533.jpg
รายงานพิเศษ : ภัยแล้งปี’59เรื่องจริงที่ภาครัฐต้องรับมือ ภาคเกษตรต้องปรับตัว

รายงานพิเศษ : ภัยแล้งปี’59เรื่องจริงที่ภาครัฐต้องรับมือ ภาคเกษตรต้องปรับตัว

วันศุกร์ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.
Tag :

ปัญหาภัยแล้งยังคงเป็นปัญหาที่ทั้งภาครัฐและเอกชน นักธุรกิจ เกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา ทั่วประเทศกำลังติตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าวทำให้ได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า ฉุดจีดีพีของประเทศให้ลดลง 0.52% และแนวโน้มส่อเค้าว่า ปี 2559 จะทวีความรุนแรง เพราะน้ำต้นทุนในเขื่อนหลักที่เป็นเสมือนเส้นเลือดใหญ่ เหลือน้อยมาก สาเหตุหลักมาจากปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาไม่ไหลเข้าเขื่อน

ที่ผ่านมารัฐบาลได้เร่งแก้ไขปัญหาดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง โดยเดินหน้ามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ทั้ง 8 มาตรการ ที่วางไว้อย่างเต็มกำลัง ทั้งอัดงบประมาณช่วยเหลือเกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบ อีกทั้งยังเร่งเข้าไปสำรวจสรรหาแหล่งน้ำสำรอง ตามแหล่งน้ำธรรมชาติ การทุ่มงบประมาณในการสร้างแก้มลิงในหลายพื้นที่ การขุดเจาะน้ำบาดาล เพื่อดึงน้ำจากใต้ดินมาใช้น้ำยามวิกฤติ รวมถึงการทำฝนหลวง เพื่อเติมน้ำเข้าเขื่อนที่สำคัญๆ นอกจากนี้รัฐบาลยังสั่งการให้ อบจ. อบต. ทุกพื้นที่ดูแลประชาชนเรื่องน้ำอุปโภคบริโภคอย่างใกล้ชิด ซึ่งผ่านมาจะมีรถบรรทุกน้ำแจกจ่ายให้ประชาชนในพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้


ไม่เพียงเท่านั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังมีการประกาศขอความร่วมมือให้ชาวนาในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ 22 จังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยา งดทำนาปรัง และมีการจัดสรรน้ำที่รัดกุมมากขึ้น อีกทั้งได้ทำความเข้าใจกับเกษตรกรถึงสถานการณ์น้ำในปัจจุบันและส่งเสริมอาชีพในการปลูกพืชน้ำน้อยและพืชระยะสั้น เช่น ปลูกพืชตระกูลถั่ว ไม่ว่าจะเป็น ถั่วเขียว ถั่วเหลือง หรือพืชผักสวนครัวที่ใช้น้ำน้อย เพื่อสร้างรายได้ในระยะสั้นทดแทน แต่ช่วงที่ผ่านมาพบว่าเกษตรกรในหลายพื้นที่ก็ยังฝ่าฝืนลักลอบสูบน้ำเข้านาตัวเอง บางพื้นที่เปิดศึกแย่งน้ำกัน ส่วนการปลูกพืชใช้น้ำน้อย บางพื้นที่ก็ยังไม่ปลูกพืชตามคำแนะนำ

แม้จะยังมีเกษตรกรบางส่วน ที่ยังไม่ให้ความร่วมมือและยังไม่เข้าใจเกี่ยวกับดำเนินการของภาครัฐอยู่บ้าง แต่ก็มีเกษตรกรจำนวนไม่น้อยที่เข้าใจและตอบรับนโยบายดังกล่าวเป็นอย่างดี ยกตัวอย่างเช่น เกษตรกรในหมู่ 18 ต.โพรงอากาศ อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา กว่า 30 ราย ได้งดการทำนา แล้วหันมารวมกลุ่มกัน กลุ่มละ 3-4 คน เพาะเห็ดนางฟ้าภูฐาน โดยได้รับการสนับสนุนก้อนเชื้อจากภาครัฐ รายละ 1,000 ก้อน สร้างรายได้ให้แต่ละกลุ่มไม่ต่ำกว่าวัน 2,000 บาท อีกทั้งยังมีเกษตรกรในอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ที่ประสบปัญหาภัยแล้งกว่า 50 ราย เลือกที่จะพักการปลูกข้าวนาปรัง แล้วหันมาสร้างรายได้ด้วยการเพาะเห็ดฟางขายโดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานเกษตรอำเภอแม่ริม สอนวิธีเพาะเห็ดฟางในตะกร้า หรือเพาะเห็ดฟางแบบคอนโด
ให้กับเกษตรกร นอกจากนี้ เกษตรกรในพื้นที่หมู่ที่ 9 อำเภอสามง่าม  จังหวัดพิจิตร ประสบปัญหาภัยแล้งหนัก แม่น้ำลำคลองแห้งขอด เหลือเพียงน้ำในสระที่กักเก็บไว้ไม่เพียงพอต่อการทำนา จึงหันมาปลูกพืชใช้น้ำน้อย อย่างพริกอ่อนแทน เนื่องจากเป็นพืชที่ลงทุนต่ำ สร้างรายได้งาม โดยลงทุนเพียงไร่ละประมาณ  10,000 บาท ปลูกเพียง 2 เดือนก็สามารถเก็บผลผลิตไปขาย สร้างรายได้ประมาณ 30,000-50,000 บาทเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด ครม. ได้อนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมอีกประมาณ 3,000 ล้านบาท สำหรับมาตรการภายใต้โครงการ
บูรณาการมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ตามมาตรการที่ 4 การเสนอโครงการพัฒนาอาชีพเกษตรกรตามความต้องการของชุมชนเพื่อบรรเทาผลกระทบภัยแล้ง เพื่อให้เกษตรกรนำไปพัฒนาเรื่องการเกษตร อาทิ การ
แปรรูปผลิตภัณฑ์ การถนอมอาหาร ให้สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละชุมชน รวมทั้งการขุดลอกคูคลอง การกักเก็บน้ำ

ทั้งหมดนี้คือความพยายามของภาครัฐ ที่จะรับมือภัยแล้งและช่วยเหลือเกษตรกรให้ผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับเกษตรกรเองด้วยว่าจะให้ความร่วมมือมากน้อยแค่ไหน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top