วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569
วันจันทร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2559
“สังคมสูงวัย” ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป สถิติจากหน่วยงานต่างๆ ชี้ตรงกันว่าประเทศไทยเข้าสู่ภาวะดังกล่าวมาสักระยะแล้ว เช่น ผลการสำรวจประชากรสูงอายุ พ.ศ.2557 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ปี 2557 มีประชากรไทยวัย 60 ปีขึ้นไป 10,014,705 คน คิดเป็นร้อยละ 14.9 ของคนไทยทั้งประเทศ
เช่นเดียวกับเอกสารประกอบการบรรยาย “วิจัยมุ่งเป้าด้านสุขภาพ ช่วยเพิ่มคุณค่าการดูแลและสุขภาพประชาชนได้อย่างไร” รวบรวมโดย พญ.ลัดดา ดําริการเลิศ จากมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย อ้างอิงการพยากรณ์ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ “สภาพัฒน์” ที่ระบุว่าจำนวนผู้สูงอายุไทยจะยิ่งเพิ่มแบบ “ก้าวกระโดด-พุ่งพรวด” ในอนาคตอันใกล้...
.jpg)
นพ.สันติ ลาภเบญจกุล, ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง, ชาญชัย ใช่รุ่งเรือง
ถือเป็น “วิกฤติ” ที่ต้องเตรียม “ระบบ” รองรับ!!!
ที่เวทีเสวนา “การสร้างระบบรองรับผู้สูงวัยที่จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง” ภายในงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 9...“ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง” ศาสตราภิชาน มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึงวิกฤติใหญ่ที่จะ “ถาโถม” เข้าใส่สังคมไทย โดยอีก “17 ปีข้างหน้า” สัดส่วนผู้สูงวัยของไทยจะอยู่ที่ 1 ใน 3 ของประชากรทั้งประเทศ สวนทางกับ “เด็กเกิดใหม่” ที่นับวันจะน้อยลงทุกที
“ถามว่าเราสกัดได้หรือไม่.??? มันเป็นปัญหาโครงสร้าง เราสกัดไม่ได้ คุณจะไปฆ่าเขาให้ตายหรือ เพราะผู้สูงอายุสุขภาพดีขึ้น ตายช้าลง คนเกิดน้อยลง อัตราการเกิดน้อย คนก็อายุยืน ปัญหาโครงสร้างนี้แก้ไม่ได้ แต่ต้องวางระบบรองรับให้ได้” ดร.เจิมศักดิ์ กล่าว
สอดคล้องกับรายงานสถิติของ “สภาพัฒน์” ที่ย้อนไปช่วงปี 2536-2540 มีเด็กเกิดใหม่ 8-9 แสนคนต่อปี ขณะที่ 5 ปีล่าสุด 2554-2558 มีเด็กเกิดใหม่ลดลงมาอยู่ที่ราว 7-8 แสนคนต่อปี รวมถึงผลการศึกษาของ “สถาบันวิจัยประชากรและสังคม” มหาวิทยาลัยมหิดล ที่พบว่า ประชากรไทยเริ่ม “ครองโสด” ตั้งแต่ยุค “Gen-X” (ปีเกิด 2504-2524) และชอบใช้ชีวิตโสดมากขึ้นเมื่อถึงรุ่น “Gen-Y” (ปีเกิด 2525-2548) และ Gen-Y จำนวนไม่น้อยไม่ต้องการมีบุตร โดยให้เหตุผลว่าไม่อยากมี “โซ่คล้องคอ”
.jpg)
“ดร.เจิมศักดิ์” กล่าวต่อว่า สังคมสูงวัยเป็นปัญหาที่สังคมไทย “ไม่ทันตั้งตัว” ไม่ว่า “ภาคราชการ” ที่ระบบ “บำเหน็จบำนาญ” ตั้งอยู่บนสมมุติฐานที่ว่า “ให้ลูกทำงานเลี้ยงพ่อ” ประชากรวัยแรงงานทำงานจ่ายภาษีเลี้ยงดูผู้ที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว ซึ่งในอดีตจำนวนผู้สูงอายุยังน้อย คนวัยทำงานมีมาก ระบบก็ยังอยู่ได้ แต่หลังจากนี้เมื่อคนวัยแรงงานลดลง คนชราเพิ่มขึ้น “สมดุล” ที่เคยมีก็เสียไป เพราะมีแต่ “ผู้รอรับ”..
แต่ขาด “ผู้หาเลี้ยง”!!!
หรือ “ภาคเอกชน” ในระบบ “ประกันสังคม” ที่เป็นการ “ร่วมจ่าย 3 ขา” นายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐบาล ยังมีข้อบกพร่อง นั่นคือ “ไม่ได้ระบุเจ้าของเงินเป็นรายบุคคล” แต่ใช้รูปแบบ “ลงขัน” เงินกองกลางเพื่อนำไปใช้ในหลายวัตถุประสงค์ ทำให้อาจมีปัญหากับการจ่ายบำนาญในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อประชากรสูงวัยเพิ่มขึ้น ความต้องการใช้เงินมากขึ้น หากไม่แก้ไข อีก 27 ปีข้างหน้า “กองทุนประกันสังคม” จะ...
“ถังแตก”!!!
อีกประเด็น คือ “คนท้องไม่พร้อม คนพร้อมไม่ท้อง” และบางครอบครัวก็มีลูกหลายคน “คุณภาพประชากร” ที่จะรับภาระดูแลประเทศชาติ จึงเป็นอีก “ข้อน่ากังวล” ในอนาคตอันใกล้
.jpg)
“เมื่อรัฐต้องใช้ภาษี แต่คนทำงานน้อยลง คุณภาพก็แย่ลง ใครจะจ่ายภาษี? ถ้าทุกคนหวังสวัสดิการของรัฐ ถามว่ารัฐเอาอยู่หรือไม่? ในเมื่อจำนวนคนสูงอายุจะมาแบบคลื่นสึนามิ มหาศาลเลยในสิบกว่าปีข้างหน้า” นักวิชาการท่านนี้ กล่าวย้ำ
ที่ผ่านมา มีความพยายามจากหลายภาคส่วนเพื่อ “รับมือ” สังคมสูงวัยของไทย ดังเช่นบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)...“ชาญชัย ใช่รุ่งเรือง” นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) จอมบึง จ.ราชบุรี เล่าว่า รู้สึก “หดหู่” ที่เห็นผู้สูงอายุมารับ “เบี้ยยังชีพ” เดือนละ 600 บาท ผู้สูงอายุต้อง “ดูแลกันเอง” เพราะลูกหลานต้องไปทำงานในเมือง
“นายก อบต.จอมบึง” กล่าวว่า แม้จะมีข้อจำกัดด้านการใช้จ่ายงบประมาณ แต่ก็พยายามทำเท่าที่ทำได้ เช่น ตั้งชมรมผู้สูงอายุ มีกิจกรรมเป็นประจำ อาทิ ตรวจสุขภาพ ประกวดผู้สูงอายุสุขภาพดี รวมถึงจัดให้ผู้สูงอายุที่มีปัญหาสุขภาพ ออกกำลังกายในน้ำตามกระบวนการ “วารีบำบัด” เป็นต้น
เช่นเดียวกับ “นพ.สันติ ลาภเบญจกุล” ผู้อำนวยการโรงพยาบาลลำสนธิ อ.ลำสนธิ จ.ลพบุรี กล่าวว่า ภาพของผู้สูงอายุที่ต้องดูแลกันเอง บางคนเป็น “ผู้ป่วยติดเตียง” อีกทั้งฐานะ “ยากจน” ครั้นจะจัดแพทย์-พยาบาล หรือจิตอาสาเข้าไปดูแล ก็มีข้อจำกัดด้านเวลา จึงเกิดความร่วมมือภายใต้แนวคิด “คนลำสนธิไม่ทิ้งกัน” ให้คนพื้นที่ที่มีความตั้งใจดี ช่วยดูแลผู้สูงอายุ ให้ค่าตอบแทน
ที่แม้ไม่มากนัก แต่เป็นขวัญกำลังใจให้คนทำงาน ผ่านไป 10 ปีโครงการดังกล่าว “หยั่งรากลึก” ลงในใจชาวลำสนธิ กลายเป็น “ต้นแบบ” มีผู้มาศึกษาดูงานจากทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตาม ทั้งนายก อบต.จอมบึง และ ผอ.รพ.ลำสนธิ กล่าวตรงกันว่า ที่ทำกันได้เพราะ “จิตศรัทธา” ของคนในพื้นที่ล้วนๆ แม้ “ระเบียบ-กฎหมาย” จะไม่อำนวยเลยก็ตาม
“จะมีพื้นที่สักกี่แห่งที่เหมือนลำสนธิไม่ทอดทิ้งกัน คำตอบเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่สาธารณสุข แต่อยู่ที่ท้องถิ่น ผมคุยกับเพื่อนๆ อบต. คุยกับใครก็มีแต่คนอยากทำ แต่ไม่กล้าทำ เพราะกลัวว่าทำแล้วจะถูกหรือผิด ทั้งที่เงินก็มี ระบบก็คุ้มค่า แต่ทำไม่ได้เพราะความไม่แน่นอนของระเบียบ” ผอ.รพ.ลำสนธิ ระบุ
ในเรื่องนี้ “ดร.เจิมศักดิ์” กล่าวเสริมว่า นี่คืออีกปัญหาสำคัญ ที่ผ่านมาหน่วยงานส่วนกลางมักมองว่า ถ้าให้อำนาจท้องถิ่นดูแลตนเองเต็มที่ ผู้บริหารท้องถิ่นจะไปสร้าง “ผลประโยชน์ทับซ้อน” หรือใช้อำนาจในลักษณะ “ระบบอุปถัมภ์” แต่อีกด้านหนึ่งได้กลายเป็น “อุปสรรค” ทำให้ท้องถิ่นที่แม้จะรู้ปัญหาดี แต่ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ เพราะกลัวทำไปแล้วจะผิดกฎหมาย
“มันติดอยู่ที่กระทรวงมหาดไทย และสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) ที่ไปคิดว่าท้องถิ่นควรทำอะไรได้บ้าง แต่การกระจาย
อำนาจต้องคิดกลับกัน ท้องถิ่นควรทำได้ทุกเรื่อง เพราะแต่ละท้องถิ่นมีปัญหาต่างกัน จะทำอะไรก็ต้องต่างกันตามสภาพท้องถิ่น เว้นแต่อะไรบ้างที่ทำไม่ได้ เช่น มีกองกำลังทหารของตัวเอง พิมพ์ธนบัตรเอง ตั้งศาลยุติธรรมเอง ไม่ได้ ที่เหลือเรื่องปัญหาท้องถิ่นก็ให้เขาทำไปเถอะ แต่ตอนนี้ สตง.ไปตรวจ บอกว่าไม่ตรงกับหน้าที่ เบิกไม่ได้ ทำผิด ถ้าปรับตรงนี้ได้น่าจะช่วยได้เยอะ” นักวิชาการดังท่านนี้ ให้ความเห็น
.jpg)
นอกจาก “กระจายอำนาจ” แล้ว...“ดร.เจิมศักดิ์” ยังกล่าวถึงด้านอื่นๆ ที่ต้องทำ “ควบคู่” กันไป เช่น “ขยายแหล่งอาชีพ” เพื่อไม่ให้วัยแรงงานต้อง “ทิ้งบ้านเกิด” มาหางานทำในเมืองกรุง จะได้มีเวลาดูแลบิดามารดา, “สร้างระบบการออมที่หลากหลาย”หรือเปลี่ยนวิธีคิดทางเศรษฐกิจ จากที่เน้นการใช้จ่าย มาเป็นการออมมากขึ้น “สมการชีวิต” ต้องเปลี่ยน เดิมเราอยากบริโภค รายได้ไม่พอก็ “กู้-ผ่อน” นำ “เงินอนาคต” มาใช้ แต่หลังจากนี้ต้อง “กลับกัน”เป็นจะมีรายได้เท่าไร ก็ต้องออม ที่เหลือจึงบริโภค ต้องรณรงค์ให้ได้
“แล้วรัฐบาลนี้หรือรัฐบาลไหนๆ ก็คล้ายๆกัน อยากกระตุ้นเศรษฐกิจก็ยุให้คนบริโภค มันไปกันได้หรือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต? พอยุให้บริโภคมันแก้ปัญหาเฉพาะหน้า กระตุ้นเศรษฐกิจเฉพาะหน้า แต่ไปสร้างพฤติกรรม มันจะมีปัญหา” ศาสตราภิชาน ม.รังสิต ฝากข้อคิดทิ้งท้าย...
พร้อมกับย้ำว่า “สังคมผู้สูงอายุ” ไม่ใช่ปัญหาของคนที่ชราภาพแล้ว แต่เป็นเรื่องของคนวัยทำงาน ที่หาก “ไม่วางแผนชีวิต” ให้ดี ตั้งแต่สังขารยังไหว เมื่อเกษียณไปย่อมเจอ “วิกฤติ” แน่นอน!!!
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี