คอลัมน์ผู้หญิง

สตรีอาเซียนพร้อมรับ AEC หรือยัง

 

 

การเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนของประเทศไทยในปี พ.ศ.2558 ส่งผลให้ประเทศไทย และสมาชิกอาเซียนอีก 9 ประเทศ คือ อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ บรูไน ฟิลิปปินส์ พม่า ลาว กัมพูชา และเวียดนาม กำลังปรับตัวเพื่อเตรียมรับกับเหตุการณ์นี้อย่างเต็มรูปแบบในทุกมิติ สำหรับประเทศไทยได้บรรจุแผนการรับมือเรื่องนี้ไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555-2559) โดยกำหนดแนวทางการเตรียมความพร้อม ทั้งในด้านความมั่นคง สังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ การท่องเที่ยวการศึกษา ฯลฯ และยังพยายามกระตุ้นให้ทุกองค์กรทั้งภาครัฐ และเอกชน ร่วมกันสร้างแนวทางเพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนดำเนินไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับประเด็นความพร้อมในด้านสถานภาพและบทบาทสตรีของไทยในการก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน อาจจะดูเหมือนยังไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร ถึงแม้ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา จะมีความพัฒนาโอกาสและบทบาทของสตรีในตลาดแรงงานมากขึ้น เพิ่มโอกาสและพัฒนาคุณภาพการประกอบอาชีพมากขึ้น แต่ในสภาพความเป็นจริงของสังคมไทยก็ยังคงพบเห็นความด้อยและความเหลื่อมล้ำในเชิงโอกาสของสตรีไทยปรากฏอยู่ทั่วไป

คณะอนุกรรมาธิการด้านสตรี ในคณะกรรมาธิการพัฒนาสังคมและกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา จัดสัมมนาวิชาการเรื่อง “เดินหน้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียน ปี 2558: การเตรียมความพร้อมและความร่วมมือของผู้หญิงอาเซียน” ร่วมกับคณะอนุกรรมาธิการศึกษาและติดตามกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีสู่การเป็นประชาคมอาเซียน และมูลนิธิฟรีดิช เนามัน ประเทศไทย

 

นางนลินี ทวีสิน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาระดับท้องถิ่นมากขึ้น ความไม่เท่าเทียมทางเพศต้องถูกขจัดให้หมดสิ้นไป โดยเริ่มตั้งแต่โรงเรียนชั้นประถมและมัธยม โดยรัฐบาลไทยกำลังขับเคลื่อนกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี 100 ล้านบาทต่อจังหวัด เพื่อใช้ในการพัฒนาศักยภาพของสตรีระดับท้องถิ่น และเพื่อส่งเสริมพัฒนาอาชีพและคุณภาพชีวิต

ผู้แทนสตรีจากประเทศสมาชิกอาเซียนที่เข้าร่วมสัมมนาได้แสดงความเห็นและสะท้อนปัญหาที่คล้ายกันของภูมิภาค เช่น
ผู้แทนสตรีจากมาเลเซียตั้งข้อสังเกตว่าปัจจุบันผู้หญิงมีความมั่นคงทางด้านการเงินและการศึกษา แต่ยังต้องพัฒนาบทบาทในสังคมอีกหลายประการ ต้องเปิดโอกาสให้ผู้หญิงทุกระดับในสังคมสามารถเข้าถึงสื่อออนไลน์ เพื่อเปิดโอกาสให้ได้รับการศึกษา และสามารถสะท้อนความคิดเห็นของตัวเองสู่สังคมได้มากขึ้น

 

ผู้แทนจากสิงคโปร์ กล่าวว่า ประเทศสิงคโปร์ไม่มีรัฐมนตรีหญิง และที่นั่งของผู้หญิงในรัฐสภาก็มีน้อยกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น การให้การศึกษาให้มากที่สุด จะช่วยให้ผู้หญิงตระหนักถึงสิทธิและบทบาทของตนเอง และรู้จักการเรียกร้องสิทธิ์มากขึ้น ส่วนตัวแทนจากฟิลิปปินส์ให้ความสำคัญในเรื่องโครงสร้างทางกฎหมายที่ไม่เท่าเทียมทางเพศ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากสมาชิกอาเซียนทุกประเทศ และเห็นว่าเรื่องเงินก็ยังคงมีบทบาทสำคัญในการพัฒนามนุษย์ ส่วนผู้แทนจากพม่าและเวียดนามก็มีความเห็นที่คล้ายกัน คือต้องการเร่งสร้างความตระหนักรู้ในเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ ความรู้ทางการเมือง และสิทธิ์ขั้นพื้นฐานของตนเอง

สาระสำคัญอย่างหนึ่งที่ได้จากการสัมมนาครั้งนี้คือ ปัญหาหลักของสตรีในกลุ่มประเทศอาเซียนมีความคล้ายคลึงกันมาก เช่น ปัญหาการขาดเงินทุน ขาดแคลนความรู้ขาดโอกาส และมีความเหลื่อมล้ำทางเพศ สตรีในชนบทยังต้องเผชิญกับนานาปัญหาในการดำรงชีพ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญทำให้สตรีไม่ให้ความสนใจและให้ความสำคัญกับปัญหาโครงสร้างกฎหมาย เรื่องความไม่เท่าเทียมทางเพศ หรือแม้แต่สิทธิ์ขั้นพื้นฐานของตนเอง

 

ร่วมแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพิ่มเติมได้ที่ E-mail:dek_senate@hotmail.co.th หรือ facebook:กมธ.พัฒนาสังคม หรือ กลุ่มงานคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคมและกิจการเด็กฯ วุฒิสภา โทร.02-8319225-6 แฟกซ์ 02-8319226

สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ถนนอู่ทองใน ดุสิต กทม. 10300 email : dek_senate@hotmail.co.th หรือ Facebook: กมธ.พัฒนาสังคม หรือกลุ่มงานคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคมและกิจการเด็กฯ วุฒิสภา โทร.02-831-9225-6 แฟกซ์ 02-831-9226


เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี