วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569
แม้จะมีความชัดเจนมากขึ้นกับการติดตามทวงคืนเงินของแผ่นดินที่เสียหายไปหลายแสนล้านบาทจากการดำเนินโครงการจำนำข้าวผลาญชาติที่เต็มไปด้วยการทุจริตคดโกงต่างๆ แต่มหากาพย์เรื่องนี้ยังน่าเป็นห่วงอยู่ว่าจะทวงเงินได้คืนมากน้อยสักเท่าไหร่กัน!!
ทั้งนี้ รมว.พาณิชย์-อภิรดีตันตราภรณ์ กับปลัดกระทรวงพาณิชย์-ชุติมาบุณยประภัศร ได้ประเดิมร่วมกันลงนามคำสั่งทางปกครองให้ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรมว.พาณิชย์กับพวก 6 คนชดใช้ค่าเสียหายรวม 2 หมื่นล้านบาท จากกรณีการระบายขายข้าวแบบ“จีทูจี”ที่เป็นการทุจริตลวงโลก โดยสั่งให้นายบุญทรงชดใช้กว่า 1.7 พันล้านบาท, นายภูมิ สาระผลอดีตรมช.พาณิชย์กว่า 2.2 พันล้านบาท ส่วนอีก 4 คนคือ พ.ต.นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะอดีตเลขาฯรมว.พาณิชย์, นายมนัส สร้อยพลอยอดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ,นายทิฆัมพรนาทวรทัต อดีตรองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ และนายอัครพงศ์ ทีปวัชระอดีต ผอ.สำนักการค้าข้าวต่างประเทศ คนละ 4 พันล้านบาท
ขณะที่คณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งของกระทรวงการคลังที่มีนายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลางเป็นประธาน ก็สรุปตัวเลขที่จะเรียกเงินชดใช้จากอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตรแล้ว จำนวน 35,700 ล้านบาท หรือ 20% ของความเสียหายโครงการจำนำข้าวทั้งหมดที่ประเมินไว้ 178,000 ล้านบาท โดยได้ลงนามเสนอต่อนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เพื่อให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีหรือรมว.คลัง ออกคำสั่งทางปกครองต่อไป... แม้จะมีเสียงท้วงติงจากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะ สตง.ที่ไม่เห็นด้วยกับการเรียกค่าเสียหายอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์แค่ 20% ก็ตาม
อย่างไรก็ตาม การติดตามทวงเงินคืนแผ่นดินครั้งนี้ เชื่อได้ว่า ยังจะเป็น“มหากาพย์”ที่ปั่นป่วนอีกยาวนาน และที่สำคัญยากจะยึดเงินคืนได้ครบถ้วน หรืออาจยึดได้เพียงน้อยนิดเท่านั้น
ทั้งนี้โดยดูจากบัญชีทรัพย์สินที่แต่ละคนยื่นแสดงต่อป.ป.ช.ล่าสุด อย่างอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ยื่นบัญชีไว้เมื่อปี 2558 หลังพ้นตำแหน่ง 1 ปี ปรากฏว่า ทั้งตัวเองกับสามี(ที่ไม่ได้จดทะเบียนด้วย)และลูกมีทรัพย์สินรวมกันมูลค่า 693.8 ล้านบาท เทียบแล้วไม่ถึง 2%ของจำนวนที่ถูกเรียกให้ชดใช้ 35,700 ล้านบาทเลย หรือนายบุญทรงกับภริยาแจ้งทรัพย์สินไว้ 17.8 ล้านบาท ทั้งหมดก็แค่ 1%ของจำนวนที่ถูกเรียกค่าเสียหาย 1.7 พันล้านบาทเท่านั้น ส่วนนายภูมิก็เช่นกัน มีทรัพย์สินทั้งตัวเองและเมีย 39.3 ล้านบาท ก็ยังไม่ถึง 2%ของเงินที่ต้องชดใช้ 2.2 พันล้านบาท เป็นต้น
แน่นอน มิอาจรู้ได้ว่าบุคคลเหล่านี้มีทรัพย์สินที่ซุกซ่อนไว้อีกหรือไม่ มากมายขนาดไหน แต่เอาแค่ทรัพย์สินเท่าที่ยื่นแสดงไว้ ถ้าจะยึดให้ได้ ก็ยังต้องสู้คดีชั้นศาลปกครองอีกพอสมควร หลังจากนั้น เมื่อคดีสิ้นสุด ถ้าคำพิพากษาให้ยึดทรัพย์ได้ ก็ยังมีขั้นตอนที่ต้องใช้เวลาอีกไม่น้อยสำหรับกรมบังคับคดีที่จะเข้ามายึดทรัพย์ เมื่อยึดได้ไม่ครบจำนวนที่ต้องจ่ายชดใช้ ที่เหลือก็ต้องฟ้องล้มละลาย...นี่ว่ากันตามขั้นตอนกฎหมาย แต่ระหว่างนั้น บรรดาลิ่วล้อบริวารที่ต้องแสดงออกว่าปกป้อง“เจ้านาย” ก็ไม่รู้จะเคลื่อนไหวสร้างความปั่นป่วนอะไรอีกสักแค่ไหน
นอกจากนั้น ค่าเสียหายจากโครงการจำนำข้าวที่คณะกรรมการชุดของนายมนัส แจ่มเวหา ประเมินไว้ 178,000 ล้านบาท หักที่ให้อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ชดใช้ 20% ก็ยังเหลืออีก 80%คิดเป็นเงิน 142,300 ล้านบาท ซึ่งรองนายกฯวิษณุ เครืองามระบุว่า ค่าเสียหายที่เหลือนี้จะต้องไปไล่เบี้ยเอากับเอกชน โรงสี ยุ้งฉาง ตลอดจนเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐและข้าราชการที่เกี่ยวข้อง ในส่วนที่มีปัญหาเกี่ยวกับการทุจริต ตลอดกระบวนการของการรับจำนำข้าวทั่วประเทศ
ส่วนนายมนัสระบุว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องไปตั้งคณะกรรมการสอบสวนเป็นกรณีย่อยๆเช่น กรณีทุจริตสวมสิทธิ์จำนำข้าว,การนำข้าวผิดประเภทมาจำนำ,การเวียนเทียนข้าวและกรณีข้าวหายที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ ก่อนเสนอเรื่องมาให้คณะกรรมการฯเพื่อหาผู้รับผิดทางแพ่งและสั่งชดใช้เงินคืนต่อไป ซึ่งต้องเร่งยื่นเรื่องดำเนินการตามกฎหมายภายใน ก.พ.2560 โดยคดีจะมีอายุความทั้งสิ้น 10 ปี นับตั้งแต่ที่เริ่มโครงการจำนำข้าวในปี 2554 ไปถึงปี 2564
ยุทธการ“ไล่เบี้ย”ที่ว่ามานี้ แม้เป็นเรื่องที่ต้องว่ากันไปตามกฎหมาย แต่เชื่อได้เลยว่า จะต้องเกิดความระสำระส่ายไปทั่ว
อีกทั้งประสิทธิภาพในการจัดการของหน่วยงานรัฐ ตลอดคดีจำนำข้าวที่ผ่านมา ก็ยังทำให้เป็นห่วง ขนาดบางคนถึงกับประชด ไม่เชื่อว่า “ชาตินี้จะทวงคืนเงินโกงข้าวกลับมาได้ครบ!”
สาโรช บุญแสง
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี