วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569
พลตรีหญิงพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เสด็จทรงเปิดการประชุม โดยมี คณะเจ้าหน้าที่ สนง.ป้องกันยาเสพติดและปราบปรามอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) และสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) รับเสด็จ
พลตรีหญิงพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ทูตสันถวไมตรี ด้านหลักนิติธรรมสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เสด็จทรงเปิดการประชุม และทรงร่วมการประชุมระดับสูง หัวข้อ “การพัฒนาอย่างยั่งยืน การป้องกันอาชญากรรม และสังคมที่สงบสุข” ซึ่งสำนักงานป้องกันยาเสพติดและปราบปรามอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) และสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ร่วมกันจัดขึ้น ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ โดยมี นายยูรี่ เฟโดทอฟ ผู้อำนวยการบริหารสำนักงานป้องกันยาเสพติดและปราบปรามอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) รับเสด็จพร้อมกล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมการประชุม จากนั้นได้กราบทูลเชิญ พลตรีหญิงพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ทูตสันถวไมตรี ด้านหลักนิติธรรมสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประทานพระดำรัสเปิดการประชุมดังกล่าว
การนี้ พลตรีหญิงพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ประทานพระดำรัสแก่ผู้เข้าร่วมการประชุม ใจความตอนหนึ่งว่า “เป็นที่ทราบกันอยู่โดยทั่วไปว่า ผู้ปฏิบัติงานด้านการอำนวยความยุติธรรม ฝ่ายความมั่นคง ผู้กำกับกติกาบ้านเมือง และผู้ปฏิบัติงานด้านการพัฒนา มีแนวโน้มที่จะต่างฝ่ายต่างปฏิบัติหน้าที่ของตนไป ในลักษณะที่แยกส่วนจากกัน ในขณะที่หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ตลอดจนหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ก็มักจะไม่ได้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับวาระในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจหรือสังคม การประชุมในครั้งนี้จึงถือเป็นโอกาสอันดี ที่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายจะได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างหลักนิติธรรมกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งแสดงให้เห็นว่ายุคสมัยได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วในทางที่ดีขึ้น”
ส่วน ในถ้อยแถลง นายยูรี่ เฟโดทอฟ ได้กล่าวชื่นชมพลตรีหญิงพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ว่านอกจากจะทรงเป็นนักกฎหมายและพนักงานอัยการแล้ว ยังมีความสนพระทัยและได้ทรงมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนและส่งเสริมหลักนิติธรรมอีกทั้งยังได้ทรงทุ่มเทปฏิบัติพระภารกิจเพื่อช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส อันนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งในประเทศไทยและในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
การประชุมได้หยิบยกประเด็นต่างๆ มาหารือกัน เช่น ความจำเป็นที่จะต้องมีการประสานงานกันอย่างทั่วถึงและครอบคลุมเพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน(SDGs) ความสำคัญของการสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ควรได้รับการแก้ไขโดยกระบวนการยุติธรรมทางอาญาและแนวทางเสริมสร้างความมั่นคงสาธารณะ ซึ่งได้แก่ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติรูปแบบต่างๆ การผลิตและการค้ายาเสพติด รวมไปถึงปัญหาคอร์รัปชั่น โดยสิ่งสำคัญในการบรรลุการพัฒนาอย่างยั่งยืน คือการระบุทราบถึงปัญหาและวางแนวทางในการป้องกันอาชญากรรมแต่เนิ่นๆ
การประชุมเกี่ยวกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนในครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีผู้เชี่ยวชาญระดับชาติ ระดับภูมิภาค และระดับนานาชาติ มาประชุมร่วมกัน โดยมีเป้าหมายสำคัญประการหนึ่ง คือต้องการสร้างความตระหนักรู้ว่ากระบวนการยุติธรรมทางอาญาและหน่วยงานฝ่ายความมั่นคง ไม่อาจแยกขาดจากกระบวนการพัฒนา เพราะทั้งหมดนั้นมีความเกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิดและจำเป็นต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน” นายเฟโดทอฟ กล่าวเสริม
สำหรับผู้แทนร่วมประชุม 250 คน ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ระดับสูง และผู้มีส่วนสำคัญในการผลักดันวาระแห่งการพัฒนาอย่างยั่งยืน 2030 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และอัยการสูงสุดแห่งประเทศไทย เลขาธิการสมัชชารัฐสภาอาเซียน (AIPA) รัฐมนตรีและประธานคณะกรรมาธิการป้องกันการทุจริตแห่งเมียนมา ที่ปรึกษาอาวุโสกระทรวงแผนพัฒนาแห่งชาติประเทศอินโดนีเซีย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงยุติธรรมประเทศญี่ปุ่น ประธานสถาบันอาชญาวิทยาแห่งสาธารณรัฐเกาหลีใต้ คณะทูตานุทูตและผู้แทนระดับสูงจากประเทศในอาเซียน และประเทศหุ้นส่วนความร่วมมือ รวมถึงผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานสหประชาชาติในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี