ผวาเร่งเมกะโปรเจกท์ เมนผลEIA 46องค์กรออกโรงค้าน

ผวาเร่งเมกะโปรเจกท์ เมนผลEIA 46องค์กรออกโรงค้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
Tag :

ผวาเร่งเมกะโปรเจกท์

เมนผลEIA

46องค์กรออกโรงค้าน

จี้‘คสช.’ทบทวนคำสั่งที่9/2559

หวั่นมุบมิบทำลายสิ่งแวดล้อม

รบ.โต้ทุกอย่างผ่านขั้นตอนปกติ

เมื่อวันที่ 9 มีนาคม นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ได้เปิดเผยว่าขณะนี้ 46 องค์กรและเครือข่ายภาคประชาชน เช่น สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม (ธ.พ.ส.ส.) สมาคมรักษ์ทะเลไทยมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค มูลนิธิสืบนาคะเสถียร สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน เป็นต้น ได้ร่วมกันออกแถลงการณ์คัดค้านนโยบายของรัฐบาลและคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) ในประเด็นการเร่งผุดโครงการใหญ่ๆ โดยที่ยังไม่ผ่านการพิจารณาเกี่ยวกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

การคัดค้านดังกล่าวสืบเนื่องจาก   ประเด็นที่หัวหน้า คสช. ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ตามคำสั่งคสช.ที่9/2559 โดยการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เพื่อให้การดำเนินโครงการหรือกิจการของรัฐในการจัดให้มีสาธารณูปโภคอันจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชน หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะสามารถดำเนินการได้โดยรวดเร็ว อันจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูปประเทศในด้านเศรษฐกิจและสังคม อาทิ โครงการหรือกิจการด้านการคมนาคมขนส่ง การชลประทาน การป้องกันสาธารณภัย โรงพยาบาล หรือที่อยู่อาศัย โดยในระหว่างที่รอผลการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA/EHIA) ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโครงการหรือกิจการ อาจเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติให้ดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งเอกชนผู้รับดำเนินการตามโครงการหรือกิจการไปพลางก่อนได้นั้น


นายบัณฑูร ระบุต่อว่า โดยได้มีข้อวิเคราะห์ถึงคำสั่งที่9/2559 ดังกล่าว 2ข้อ คือ 1.คำสั่งที่ 9/2559 เป็นการส่งสัญญาณทางนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้นเป้าหมายเร่งรัดการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ โดยเฉพาะเรื่อง การคมนาคม เช่น ท่าเรือ ระบบรถไฟ ทางด่วน ฯลฯ ชลประทาน เช่น เขื่อนขนาดใหญ่ ซึ่งมักประสบปัญหาการทำลายนิเวศ สิ่งแวดล้อม สุขภาพของชุมชนท้องถิ่นตลอดมา การเร่งรัดดังกล่าวเป็นการลดความสำคัญด้านการดูแลคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน การดำเนินการให้ได้มาซึ่งเอกชนผู้รับดำเนินการตามโครงการโดยที่มาตรการป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมยังมิได้รับความเห็นชอบเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่บกพร่องในการละเว้นการปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายที่ปกป้องผลประโยชน์ของสาธารณะ

สาระสำคัญและผลของคำสั่งนี้จึงไม่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ภายใต้กรอบขององค์การสหประชาชาติที่ประเทศไทยได้แสดงความผูกพันทางการเมืองในทางปฏิบัติ ไม่สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่12 ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างความสมดุลระหว่างการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมและ2.โครงการหรือกิจการเข้าข่าย คำสั่งที่9/2559 เป็นโครงการของหน่วยงานของรัฐ จึงเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่อาจมีผลกระทบอย่างกว้างขวางและรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และคุณภาพชีวิต แม้ว่าจะยังให้มีการทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมต่อไป แต่จะสร้างผลกระทบและความเชื่อมั่นต่อความเป็นอิสระในการจัดทำและพิจารณาของEIA และจะยิ่งทำให้โครงการที่ดำเนินการตามคำสั่งดังกล่าว มีปัญหาความขัดแย้ง ความไม่เชื่อถือยอมรับจากประชาชนและชุมชนในพื้นที่โครงการรวมทั้งจากสาธารณะ แม้ว่าจะเป็นโครงการที่มีประโยชน์ต่อสังคมก็ตาม

นายบัณฑูร กล่าวต่อว่า ทางองค์กรและเครือข่ายฯ ได้มีข้อเรียกร้อง 4 ข้อ ดังนี้

1.ให้ยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 9/2559 เพื่อป้องกันและระงับมิให้เกิดปัญหาความขัดแย้งเพิ่มขึ้นในสังคมไทย และมิให้เป็นคำสั่งที่ขัดแย้งกับแนวนโยบายของรัฐบาลในการพัฒนาที่ยั่งยืน

2.รัฐบาลควรเร่งผลักดันการปฏิรูปโครงสร้างและระบบการทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพื่อยกระดับธรรมาภิบาล สร้างความเชื่อถือและเชื่อมั่นของประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้องรวมทั้งมิให้เกิดความล่าช้าเกินควร3.เพิ่มเติมเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญ ในหมวกสิทธิและเสรีภาพ (ด้านสิทธิชุมชน) และในหมวดการปฏิรูป เพื่อให้มีบทบัญญัติที่นำไปสู่การปฏิรูปโครงสร้างและระบบการทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และการนำการประเมินสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment : SEA)มาใช้ดำเนินการและ4.ให้มีการปรับปรุงแก้ไขพ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ทั้งฉบับเพื่อเป็นเครื่องมือทางกฎหมายที่สนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมีการจัดทำข้อเสนอแนะการยกร่างปรับปรุงกฎหมายดังกล่าวไว้แล้วโดยคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย

วันเดียวกันผู้สื่อข่าวรายงานว่าในประเด็นคำสั่ง คสช.ที่9/2559 นั้นทาง เครือข่ายพลเมืองสงขลาจดหมายเปิดผนึก ฉบับที่1 คัดค้านเช่นเดียวกัน โดยระบุว่า คำสั่งนี้เป็นคำสั่งที่ผิดหลักการธรรมาภิบาล ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม เป็นการแก้ไขกฎหมายที่เปิดโอกาสให้หน่วยงานภาครัฐ และกลุ่มทุนละเมิดสิทธิบุคคล และชุมชน ละเลยต่อการมีส่วนร่วม เป็นโครงการที่ไม่โปร่งใส ไม่ต้องพูดถึงความรับผิดชอบและไม่มีหลักประกันใดๆ ในความคุ้มค่าของโครงการในที่สุด

ด้าน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวในประเด็นเดียวกันว่า ตนมองว่า ไม่ใช่การปฏิรูปแต่เป็นการสวนทางกับการปฏิรูป ซึ่งเศรษฐกิจไทยควรอยู่บนพื้นฐานการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ชุมชน ท้องถิ่นและภาคประชาขนให้สามารถมีส่วนร่วมเพื่อให้การพัฒนาเศรษฐกิจเกิดประโยชน์แท้จริง แต่ถ้าให้อำนาจการปฏิรูปโดยกลุ่มคนที่ไม่สอดคล้องกับความจริงที่เปลี่ยนแปลงของโลกและความต้องการของประชาชนจะไม่นำไปสู่การแก้ปัญหา ขอเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนการยกเว้นบังคับใช้กฎหมาย ทั้งเรื่องอีไอเอ เอชไอเอ และผังเมืองเพราะจะยิ่งทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับรัฐมากขึ้น

ขณะที่ นายเกษมสันต์ จิณณวาโส ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.)

ให้สัมภาษณ์กรณีเดียวกันว่า คำสั่งดังกล่าวไม่ใช่ยกเลิกขั้น หรือข้ามขั้นตอนการทำรายงานอีไอเอหรืออีเอชไอเอ แต่เป็นการให้กระบวนการทุกอย่าง ทั้งการจัดซื้อจัดจ้างการประกวดราคา และการหาแหล่งเงินกู้หรือการร่วมทุนดำเนินการแบบคู่ขนานกันไปได้ ซึ่งจะย่นเวลาดำเนินโครงการต่างๆ ของภาครัฐลงได้มากกว่า 2ปี หรือครึ่งหนึ่งของระยะเวลาเดิม อีกทั้งลดต้นทุนค่าใช้จ่ายต่างๆด้วย

นายเกษมสันต์ กล่าวต่อว่า ตนไม่ทราบเรื่องนี้มาก่อน แต่จากการสอบถามไปยังสำนักงานนโยบายแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) คำสั่งดังกล่าวมาจากแนวทางปรับปรุงกฎหมายของรัฐบาล จากความต้องการของหลายหน่วยงานว่า จะปรับปรุงกฎหมายอย่างไรเพื่อลดขั้นตอนการดำเนินโครงการต่างๆ โดยไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งสำนักนายกรัฐมนตรีได้เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปหารือ ยืนยันว่าทุกโครงการขนาดใหญ่ยังต้องทำอีไอเอหรืออีเอชไอเอเหมือนเดิม แม้ประกวดราคาผ่าน แต่ยังไม่มีการลงนามในสัญญาและหากโครงการดังกล่าวไม่ผ่านการพิจารณาอีไอเอหรืออีเอชไอเอ ก็ต้องถูกยกเลิก

เช่นเดียวกับ พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลต้องการเร่งรัดโครงการเมกะโปรเจกต์และการลงทุนต่างๆ ที่เป็นโครงสร้างสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ เพราะขณะนี้โลกมีปัญหาเศรษฐกิจอยู่และสิ่งที่จะสามารถให้เราพุ่งไปข้างหน้าได้คือการ การลงทุนโครงสร้างต่างๆ ทั้งนี้การที่จะดำเนินการโครงการนั้นๆจะมีรายละเอียดและขั้นตอนมากพอสมควร ส่วนใหญ่จะเริ่มด้วยการวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการคำนึงถึงสุขภาพต่างๆหรือที่เรียกว่าอีไอเอ และอีเอสไอเอ โดยที่ผ่านมามีความล่าช้าเกิดขึ้นและสังคมมักเข้าใจว่า เกิดจากขั้นตอนของเจ้าหน้าที่รัฐ ที่รับผิดชอบตรวจหรือรับรายงาน ซึ่งๆจริงๆแล้วไม่ใช่ เพราะเจ้าหน้าที่รัฐรับข้อมูลจะกำกับด้วยกำหนดเวลาในการดำเนินการ แต่ความล่าช้าจะเกิดกับผู้ประกอบการที่มีที่ปรึกษาในการดำเนินการโดยไม่มีเวลากำกับซึ่งจะใช้เวลานานพอสมควร จากนั้นเมื่อจบการรายงานอีไอเอ และอีเอสไอเอเรียบร้อยแล้ว ก็จะเป็นการดำเนินการตามขั้นตอนอื่นๆอีกมากโดยเฉพาะเรื่องการลงทุนร่วมระหว่างภาครัฐละเอกชน

“ดังนั้นเมื่อรัฐบาลต้องการที่จะเร่งรัดการลงทุนให้เร็วขึ้น จึงต้องการให้ขั้นตอนของการศึกษาผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ดำเนินการไปพร้อมกันกับการชักชวนเอกชนมาร่วมลงทุนในคราวเดียวกัน แต่การดำเนินการจะไม่เกินเลยไปถึงขั้นลงมือก่อสร้าง เพราะการลงมือก่อสร้างได้จะต้องผ่านการศึกษาอีไอเอและอีเอสไอเอ เสียก่อน ดังนั้นจะเห็นว่ากฎหมายดังกล่าวไม่ได้ลดขั้นตอนความสำคัญของการศึกษาดังกล่าวไม่ใช่การทำเพียงแค่พิธีกรรมเท่านั้น แต่ทุกขั้นตอนต่างๆยังมีความสำคัญและดำเนินการตามเดิม เพียงแต่นายกฯ เน้นย้ำว่า ระหว่างทำควบคู่ไปแล้ว การศึกษานั้นไม่ผ่านโครงการนั้นต้องหยุดและยกเลิกทันที โดยไม่เกิดความเสียหายใดๆ เพราะยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาเท่านั้น” โฆษกรัฐบาล กล่าว

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top