร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศน์, “ขึ้นทะเบียนแรงงาน” เพื่อตรวจสอบแรงงานที่แน่นอนทั้งขาเข้าและขาออกของเรือ รวมถึง “เฝ้าติดตาม” เรือประมงพาณิชย์ เรือขนาด30 ตันกรอสขึ้นไป ต้องติดตั้งเครื่องระบุพิกัดด้วยดาวเทียม (GPS) เพื่อแจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบว่าไปทำประมงอยู่ที่ใด เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ไม่อยากให้สังคมไทยมองว่านี่เป็นการ “เอาใจต่างชาติ” เพราะการแก้ไขปัญหาครั้งนี้ หากทำได้จะเป็นการ “ฟื้นทะเลไทย” ให้อุดมสมบูรณ์ยั่งยืน
“เราไม่ได้ทำเพราะจะปลดใบเหลือง EU แต่จะสร้างให้ทรัพยากรมีความอุดมสมบูรณ์ ยั่งยืน ส่งต่อไปชั่วลูกชั่วหลาน เราจะจับปลาตอนโต ไม่ใช่จับปลาก่อนโต และทำอย่างไรให้มีความเป็นธรรมาภิบาลในภาคประมง ถ้าทำ 2 เรื่องนี้ได้ ใบเหลืองไม่ต้องกังวล เขาก็ต้องปลดแน่” พล.ร.ท.วรรณพล กล่าวย้ำ
เมื่อพูดถึงอาชีพ “แรงงานประมง” หลายคนให้นิยามว่าเป็นงาน “3D” คือ 1.Dirty เป็นงานที่ไม่ค่อยสะอาดนัก 2.Dangerous อันตราย และ 3.Difficult ใช้กำลังมาก เหนื่อยยากลำบาก ซึ่งงานประเภท 3D นี้ เป็นธรรมดาที่หากประเทศใดที่ประชากรส่วนใหญ่การศึกษาค่อนข้างสูง มีทางเลือกใน จะไม่เลือกงาน 3D ทำให้ต้อง “นำเข้า” แรงงานประเทศอื่นมาทดแทน
ถึงกระนั้นการใช้แรงงานข้ามชาติโดยหวังว่าจะ “จ่ายค่าจ้างถูกๆ” ทำได้เพียงระยะแรกเท่านั้น เมื่อเวลาผ่านไป แรงงานมีการเรียนรู้ย่อมเกิดการ “ต่อรอง” รวมถึงมีการติดต่อพูดคุยระหว่างแรงงานด้วยกันว่าผู้ประกอบการรายใดที่ “จ่ายแพง-ตรงเวลา-สวัสดิการดี”จะชักชวนกันย้ายไปทำงานด้วยทันที
.jpeg)
“สมพงษ์ สระแก้ว” ผู้อำนวยการมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน ซึ่งผ่านประสบการณ์ช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติมานาน ระบุว่า แรงงานภาคประมงหลายรายไม่ทราบว่ามี “สัญญาจ้าง”, “บัตรประจำตัว” ที่แรงงานถือมักเป็นเพียง “สำเนา”, เงินค่าจ้างที่ได้รับ “ไม่แน่นอน” แรงงานจึงไม่รู้ว่าตกลงแล้วตนเองได้ค่าจ้างเท่าไรแน่ พอมาคุยกับเพื่อนบนฝั่ง ถามว่าทำงานที่ไหน เพื่อนบอกทำโรงงาน วันละ 300 บาทมีโอทีด้วย ก็โดดขึ้นฝั่งไปเป็น “แรงงานผิดกฎหมาย”
นั่นทำให้ “แรงงานประมงขาดแคลน” ส่วนแรงงานที่ยังอยู่ก็ต้อง “ทำงานหนักขึ้น” เช่น เรือลำหนึ่งควรมีแรงงาน 35 คน แต่มีแรงงานจริง 29 คน ทำให้ต้องใช้แรงและเวลากับงานมากขึ้น ยิ่งเป็นแรงกระตุ้นให้คนเหล่านี้อยากออกจากภาคประมงในทุกโอกาสที่อำนวย ฉะนั้นโดยสรุปแล้ว “ถ้าสภาพการจ้างไม่ดี-คนก็พร้อมหนีทุกเมื่อ”
“วันนี้อย่างน้อยๆ ควรต้องการันตีว่า 1 คนได้ 9,000 บาท หรือ 10,000 บาท หรือตามตำแหน่งหน้าที่ และตรงไปตรงมา ตอนนี้แรงงานไม่รู้ว่าได้ค่าจ้างเท่าไร ขึ้นอยู่กับเจ้าของเรือจะคิดให้ ถ้าสามารถการันตีความมั่นคงทั้งชีวิตและรายได้จะมีส่วนให้แรงงานไทยที่ไม่มีงานทำ ลงเรือเพื่อทดแทนแรงงานที่ขาดได้” สมพงษ์ ให้ความเห็น
“ภาพลบ” ของประมงไทยในสายตาชาวโลก จะ “ลบเลือน” ได้อย่างยั่งยืน คงเกิดขึ้นได้ยาก หากหวังพึ่งเพียงการดำเนินการจากภาครัฐและผู้ประกอบการประมง...
“ผศ.ดร.กิริยา กุลกลการ” อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า วันนี้ทิศทางการพัฒนาของโลกมุ่งเน้นไปสู่ความยั่งยืน ลดการ “เบียดเบียน” ทั้งต่อทรัพยากรธรรมชาติและเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน แน่นอนว่าเมื่อทำทุกอย่างให้ถูกต้องทั้งหมด ราคาสินค้าย่อมสูงขึ้น จึงต้องการให้ประชาชนทั่วไป ในฐานะ “ผู้บริโภค” เข้าใจ และยอมรับว่านี่คือ “ต้นทุนที่แท้จริง”
“ผศ.ดร.กิริยา” ฝากทิ้งท้ายว่า ทุกอย่างจะเริ่มปรับตัว “ราคา-ค่าจ้าง” สะท้อนความเป็นจริง อาหารก็ควรจะต้อง “แพงขึ้น” เราจะไม่ไปเบียดเบียนด้วยการกินอาหารราคาถูก ก็ต้องปรับตัวให้สะท้อนกับราคา ทรัพยากรที่ขาดแคลนจริงๆ...
นี่อาจทำให้ “ประมงไทย” ไปสู่จุดสมดุลมากขึ้น!!!
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี