รายงานพิเศษ : โครงการชลประทานสีเขียว‘น้ำคู่กับป่า’

รายงานพิเศษ : โครงการชลประทานสีเขียว‘น้ำคู่กับป่า’

วันอังคาร ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ยุทธศาสตร์บริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 12 ปี (2558-2569) ได้วางเป้าหมายเพิ่มพื้นที่ชลประทานอีก 8.7 ล้านไร่ เพิ่มแหล่งเก็บกักน้ำอีก 4,800 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อสามารถบริหารจัดการให้มีน้ำใช้ในกิจกรรมต่างๆได้ ประมาณ 9,500 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ซึ่งไม่เรื่องง่ายเพราะการดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำแต่ละโครงการในปัจจุบันจะต้องใช้ระยะเวลาที่ยาวนาน โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่

กรมชลประทาน ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบในการสร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ตั้งแต่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงสถาปนา กรมคลอง ขึ้นในปี พ.ศ. 2445 เพื่อทำหน้าที่ดูแล น้ำ ของประเทศอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการสมัยใหม่ ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นกรมทดน้ำ และกรมชลประทานในปัจจุบันมีอายุครบ 114 ปี และก้าวเข้าสู่ปีที่ 115 ในปี พ.ศ. 2560 สามารถดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำด้วยการสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง รวมกันแล้วได้ประมาณ 480 แห่ง สามารถเก็บกักน้ำได้ประมาณ 80,000 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมทั้งยังได้ก่อสร้างระบบชลประทานที่ใช้ในการกระจายน้ำเข้าสู่พื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ครอบคลุมพื้นที่ชลประทานกว่า 30.22 ล้านไร่


โครงการพัฒนาแหล่งน้ำยังดำเนินการอย่างต่อเนื่องแม้จะมีอุปสรรค ทำให้หลายต่อหลายโครงการล่าช้า หรือไม่สามารถดำเนินการได้ แต่ประเทศไทยยังมีความจำเป็นที่ต้องพัฒนาแหล่งน้ำ เพื่อเพิ่มปริมาณการกักเก็บน้ำต้นทุนให้สมดุลกับความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นในทุกๆ ด้านตามภาวะเศรษฐกิจของประเทศ

ในปีนี้โครงการพัฒนาแหล่งน้ำหลายแห่งได้ดำเนินแล้วเสร็จ และเปิดดำเนินการแล้ว เช่น โครงการอ่างเก็บน้ำคลองหลวงรัชชโลทร อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ชลบุรี โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองจันทบุรี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.จันทบุรี โครงการอ่างเก็บน้ำคลองพระสะทึง จ.สระแก้ว โครงการอ่างเก็บน้ำแม่สาย จ.แพร่ เป็นต้น และอีกหลายโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างที่กำลังจะแล้วเสร็จในเร็วๆ นี้ เช่น โครงการนฤบดินทรจินดา จ.ปราจีนบุรี โครงการเขื่อนทดน้ำผาจุก จ.อุตรดิตถ์ โครงการอ่างเก็บน้ำมวกเหล็ก จ.สระบุรี โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.อุตรดิตถ์ และโครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำแม่กวงอุดมธารา จ.เชียงใหม่ เป็นต้น

รวมทั้งยังมีโครงการที่จะเริ่มก่อสร้างในปี พ.ศ.2560 ที่สำคัญๆ อีกอย่างน้อย 2 โครงการคือ โครงการอ่างเก็บน้ำน้ำปี้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.พะเยา และโครงการอ่างเก็บน้ำคลองพะวาใหญ่ จ.จันทบุรี นอกจากนี้ยังมีอีกหลายโครงการที่อยู่ในขั้นตอนการขออนุญาต เพื่อที่จะให้การพัฒนาแหล่งน้ำเป็นไปตามยุทธศาสตร์บริหารจัดการทรัพยากรน้ำ

“โครงการสีเขียว” เป็นอีกโครงการที่กรมชลประทานนำมาใช้ในการพัฒนาแหล่งน้ำ ตามยุทธศาสตร์บริหารจัดการทรัพยากรน้ำ โดยจะนำร่องใช้ในการดำเนินโครงการประตูระบายน้ำแม่น้ำบ้านวังยาว จ.ลำปาง ก่อนขยายผล ไปยังโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอื่นๆ

สมเกียรติ ประจำวงษ์

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า โครงการสีเขียวนั้น จะให้ความสำคัญในเรื่อง สิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับสภาพเศรษฐกิจและสังคม ในเรื่องสิ่งแวดล้อมนั้น การมีประตูระบายน้ำ เป็นข้อดีส่วนหนึ่งในการสร้างความชุ่มชื้นให้กับป่า อีกทั้งยังช่วยให้สัตว์ป่ามีแหล่งน้ำ และกรมชลประทานยังจะดำเนินมาตรการปลูกป่าทดแทน บริเวณป่าเสื่อมโทรมทำให้บริเวณพื้นที่โครงการมีความเขียวขจี สร้างความยั่งยืนและสมดุลทางธรรมชาติระหว่างประชาชน น้ำ ป่าไม้ และสัตว์ป่า

ส่วนเรื่องเศรษฐกิจและสังคมนั้น เมื่อมีน้ำ ทุ่งนา พืชไร่ ไม้ผล ไม้ยืนต้น จะเขียวขจีอุดมสมบูรณ์ ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงผลผลิตทางการเกษตรที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจภายในชุมชนนั้นๆ ดีขึ้น ไม่มีการอพยพเคลื่อนย้ายแรงงาน ในทางตรงกันข้ามจะเกิดการย้ายถิ่นของแรงงานกลับสู่บ้านเกิดมากขึ้น ลดความแออัดในสังคมเมืองได้ในระดับหนึ่ง

นอกจากนี้การมีประตูระบายน้ำยังจะช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในช่วงฤดูน้ำหลาก หรือลดความรุนแรงที่เกิดขึ้นได้ รวมทั้งยังจะเป็นสถานที่พักผ่อน ท่องเที่ยวภายในชุมชนอีกด้วย

โครงการประตูระบายน้ำแม่น้ำบ้านวังยาว เกิดขึ้นจากราษฎรในพื้นที่อ.สบปราบ จ.ลำปาง ได้ทำหนังสือถึงศูนย์ดำรงธรรม จ.ลำปาง เสนอให้สร้างฝายกั้นแม่น้ำวัง ที่ ต.แม่กัวะ อ.สบปราบ พร้อมระบบส่งน้ำ เมื่อปี พ.ศ. 2550 หลังจากนั้น สำนักงานชลประทานที่ 2 ได้ดำเนินการสำรวจพื้นที่ร่วมกับผู้นำท้องถิ่น และพิจารณาจุดที่ตั้งโครงการ ต่อมาในปี พ.ศ.2557 สำนักบริหารโครงการ กรมชลประทาน ได้จัดทำรายงานการวางโครงการพิเศษ โครงการประตูระบายน้ำแม่น้ำบ้านวังยาว อ.สบปราบ จ.ลำปาง พร้อมได้ดำเนินการศึกษาเบื้องต้นและดำเนินการด้านการมีส่วนร่วม ได้ข้อสรุปว่า บริเวณจุดเหมาะสมที่สุดของที่ตั้งหัวงานอยู่ หมู่ 2 บ้านอ้อ ต.แม่กัวะ อ.สบปราบ

อย่างไรก็ตาม โครงการประตูระบายน้ำแม่น้ำบ้านวังยาว เป็นประตูระบายน้ำกั้นแม่น้ำสายหลัก คือ แม่น้ำวัง เข้าข่ายประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่องกำหนดประเภทและขนาดโครงการ หรือกิจการซึ่งจะต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบ
สิ่งแวดล้อม (EIA)

ดังนั้นในปี พ.ศ. 2558 กรมชลประทานจึงได้ว่าจ้างกลุ่มบริษัทที่ปรึกษา เพื่อดำเนินการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยมีระยะเวลาในการศึกษา 12 เดือน คาดว่า จะได้ข้อสรุปก่อนสิ้นเดือนธันวาคม พ.ศ.2559 นี้อย่างแน่นอน หลังจากนั้นก็จะเสนอให้คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (คชก.) และพิจารณารายงาน EIA ดังกล่าวทันที ซึ่งอาจจะมีการศึกษาเพิ่มเติมหรือทบทวนการออกแบบ ประมาณไม่เกินปี พ.ศ. 2561 น่าจะได้ข้อสรุป และดำเนินการขอใช้พื้นที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากไม่มีปัญหาอะไรประมาณปี พ.ศ. 2563 จะเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ และ แล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2564

ทั้งนี้หากสามารถดำเนินโครงการดังกล่าวได้สำเร็จ จะสามารถเก็บกักน้ำในลำน้ำ เพื่อเป็นน้ำต้นทุนได้ประมาณ 6.13 ล้าน ลบ.ม. ถือเป็นประตูระบายน้ำที่สามารถเก็บกักน้ำได้เท่าๆ กับอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง และที่สำคัญจะมีพื้นที่ที่ได้รับประโยชน์จากโครงการถึง 23,240 ไร่

จากการสอบถามผู้นำชุมชน ไม่ว่าจะเป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นายกอบต. หรือแม้กระทั่งนายอำเภอสบปราบ จะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ชาวบ้านในพื้นที่ อ.สบปราบเกือบ 100% เห็นด้วยที่จะดำเนินการก่อสร้างประตูระบายน้ำดังกล่าว เพราะเห็นประโยชน์ที่จะได้รับคุ้มค่า ในขณะที่ผลกระทบนั้นน้อยมาก

ในปัจจุบันชาวบ้านส่วนใหญ่จะประกอบอาชีพเกษตรกรรม คือ ทำนา แต่สามารถทำได้เพียง 4 เดือนเท่านั้น เพราะไม่มีน้ำ ส่วนอีก 8 เดือนต้องออกไปรับจ้าง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทำให้สังคมครอบครัวขาดหายไป ดังนั้นชาวบ้านจึงเรียกร้องอยากได้ประตูระบายน้ำดังกล่าว ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่ ต.แม่กัวะ ต.นายาง และต.สบปราบ มีน้ำเพื่อการเกษตร ตลอดจนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคอย่างพอเพียง และยังจะช่วยบรรเทาอุทกภัยจากน้ำป่าไหลหลากในช่วงฤดูฝนอีกด้วย

เป็นที่ทราบกันดีว่า โครงการพัฒนาในด้านต่างๆ แทบทุกโครงการย่อมมีผลกระทบ โครงการพัฒนาแหล่งน้ำของกรมชลประทาน รวมทั้งโครงการประตูระบายน้ำแม่น้ำบ้านวังยาว ก็เช่นเดียวกัน เพียงแต่เมื่อพิจารณาถึงผลประโยชน์ที่ได้รับ ความคุ้มค่าทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม กับความเดือดร้อนของชาวบ้านในพื้นที่แล้วมากกว่าผลกระทบที่เกิดขึ้น และที่สำคัญ ผลกระทบที่เกิดขึ้นสามารถหาวิธีบรรเทาลงได้ ก็ควรจะดำเนินโครงการนั้นๆ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “โครงการสีเขียว” อย่างเช่น โครงการประตูระบายน้ำแม่น้ำบ้านวังยาว อ.สบปราบ จ.ลำปาง ที่ไม่ใช่แค่สร้างประโยชน์ให้กับท้องถิ่นเท่านั้น แต่ยังช่วยฟื้นฟูธรรมชาติ สร้างป่าไม้ให้เขียวขจี เคียงคู่กับน้ำที่จะสร้างความอุดมสมบูรณ์ และสร้างความเป็นอยู่ของชาวบ้านให้มั่นคงและยั่งยืน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top