วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569
(ซ้าย) อภิชาต ศิลป์ศานต์พิศุทธิ์ ผศ.ดร.นพดล มณีรัตน์ และ วริศรา ศรีเจริญ
ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) และ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เผยความคืบหน้าโครงงานวิจัยมุ่งพัฒนาเมืองไทยให้เป็นเมืองอัจฉริยะ
โครงการ Smart City Start Up Development เกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือของสถาบันการศึกษาในที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) โดยมีแนวคิดที่จะช่วยกระตุ้น ส่งเสริม และสนับสนุนให้นักวิจัยไทยได้มีโอกาสนำเสนอผลงาน เพื่อช่วยกันพัฒนาประเทศให้กลายเป็นเมืองอัจฉริยะ และเพื่อก้าวให้ทันยุคดิจิตอลและ Internet of things (IOT) โครงการ ได้เริ่มดำเนินงานมาตั้งแต่ปีพ.ศ.2560 (เป็นโครงการระยะเวลา 5 ปี คือปี 2560-2564) โดยมีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินงาน
โครงการ
ผศ.ดร.นพดล มณีรัตน์ หัวหน้าโครงการ Smart City Start Up Development จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการ ว่า เป็นโครงการ ที่จัดขึ้นเพื่อตอบสนองยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันของทีมนักวิจัยไทย โดยมีการคัดเลือกหลายรอบให้เหลือ 20 ทีมสุดท้าย ทุกทีมที่ผ่านการคัดเลือกจะได้ทำงานใกล้ชิดกับ Smart City Innovation Hubs ในภูมิภาคต่างๆ โดยเราจะช่วยเชื่อมโยงกับนักลงทุนทั้งในและนอกประเทศที่สนใจ หน่วยงานรัฐและเอกชนที่มีความเกี่ยวข้องกับเมืองอัจฉริยะ รวมถึงความรู้จากผู้เชี่ยวชาญ เรียกว่าสนับสนุนครบทั้งด้านนโยบาย การเงิน การตลาด และด้านเทคโนโลยี เพื่อให้ทีมนักวิจัย ซึ่งจะเป็นผู้ประกอบการธุรกิจในอนาคต (สตาร์อัพ) ได้ก้าวไปสู่ตลาดนานาชาติ
ทั้งนี้ โครงการได้เลือก บางแสน และ หาดใหญ่ เป็นเมืองต้นแบบเมืองอัจฉริยะ เพราะเป็นเมืองที่มีการเจริญเติบโต เรามีเครือข่ายทีมวิจัยในพื้นที่ จึงมีความพร้อมที่จะเป็นต้นแบบเมืองอัจฉริยะ ซึ่งจะส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่สองเมืองนี้ได้รับการยกระดับ ทั้งด้านการค้า การลงทุน การบริการโดยทางภาครัฐบาล เพื่อมีคุณภาพชีวิตที่ดีมากขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือเป้าหมายของโครงการ ที่อยากให้มีผลกระทบเชิงทางสังคม คือสังคมมีการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น
อภิชาต ศิลป์ศานต์พิศุทธิ์ หนึ่งในผู้ที่ได้รับทุนด้านนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เผยว่า “ปัญญาประดิษฐ์ คือการคิดแทนทำแทนมนุษย์ มีการนำมาปรับใช้ให้เข้ากับคนไทย และถือเป็นการต่อยอดให้กับนักวิจัยคนอื่นๆ ซึ่งโครงงานวิจัยเราเน้นเรื่องความปลอดภัย ซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยที่ 6 ของคนในยุคนี้ อาทิ การคิดกล้องวงจรปิดที่มีเสียงร้องเตือนยามมีภัย โดยสามารถนำมาใช้ในร้านขายทอง เพื่อสแกนหมวกกันน็อกที่มีผู้สวมใส่เข้ามาในร้าน ก็จะมีเสียงร้องเตือนให้ทางเจ้าของร้านระแวดระวังภัยได้ล่วงหน้า หรือตามด่านคนเข้าเมือง เราก็มีเครื่องสแกนหน้า โดยได้นำไปทดลองใช้ที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง จังหวัดจันทบุรี เป็นต้น”
ด้าน วริศรา ศรีเจริญ อีกหนึ่งในนักวิจัยที่ได้รับทุนวิจัยเช่นกัน เผยว่า “เราเติบโตจากแอพฯ ที่ช่วยแก้ปัญหาการต่อคิวในร้านอาหาร ซึ่งตอนนี้เรามีผู้ใช้แอพฯ นี้อยู่ประมาณ 1 ล้านคน ซึ่งเราก็จะแชร์จำนวนคน 10% ของแอพฯ มาใช้ในโครงการ เพราะการต่อคิวไม่ได้เป็นปัญหาแค่ในร้านอาหาร แต่เป็นปัญหาที่หนักหนาของทางภาครัฐ โดยเฉพาะโรงพยาบาลรัฐบาล ซึ่งตอนนี้เราลงไปทำวิจัยที่โรงพยาบาบราชวิถี, โรงพยาบาลศรีระยอง จันทบุรี และโรงพยาบาลอภัยภูเบศร์ ปราจีนบุรี โดยมีการใช้คิวเพื่อให้คนไข้รู้ว่าตนเองจะมีเวลารอคอยคิวเป็นเวลานานเท่าไร เพื่อจะได้นำเวลาเหล่านั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์มากกว่าแค่การนั่งรอ”
โครงการ Smart City Start Up Development ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากภาครัฐ กระทรวงวิทยาศาสตร์ เพื่อการพัฒนาภาพรวม โดยในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ นักวิจัยทุกทีมจะได้รับการอบรมและลงพื้นที่เพื่อปฏิบัติงานจริง โดยมีกำหนดการส่งโครงงานภายในวันที่ 31 มีนาคม 2561
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี