รายงานพิเศษ : ต่อยอด‘ทวงคืนผืนป่า’ งัด5มาตรการล้อมคอกผู้บุกรุก-สู่การพลิกฟื้นอย่างยั่งยืน

รายงานพิเศษ : ต่อยอด‘ทวงคืนผืนป่า’ งัด5มาตรการล้อมคอกผู้บุกรุก-สู่การพลิกฟื้นอย่างยั่งยืน

วันพุธ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
Tag :

สถานการณ์ภัยแล้งที่กำลังรุมเร้าประเทศไทยอยู่ในเวลานี้ แม้หน่วยงานผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพภูมิอากาศทั้งในและต่างประเทศจะชี้ตรงกันว่า เกิดจากมูลเหตุสำคัญ คือ ปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” อันเป็นผลพวงจากปัญหาภาวะโลกร้อน แต่หากมองให้ลึกลงไปอีกก็จะพบว่า สาเหตุสำคัญประการหนึ่งอันเป็นต้นทางของการเกิดวิกฤตการณ์ความแห้งแล้งและขาดแคลนน้ำดังที่คนไทยกำลังเผชิญอยู่ในเวลานี้ ก็คือ การเสื่อมสภาพของป่าไม้

สำหรับประเทศไทย จากผลการสำรวจของกรมป่าไม้พบว่า ปี 2557 ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีผืนป่าเหลือเพียง 102,285,400 ไร่หรือคิดเป็นร้อยละ 31.62 ของพื้นที่ประเทศไทยเท่านั้น น้อยกว่าผลสำรวจเมื่อปี 2551 ที่พบว่าประเทศไทยมีพื้นที่ป่าอยู่ประมาณ 107 ล้านไร่ หรือเท่ากับร้อยละ 33.44 ของพื้นที่ประเทศ


นั่นหมายความว่าเพียงแค่ในระยะเวลาแค่ 6 ปี ป่าไม้ในประเทศไทยลดลงมากกว่า 5 ล้านไร่ หรือหายไปถึงร้อยละ 1.82 ของพื้นที่ประเทศ หรือถ้าจะพูดให้แคบลงไปก็คือ ในช่วง 6 ปีดังกล่าว มีป่าไม้ในประเทศไทยถูกทำลายไปมากถึงปีละเกือบ 1 ล้านไร่ ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่อยู่ในระดับที่วิกฤติยิ่ง

พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ตัวเลขการลดลงของป่าไม้สะท้อนให้เห็นถึงความหนักหน่วงของสถานการณ์ป่าไม้ของประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลจึงได้กำหนดให้เป็นนโยบายหลักที่จะต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน โดยมีการประกาศมาตรการ “ทวงคืนผืนป่า” เข้าไปบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดกับประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มนายทุนและผู้มีอิทธิพลที่บุกรุกป่า ซึ่งจากผลการดำเนินงานอย่างเข้มข้นตลอดปี 2558 ที่ผ่านมา จึงทำให้สามารถนำผืนป่าที่ถูกบุกรุกกลับคืนมาได้ถึงประมาณ 300,000 ไร่ และมีการดำเนินคดีกับผู้บุกรุกป่าไปแล้วกว่า 13,000 คดี

“แต่นี่ก็เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น” พล.อ.สุรศักดิ์ กล่าวสำทับก่อนเล่าต่อว่า แม้ผลลัพธ์ที่ออกมาจะเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จในระดับที่น่าพอใจ แต่โดยข้อเท็จจริงของปัญหาป่าไม้ในประเทศไทย ไม่ได้มีเพียงบริบทของการบุกรุกทำลายเพื่อหา
ผลประโยชน์ของกลุ่มนายทุน ผู้มีอิทธิพล หรือประชาชนเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงปัญหาอื่นๆ เช่น สิทธิที่ทำกิน การจัดการพื้นที่ป่า และการจัดการพื้นที่เพาะปลูก ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยมาตรการอื่นเข้ามาเสริม จึงจะสามารถหยุดยั้งการบุกรุกผืนป่าและเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ได้อย่างยั่งยืน ดังนั้น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงได้วางแผนต่อยอดการทำงานจากมาตรการทวงคืนผืนป่าไปสู่การดำเนินโครงการ“พลิกฟื้นผืนป่า สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” ภายใต้ 5 มาตรการหลัก คือ

1.การสร้างความรู้ความเข้าใจกับประชาชน และภาคส่วนต่างๆ ในพื้นที่ให้เกิดการมีส่วนร่วมโดยอาศัยแนวทาง “ประชารัฐ” ที่ทั้งภาครัฐเอกชน และภาคประชาชน จะต้องเดินไปด้วยกัน ไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ที่สำคัญภาครัฐต้องปรับเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้ชี้นำ ผู้สั่งการ มาเป็นผู้ให้คำแนะนำและสนับสนุน

2.การแก้ไขปัญหาแนวเขตพื้นที่ทับซ้อนต่างๆ โดยใช้แผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ มาตราส่วน 1 : 4000 (One map) 3.การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังต่อผู้มีอิทธิพล แสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ 4.การผ่อนผันกับชุมชนและประชาชนผู้ยากไร้ โดยจัดหาที่ดินทำกินรวม 340,413 ไร่ ให้กับชุมชนรอบพื้นที่ป่า 82 พื้นที่ 47 จังหวัด โดยขณะนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ละจังหวัดกำลังดำเนินการอยู่ โดยแบ่งเป็นภาคเหนือ 24 พื้นที่ 13 จังหวัด เนื้อที่ 129,600 ไร่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 25 พื้นที่ 15 จังหวัด เนื้อที่ 90,929 ไร่ ภาคกลาง 19 พื้นที่ 11 จังหวัด เนื้อที่ 64,494 และภาคใต้ 14 พื้นที่ 8 จังหวัด เนื้อที่ 55,390 ไร่ ประกอบด้วย ป่าสงวนแห่งชาติ 70 พื้นที่ ใน 45 จังหวัด ส.ป.ก. 5 พื้นที่ ใน 6 จังหวัด ป่าชายเลน 1 พื้นที่ ที่ราชพัสดุ 2 พี้นที่ และที่สาธารณประโยชน์ 4 พื้นที่ใน 4 จังหวัด รวม 47 จังหวัด ได้แก่ กระบี่ กาญจนบุรี กาฬสินธุ์ กำแพงเพชร ขอนแก่น ชัยนาท จันทบุรี ชัยภูมิ ชุมพร เชียงราย เชียงใหม่ ตรัง ตราด ตาก นครพนม นครราชสีมา นครศรีธรรมราช นครสวรรค์ น่าน บึงกาฬ บุรีรัมย์ ประจวบคีรีขันธ์ ปราจีนบุรี พะเยา พังงา พิจิตร พิษณุโลก เพชรบุรี เพชรบูรณ์ แพร่ มหาสารคาม มุกดาหาร ยโสธร ร้อยเอ็ด ระนอง ราชบุรี ลำปาง เลย สตูล สุโขทัย สุพรรณบุรี สุราษฎร์ธานี หนองบัวลำภู อุดรธานี อุตรดิตถ์ อุทัยธานี และอุบลราชธานี ซึ่งทั้งหมดจะดำเนินการภายในปีงบประมาณ 2559

5.การเพิ่มพื้นที่ป่าและพื้นที่สีเขียว โดยในพื้นที่สูงชันต้องไม่ให้ใครบุกรุกซ้ำ เพื่อให้ป่าได้ฟื้นคืนสภาพด้วยตัวเองซึ่งเป็นหลักการที่น้อมนำแนวทางตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาใช้ดำเนินการ และนอกจากนี้ให้มีการส่งเสริมอุตสาหกรรมป่าปลูกจะได้ไม่ยุ่งกับป่าใหญ่ ส่งเสริมให้ประชาชนปลูกไม้มีค่าเพื่อเก็บไว้เหมือนเป็นเงินออม และส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนปลูกต้นไม้ในหน่วยงานและพื้นที่สาธารณะ” พล.อ.สุรศักดิ์ กล่าว

“นอกจากนี้ ภายใต้โครงการดังกล่าวกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยังมีแผนการทุ่มเททรัพยากรในการสร้างคน สร้างเจ้าหน้าที่และผู้พิทักษ์ป่าที่มีจิตวิญญาณรักษาป่าและมีทัศนคติที่ดีต่อประชาชน โดยเบื้องต้นมีการเปิด “สถาบันประชารัฐพิทักษ์ป่า” ที่ จ.แพร่ เพื่อเป็นสถานฝึกสอนเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานในสังกัด รวมทั้งตำรวจ ทหาร และประชาชน ให้มาเรียนรู้ร่วมกันเรื่องการพิทักษ์ป่า โดยมีทั้งปราชญ์ชาวบ้าน องค์กรพัฒนาเอกชน ภาคประชาชน มาร่วมเป็นวิทยากรให้คำแนะนำแนวทางการป้องกันและรักษาป่ารูปแบบต่างๆ”

ด้าน นางสาวภาวิณี ปุณณกันต์ อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ในฐานะประธานคณะทำงานประชาสัมพันธ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คาดหวังมากในการดำเนินโครงการพลิกฟื้นผืนป่าสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน คือ จะสามารถทำให้เกิดการแก้ไขปัญหาป่าไม้แบบบูรณาการนำไปปฏิบัติได้จริงและมีความยั่งยืน ซึ่งจะส่งผลให้สามารถป้องกันการบุกรุกพื้นที่ป่าที่เหลือในเวลานี้อยู่ประมาณ 102 ล้านไร่ และอีก 3 แสนไร่ที่ได้คืนมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญจะสามารถส่งผลให้เกิดการเพิ่มพื้นที่ป่าในประเทศได้อย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม การดำเนินโครงการดังกล่าวจะสำเร็จหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความร่วมมือจากประชาชนในพื้นที่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังต้องอาศัยความร่วมแรงร่วมใจจากคนไทยทุกคนในการร่วมกันอนุรักษ์ ดูแล และรักษาป่า เพื่อไม่ให้พื้นที่ป่า 102 ล้านไร่ที่เหลืออยู่นี้ กลายเป็น “ป่าผืนสุดท้าย” ของประเทศไทย

หากวันนี้ทุกคน ทุกภาคส่วน ยังคงนิ่งดูดายไม่ช่วยกันรักษาป่า ก็คงเหลือเวลาอีกไม่นาน ป่าผืนสุดท้ายที่เหลืออยู่คงหมดไปจากประเทศไทยเข้าสักวัน
 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top