แตกใบอ่อน : ‘กระเบน’ตายฟรี

แตกใบอ่อน : ‘กระเบน’ตายฟรี

วันพฤหัสบดี ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นับได้ถึงวันนี้ก็น่าจะล่วงเลยมาเกือบ 2 สัปดาห์เต็มๆ แล้วสำหรับเหตุการณ์เสียชีวิตของ “กระเบนราหู” ซึ่งอาศัยอยู่ในลำน้ำแม่กลอง พื้นที่ อ.อัมพวา อ.บางคนที และอ.เมืองจ.สมุทรสงคราม ลอยขึ้นมาตายเป็นเบือ โดยถ้านับตัวเลขอย่างเป็นทางการที่ “สำนักงานประมงจังหวัดสมุทรสงคราม” รวบรวมมาตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน จนถึงวันที่ 10 กันยายน นับรวมเบ็ดเสร็จได้ 45 ตัว

ถามว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่หรือไม่ ก็ต้องบอกว่าใหญ่โคตรๆ


เพราะถ้าเทียบไปแล้ว การเสียชีวิตในช่วงเวลาเดียวกันของ “กระเบนราหู” ในน้ำแม่กลอง ก็แทบไม่มีความต่างไปจากการเห็น“ช้างป่า” เขาอ่างฤาไน หรือ “เสือโคร่ง” ที่ห้วยขาแข้งมานอน “ตายหมู่” พร้อมๆ กันนับสิบตัว เนื่องจากกระเบนราหูไม่ได้เป็นเพียงแค่กระเบนน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่มีสถานะที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์เท่านั้น แต่กระเบนราหูยังถูกยกย่องให้เป็นศักดิ์ศรีและความภาคภูมิใจแห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา เพราะถูกค้นพบครั้งแรกในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา จนทำให้ได้ชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า “ฮิมาทูราเจ้าพระยา” (Himantura Chaophraya)และปัจจุบันก็พบได้เฉพาะในประเทศไทย และไม่กี่แห่งในโลก เช่น ลุ่มน้ำโขงเกาะบอร์เนียวตะวันออก ตอนเหนือของออสเตรเลีย เกาะนิวกินี

ดังนั้นการสูญเสีย “กระเบนราหู” ไปพร้อมๆ กันทีเดียวถึงเกือบ 50 ตัว จึงไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ที่จะปล่อยให้ผ่านแล้วผ่านเลยไปกันง่ายๆ

ยิ่งได้ยินผู้เชี่ยวชาญอย่างอาจารย์ “นันทริกา ชันซื่อ” ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเดินทางลงไปตรวจสอบด้วยตัวเอง ระบุผลการตรวจเลือดพบว่า สาเหตุที่ทำให้ปลากระเบนเสียชีวิตเกิดจากได้รับ “สารเคมี” ที่เป็นพิษต่อระบบไตและระบบเหงือก ทำให้ความสามารถการควบคุมความสมดุลในร่างกายเสียไป แต่ยังบอกไม่ได้ว่าเกิดจากสารพิษชนิดใด ซึ่งต้องสำรวจในพื้นที่ว่ามีการปล่อยสารอะไรออกมาบ้าง แต่ไม่น่าจะใช่ยาฆ่าแมลง เพราะยาฆ่าแมลงมีผลต่อตับ แต่ตับปลากระเบนไม่เปลี่ยนแปลงมาก ซึ่งสารที่พบเป็นสารที่ออกฤทธิ์เฉียบพลัน ไม่ได้ออกฤทธิ์สะสม จึงไม่ใช่โลหะหนัก

จากข้อมูลดังกล่าวทำให้สันนิษฐานได้ว่า สาเหตุที่ทำให้เกิดโศกนาฏกรรมครั้งนี้มาจากการลักลอบปล่อยสารพิษลงในน้ำแม่กลอง ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของชาวบ้านที่อ้างถึงการพบเห็นโรงงานอุตสาหกรรมที่อยู่บริเวณเหนือน้ำในพื้นที่ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ปล่อยสารเคมีต้องสงสัยลงสู่น้ำแม่กลองในช่วงก่อนหน้านี้ได้อย่างบังเอิญสอดคล้องกันแบบพอดิบพอดี

ทั้งนี้หากย้อนดูประวัติศาสตร์การเกิดเหตุลักษณะดังกล่าวในประเทศไทย ก็ต้องถือว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์ลักลอบปล่อยมลพิษจากอุตสาหกรรมมาสู่สิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะถ้านับเหตุการณ์เล็กเหตุการณ์น้อย เช่น ปลาในกระชังลอยขึ้นมาตายการลักลอบทิ้งสารเคมีในที่ดินสาธารณะ การปล่อยควันพิษ ก็ยิ่งจะเห็นว่า ในรอบหลายปีที่ผ่านมาได้เกิดเหตุแบบนี้มาแล้วไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง

แต่ที่น่าเสียใจและน่าเสียดายมากที่สุด ก็ต้องบอกว่า ไม่ว่าจะเกิดบทเรียนขึ้นมากี่ครั้งหน่วยงานราชการที่รับผิดชอบและรัฐบาลกลับไม่เคยวางมาตรการป้องกันที่ดีมารับมือได้เลย

ไม่ต้องดูจากที่ไหนมาก แค่เหตุเกิดกับ “กระเบนราหู” รอบนี้ กว่าจะมีหน่วยงานไหนกระดิกกระเดี้ยทำอะไรได้ก็ต้องกินเวลาไปหลายต่อหลายวัน ขณะที่ระดับนโยบายทั้งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และรัฐบาล ก็แทบไม่หือไม่อืออะไรสักอย่าง

ผมเห็นแค่นายกฯให้สัมภาษณ์ 5 บรรทัดให้เร่งหาสาเหตุ ส่วนรัฐมนตรีที่รับผิดชอบโดยตรงอย่าง “บิ๊กเต่า” พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ ก็แทบไม่ได้ขยับหรือส่งสัญญาณใดๆ ออกมา ทั้งที่น่าจะรู้ว่ากรณีนี้มีความสำคัญอย่างไร

นี่จึงสะท้อนให้เห็นเป็นอย่างดีถึงการมองปัญหาสิ่งแวดล้อมของรัฐบาลไทยทั้งในอดีตและปัจจุบัน

ดังนั้นจึงแทบไม่ต้องไปพูดถึงการติดตามหาคนรับผิดชอบกรณีที่เกิดขึ้นครั้งนี้

เห็นแล้วก็น่าเศร้าใจแทนปลากระเบน เพราะคงไม่แคล้วว่าต้องตายฟรี

มะลิลา

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top