'บิ๊กฉัตร'เรียกประชุมหน่วยงาน ถกแผน5ปฏิบัติการยึดคืนพื้นที่

'บิ๊กฉัตร'เรียกประชุมหน่วยงาน ถกแผน5ปฏิบัติการยึดคืนพื้นที่

วันอังคาร ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 19.59 น.

26 ก.ค.59 พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานประชุมชี้แจงและหารือแนวทางปฏิบัติร่วมกันตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 36/2559 ตามมาตรการในการแก้ไขปัญหาการครอบครองที่ดิน ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ว่า ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมหารือ ประกอบด้วย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงกลาโหม กองทัพภาค ผู้แทน คสช. กองบังคับบัญชาการตำรวจภูธรภาค กระทรวงมหาดไทย กรมบังคับคดี และเจ้าหน้าที่ปฏิรูปที่ดินจังหวัดทั้ง 29 จังหวัด เพื่อรับทราบแนวทางการดำเนินการตามคำสั่งหัวหน้า คสช.และเจตนารมณ์ของรัฐบาล ซึ่งให้ดำเนินการสำรวจและตรวจสอบในการใช้ประโยชน์ที่ดินของ ส.ป.ก.ในทุกพื้นที่ทั่วประเทศด้วยความรอบคอบ หากพบว่ามีการดำเนินการผลิตไปจากวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ให้บูรณาการทุกหน่วยงานในการยึดคืนพื้นที่ โดยไม่มีการใช้ความรุนแรง ระมัดระวังไม่ให้เกิดการปะทะกัน เพื่อนำที่ดินเหล่านั้นมาจัดสรรให้กินเกษตรกรได้ใช้ประโยชน์ได้จริง ตามนโยบายของ คสช.

โดยที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบแผนปฏิบัติการยึดคืน พัฒนา และจัดสรรพื้นที่ ส.ป.ก.ที่มีการครอบครองโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ในพื้นที่เป้าหมายทั้ง 3 กรณี คือ กรณีที่ 1 ที่ดินที่ยังไม่เข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมที่มีเนื้อที่ตั้งแต่ 500 ไร่ขึ้นไป กรณีที่ 2 ที่ดินที่คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดมีมติให้เกษตรกรผู้ได้รับการจัดที่ดินสิ้นสิทธิเข้าทำประโยชน์แล้ว และครอบครองโดยบุคคลที่มิใช่ผู้ได้รับการจัดที่ดินมีเนื้อที่ตั้งแต่ 100 ไร่ขึ้นไป และกรณี 3 ที่ดินศาลมีคำพิพากษาถึงสิ้นสุดให้ส่งมอบแก่ ส.ป.ก.แล้ว และมีเนื้อที่ตั้งแต่ 500 ไร่ขึ้นไป โดยดำเนินการ 5 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1.เตรียมการจัดเตรียมแผนและคำสั่ง ข้อมูล แผนที่แนบท้าย ซึ่งขั้นตอนนี้ได้ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนที่ 2.การแจ้งเตือน ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ ส.ป.ก.ติดประกาศแนบท้ายพร้อมแผนที่แนบท้าย ซึ่งโดยส่วนใหญ่ได้ดำเนินการแล้ว เหลืออยู่ 3 แปลงซึ่งเป็นพื้นที่ทับซ้อนระหว่างกรมป่าไม้ และ ส.ป.ก.ที่ต้องปรับปรุงแผนที่แนบท้ายให้ชัดเจนก่อนดำเนินการปิดประกาศต่อไป


ขั้นตอนที่ 3.การยึดที่ดินและการรื้อถอน ซึ่งเมื่อผู้ครอบครองไม่ดำเนินการรื้อถอน และออกจากพื้นที่ ส.ป.ก.มีคำสั่ง ภายใน 30 วัน นับจากวันปิดประกาศ ส.ป.ก.จะดำเนินการจากเบาไปหาหนัก โดยขอรับการสนับสนุนกำลังจากกองทัพ ขั้นตอนที่ 4 การปรับปรุงพัฒนาที่ดิน เป็นขั้นตอนที่ ส.ป.ก.ดำเนินการพัฒนาพื้นที่เป้าหมายที่ยึดคืนได้นำไปพัฒนาให้มีความพร้อมในการทำการเกษตรตามนโยบายของ คสช.ก่อนที่จัดจัดสรรให้เกษตรกรต่อไป ขั้นตอนที่ 5 การจัดสรรที่ดินให้เกษตรกร โดยหลังจากที่คณะอนุกรรมการจัดหาที่ดิน (คณะที่ 1) มีมติรับที่ดินที่ได้ทำการยึดคืนกลับมาเป็นของ ส.ป.ก.เป็นแปลงที่จะดำเนินการจัดสรรให้แก่ราษฏรที่เป็นผู้ยากไร้ตามแนวทางของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติแล้ว จะส่งมอบพื้นที่ให้แก่คณะอนุกรรมการที่ดิน (คณะที่ 2) ให้ ส.ป.ก.ดำเนินการต่อไป โดยยึดแนวทางการจัดที่ดินทำกินในรูปแบบสหกรณ์ปฏิรูปที่ดิน ต.ระบำ อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี เป็นต้นแบบ

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ให้แผนปฏิบัติการข้างต้นเกิดประสิทธิภาพมากขึ้น ได้สั่งการให้ดำเนินการจัดตั้งศูนย์ควบคุมและติดตามสถานการณ์ (วอลลูม) ทั้งในระดับส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค โดยมีเลขาธิการ ส.ป.ก.เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดในส่วนกลาง และปฏิรูปจังหวัด เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดในระดับภูมิภาค โดยให้รายงานผลการปฏิบัติงานเป็นประจำทุกวันในเวลา 15.00 น.ทั้งนี้ หากมีสถานการณ์เร่งด่วนให้รายงานให้ทราบในทันที

ขณะที่ นายสรรเสริญ อัจจุตมานัส เลขาธิการ ส.ป.ก.เปิดเผยถึงความคืบหน้าผลการดำเนินการมาตรา 44 การครอบครองที่ดิน ส.ป.ก.โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ณ วันที่ 26 ก.ค.59 ที่ได้พื้นที่คืนมาแล้ว มี 2 กรณี คือ กรณีที่ไม่ยอมเข้ากระบวนการเนื้อที่ 500 ไร่ขึ้นไป ย้ายออก/รื้อถอนแล้ว จำนวน 1 แปลง เนื้อที่ 1,263 ไร่ ที่ จ.กาญจนบุรี และกรณีที่ 3 ที่ดินศาลมีคำพิพากษาถึงสิ้นสุดให้ส่งมอบแก่ ส.ป.ก.แล้ว และมีเนื้อที่ตั้งแต่ 500 ไร่ขึ้นไป มีการย้ายออก/รื้อถอนแล้ว 1 แปลง เนื้อที่ 1,160 ไร่ อ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top