การบริจาคเลือดในสุนัขและแมว

วันอาทิตย์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2556, 06.00 น.

โดย อาจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร. ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร

 

หลายท่านอาจไม่ทราบว่า สุนัขและแมว ก็มี “การบริจาคเลือด” กันนะครับ เนื่องจากในปัจจุบันนี้ มีสุนัขและแมวจำนวนมากอยู่ในสภาวะที่ ต้องการเลือดทดแทน เช่น ประสบอุบัติเหตุ มีสภาพเลือดจาง มีโรคติดต่อทางกระแสเลือด เป็นโรคพยาธิเม็ดเลือด ประสบปัญหาไตวายเรื้อรัง หรือจำเป็นต้องใช้เลือดทดแทนในการผ่าตัด เพื่อให้สัตว์มีชีวิตรอดต่อไปได้

ผมขอเรียนว่า โรงพยาบาลสัตว์เล็ก คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เล็งเห็นความสำคัญของการบริจาคเลือดเพื่อ “ต่อชีวิตและลมหายใจให้กับสุนัขและแมว”  จึงได้ก่อตั้ง “หน่วยธนาคารเลือด” ขึ้น เพื่อเป็นหน่วยเก็บเลือดสำรองไว้ใช้รักษาสัตว์เหล่านั้น ให้สัตว์ป่วยมีอัตราการรอดชีวิตที่เพิ่มขึ้นครับ

โครงการสัตวแพทย์จุฬาฯ ติดปีก ก็เป็นอีกโครงการหนึ่งที่ช่วยประชาสัมพันธ์และรับบริจาคเลือดสุนัขและแมวสุขภาพดี เพื่อเพิ่มจำนวนหน่วยเลือดสำรองสำหรับสุนัขและแมวป่วยที่ต้องการเลือดทดแทนในโรงพยาบาลสัตว์เล็ก จุฬาฯ

หลายคนอาจสงสัยว่าหากต้องการให้เจ้าตูบ-เจ้าเหมียวเป็น “ผู้ให้” แล้ว จะต้องมีคุณสมบัติอย่างไร

คุณสมบัติของผู้บริจาคนั้น มีดังนี้ครับ

หากเป็นสุนัข : ต้องมีอายุตั้งแต่ 1-7 ปี มีน้ำหนัก 20 กิโลกรัมขึ้นไป ฉีดวัคซีนรวมเป็นประจำ มีสุขภาพแข็งแรง ที่สำคัญต้องไม่ก้าวร้าวครับ

ส่วนในกรณีที่เป็นแมว :  ก็ต้องมีอายุตั้งแต่อายุ 1-7 ปี มีน้ำหนักตั้งแต่ 4 กิโลกรัมขึ้นไป มีการฉีดวัคซีนรวมเป็นประจำ และมีสุขภาพแข็งแรงที่สำคัญต้องเป็นแมวที่เลี้ยงตามบ้านครับ

หลายคนอาจมองว่า จะบริจาคทั้งที ทำไมข้อแม้เยอะจัง???

สาเหตุที่ต้องมีเงื่อนไขเยอะ ก็เนื่องจาก ในการรับบริจาคนั้น ต้องมั่นใจว่าคุณภาพของเลือดที่จะนำให้สัตว์อื่นจะต้องมีคุณภาพดีที่สุด และที่สำคัญ เมื่อบริจาคแล้ว สัตว์เลี้ยงผู้บริจาค-ผู้ให้จะต้องไม่มีอันตราย ไม่โทรมและมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงตามปกติด้วยครับ

ขอเรียนว่า ก่อนการบริจาคเลือด ก็ไม่ได้มีการเตรียมตัวเป็นพิเศษเลยครับ

ก็แค่ ไม่ให้เจ้าสี่ขาออกกำลังหนักๆ พักผ่อนและกินอาหารตามปกติ ไม่มีการให้ยาปฏิชีวนะ หรือยาบางอย่าง เช่น ยาสลายลิ่มเลือด เป็นต้น เท่านี้เองครับ

ทีนี้ เรามาดูขั้นตอนการบริจาคคร่าวๆ กันครับ

1.ก่อนที่จะบริจาคเลือด จะต้องมีการตรวจสภาพร่างกายก่อน โดยมีการเจาะเลือดเพื่อตรวจค่าเม็ดเลือดสมบูรณ์ เพื่อดูสภาวะความเข้มข้นของเลือด สภาพการติดเชื้อในกระแสเลือด ประสิทธิภาพการแข็งตัวของเลือด และยังตรวจดูค่าทางเคมีของเลือดเพื่อดูประสิทธิภาพการทำงานของตับ และไต เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการตรวจโรคติดต่อทางกระแสเลือดเช่นปรสิตในกระแสเลือดอีกด้วยครับ ขั้นตอนเหล่านี้ ใช้เวลาไม่ถึง 15 นาทีก็ทราบผลครับ

2.เมื่อพบว่าผลการตรวจปกติ ก็เข้าสู่ขั้นตอนการบริจาคจริงๆ โดยคุณหมอก็จะจัดท่าทางให้สัตว์นอนสบายๆ อย่างผ่อนคลาย บนโต๊ะครับ

3.ให้น้ำเกลือที่บริเวณขาหลังเพื่อชดเชยของเหลวในเลือด และเป็นการป้องกันการช็อกหรือเป็นลมครับ

4.คุณหมอจะเจาะเลือดจากขาหน้าเพื่อบริจาค ทั้งนี้ในกรณีสัตว์ที่มีการหวาดกลัว ตื่นเต้น หรือกระวนกระวายมาก คุณหมออาจให้ยาคลายกังวล หรือคลายเครียดครับ (ให้สัตว์เลี้ยงเท่านั้นนะครับ ไม่ได้ให้เจ้าของครับ) โดยกระบวนการทั้งหมดนี้ใช้เวลาอีกประมาณ 10-15 นาทีเท่านั้นเองครับ

5.หลังจากบริจาคเลือดเสร็จ ก็จะให้สัตว์นอนพักอีกประมาณ 15 นาที

6.จากนั้นคุณหมอก็จะให้สัตว์ได้ทานอาหารบำรุง และให้ยาบำรุงเลือดไปป้อนต่อเนื่องครับ

คุณผู้อ่านทราบไหมครับ ว่า ประโยชน์ของการบริจาคเลือดนั้น มีอะไรบ้าง

1.สัตว์เลี้ยงจะได้ตรวจร่างกายดูสภาวะความแข็งแรงของร่างกาย ก่อนการบริจาค ซึ่งเป็นการเช็คอัพสุขภาพไปในตัว

2.การบริจาคเลือด จะทำให้เกิดการหมุนเวียนเปลี่ยนเลือดใหม่ ทำให้ร่างกายมีความแข็งแรงมากขึ้น

3.ถือเป็นการทำบุญ 2 ต่อด้วยกัน คือ สัตว์เลี้ยงก็ได้ทำบุญช่วยเหลือชีวิตเพื่อนๆ ส่วนเจ้าของได้บุญในฐานะเป็นคนพาบุญอีกด้วย

4.นอกจากนี้ หลังบริจาค เราก็จะมีการทำวัคซีน ป้องกันเห็บหมัด  รวมถึงมีของที่ระลึกให้กับสัตว์เลี้ยงด้วยครับ

หากท่านผู้อ่านที่มีสัตว์เลี้ยงท่านใดที่สนใจ อยากร่วมทำบุญโดยการพาสัตว์เลี้ยงมาบริจาคเลือด ก็สามารถติดต่อได้ที่ หน่วยธนาคารเลือด โรงพยาบาลสัตว์เล็ก คณะสัตวแพทยศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยโทรศัพท์ 02-2189752 และ 081-4012560 ตั้งแต่เวลา 08.00-20.00 น.ของทุกวัน

แต่ถ้าหากบางท่าน สามารถรวบรวมสุนัขและแมวที่มีคุณสมบัติดังกล่าวอย่างน้อย 5 ตัว ก็สามารถติดต่อให้ไปรับบริจาคเลือดถึงบ้านหรือฟาร์มได้ครับ ถือเป็น “การทำบุญแบบดีลิเวอรี่” เลยทีเดียวครับ

** อย่าลืมนะครับ “บริจาคโลหิต ต่อชีวิต ต่อลมหายใจ ได้บุญ 2 ทาง ทั้งสัตว์เลี้ยงและเจ้าของ” ครับ

ฝ่ายประชาสัมพันธ์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย