วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569
น้ำและป่าไม้ถือเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสำคัญของประเทศ และมีความสัมพันธ์เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน จำเป็นจะต้องมีความสมดุล หากไม่มีน้ำไม่มีป่าพื้นดินก็จะแห้งแล้งกลายเป็นทะเลทราย ขาดความอุดมสมบูรณ์ ดังนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะอนุรักษ์น้ำควบคู่กับการอนุรักษ์ป่าอย่างเหมาะสม
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช “พ่อของแผ่นดิน” เป็นกษัตริย์ที่ให้ความสำคัญของน้ำและป่าไม้เป็นอย่างยิ่ง จะเห็นได้จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริกว่า 3,000 โครงการ เป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาแหล่งน้ำกว่า 2,000 โครงการ
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ “แม่ของแผ่นดิน” ทรงให้ความสำคัญในเรื่องน้ำและป่าไม้ ไม่ต่างไปจาก “พ่อของแผ่นดิน” โดยเฉพาะในเรื่องของป่าไม้มีโครงการอนุรักษ์ป่ามากมาย เช่น โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ โครงการป่ารักน้ำ
เป็นต้น
ทั้ง 2 พระองค์ จะมีพระราชดำริในเรื่องน้ำและป่าอยู่หลายครั้ง
“....การปลูกป่าทดแทนพื้นที่ป่าไม้ที่ถูกทำลายนั้น จะต้องสร้างฝายเล็กเพื่อหมุนน้ำส่งไปตามเหมืองไปใช้ในพื้นที่เพาะปลูกทั้งสองด้าน ซึ่งจะให้ค่อยๆ แผ่ขยายออกไปทำความชุ่มชื้นในบริเวณนั้นด้วย...” พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานคำอธิบาย ในการปลูกป่าทดแทนพื้นที่ป่าที่ถูกทำลาย
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับเรื่องป่าและน้ำเช่นกัน
“.....ป่าไม้ช่วยซึมซับน้ำฝนไว้ใต้ดิน เรียกว่า น้ำใต้ดินค่อยๆ ระบายลงมาเป็นธารน้ำ เป็นลำคลอง เป็นแม่น้ำ ให้เราได้ใช้กันตลอดมา เราจึงควรถนอมรักษาป่าไว้ให้คงอยู่เป็นต้นน้ำลำธาร เพื่อว่าลูกหลานเราจะได้ไม่ลำบาก”
มีการศึกษาถึงการเก็บกักปริมาณน้ำของป่าไม้แต่ละประเภทของสำนักอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พบว่า ในผืนดินที่มีป่าไม้สามารถกักเก็บน้ำได้ในปริมาณที่แตกต่างกันไป โดยในพื้นที่ป่า 1 ตารางกิโลเมตร ป่าดิบเขา สามารถกักเก็บน้ำไว้ในผืนดินถึง 1.5 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) ป่าเบญจพรรณสามารถกักเก็บน้ำในผืนดินได้ 600,000 ลบ.ม. และป่าเต็งรังสามารถกักเก็บน้ำในผืนดินได้ 300,000 ลบ.ม.
กรมชลประทาน ซึ่งมีหน้าที่หลักในการบริหารจัดการน้ำและพัฒนาแหล่งน้ำของประเทศ ถือเป็นหน่วยงานรัฐอีกหน่วยงานหนึ่ง ที่ได้ดำเนินงานสนองพระราชดำริทั้ง 2 พระองค์ ในหลายโครงการ
ในเรื่องของป่าไม้นั้น แม้งานพัฒนาแหล่งน้ำอาจจะต้องทำให้สูญเสียป่าไม้ไปบ้างก็ตาม แต่กรมชลประทานก็ได้ประกาศที่จะปลูกป่าทดแทนในส่วนที่สูญเสียไปในปริมาณที่มากกว่าถึง 2 เท่าตัว ล่าสุดกรมชลประทาน ร่วมกับหลายหน่วยงานทั้งในพื้นที่และส่วนกลาง เข้าไปดำเนินการปลูกป่าในพื้นที่โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยโสมง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อทำการฟื้นฟูป่า สร้างความอุดมสมบูรณ์และความชุ่มชื่นให้กับป่ามากกว่า 1,675 ไร่ จนถึงปัจจุบันกรมชลประทานได้ปลูกป่าไปแล้วกว่า 90,000 ไร่ทั่วประเทศ
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระราชดำริเกี่ยวกับการฟื้นฟูป่าไม้ ไว้เช่นกัน ความตอนหนึ่งว่า
“....ให้พิจารณาดำเนินการสร้างฝายราคาประหยัด โดยใช้วัสดุราคาถูกและหาง่ายในท้องถิ่น เช่น แบบหินทิ้งคลุมด้วยตาข่ายปิดกั้นร่องน้ำกับลำธารขนาดเล็กเป็นระยะๆ เพื่อใช้เก็บกักน้ำและตะกอนดินไว้บางส่วน โดยน้ำที่กักเก็บไว้จะซึมเข้าไปในดินทำให้ความชุ่มชื้นแผ่ขยายออกไปทั้งสองข้าง ต่อไปจะสามารถปลูกป่าไม้ป้องกันไฟ พันธุ์ไม้โตเร็ว และพันธุ์ไม้ไม่ทิ้งใบ เพื่อฟื้นฟูที่ต้นน้ำลำธารให้มีสภาพเขียวชอุ่มขึ้นเป็นลำดับ....”
กรมชลประทานได้น้อมน้ำแนวพระราชดำริดังกล่าว มาใช้ในการดำเนินงานของศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นศูนย์ที่กรมชลประทานรับผิดชอบ เพื่อเป็นตัวอย่างในการฟื้นฟูป่าต้นน้ำ และเป็นต้นแบบขยายผลไปยังพื้นที่อื่นๆ
ในอดีตก่อนปี 2528 พื้นที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ มีสภาพเป็นดินหินกรวด แห้งแล้ง ขาดความชุ่มชื่น ปริมาณน้ำธรรมชาติมีน้อย สภาพป่าเป็นป่าเสื่อมโทรม แต่ในปัจจุบันสภาพพื้นที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ มีความชุ่มชื่นในป่าเพิ่มขึ้น มีปริมาณฝนตกเพิ่มขึ้น การระเหยของน้ำลดลง ลำห้วยมีน้ำตลอดทั้งปี ดินมีธาตุอาหารเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ความหนาแน่นของต้นไม้ยังเพิ่มขึ้นด้วย
นอกเหนือจากการฟื้นฟูป่าแล้ว พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ยังให้ความสำคัญ ในการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กหรือขนาดกลาง บริเวณใกล้ๆ กับป่าต้นน้ำ หรือ บริเวณเชิงเขาด้วย ซึ่งพระองค์ทรงมีพระราชดำริในการพัฒนาอ่างเก็บน้ำบริเวณเชิงเขาเหนือเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ว่า
“...ควรพิจารณาวางโครงการเก็บกักน้ำตอนบนของลำน้ำป่าสักไว้ให้มาก เพื่อใช้ด้านการเกษตรและป้องกันอุทกภัย เนื่องจากเหนือเขื่อนป่าสักมีมาก ให้พิจารณาจัดเก็บให้เหมาะสม.....”
กรมชลประทานได้นำพระราชดำริดังกล่าว มาดำเนินโครงการสร้างอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ปัจจุบันมีถึง 10 แห่ง คือ อ่างฯห้วยน้ำก้อ อ่างฯห้วยน้ำชุนใหญ่ อ่างฯห้วยป่าเลา อ่างฯห้วยป่าแดง อ่างฯห้วยนา อ่างฯห้วยขอนแก่น อ่างฯห้วยใหญ่ อ่างฯคลองเฉลียงลับ อ่างฯคลองลำกง และอ่างฯห้วยเล็ง ทำให้สามารถทำให้กักเก็บน้ำได้ 180 ล้านลบ.ม.
โครงการนี้สามารถยกระดับความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตของราษฎรที่อยู่ในพื้นที่โครงการ และบริเวณใกล้เคียงให้ดีขึ้น เนื่องจากราษฎรที่มีอาชีพเพาะปลูกหรือเลี้ยงสัตว์จะมีน้ำต้นทุนไว้ใช้ในฤดูแล้ง และมีแหล่งเก็บน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค ขณะเดียวกันเมื่อถึงฤดูฝนเวลาน้ำหลาก อ่างเก็บน้ำทั้งหมดจะช่วยบรรเทาอุทกภัยที่จะเกิดขึ้นไม่ให้สร้างความเสียหายเหมือนในอดีต นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งแพร่และเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืดให้ราษฎรได้บริโภคหรือขายเป็นรายได้เสริมพื้นที่ของอ่างฯ บางแห่งยังมีการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกด้วย
ไม่ใช่เฉพาะพื้นที่ต้นน้ำ หรือในพื้นที่เชิงเขาเท่านั้น พื้นที่ที่ศักยภาพในการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ก็ได้มีพระราชดำริให้กรมชลประทานพัฒนาแหล่งน้ำด้วยการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่หลายโครงการ อาทิ
“....โครงการที่คิดจะทำนี้ บอกได้ไม่กล้าพูดมาหลายปีแล้ว เพราะเกรงว่าจะมีการคัดค้านจากผู้เชี่ยวชาญจากผู้ที่ต่อต้านการทำโครงการ แต่โครงการนี้เป็นโครงการที่อยู่ในวิสัยที่ทำได้ แม้จะต้องเสียค่าใช้จ่ายไม่ใช่น้อย แต่ก็ถ้าดำเนินไปเดี๋ยวนี้ อีก 5-6 ปี ข้างหน้าเราสบาย และถ้าไม่ทำในอีก 5-6 ปีข้างหน้าราคาค่าก่อสร้าง ค่าดำเนินการก็จะขึ้นไป 2 เท่า 3 เท่า ลงท้ายก็จะต้องประวิงต่อไป และเมื่อประวิงต่อไปก็จะไม่ได้ทำ เราก็ต้องอดน้ำแน่จะกลายเป็นทะเลทราย แล้วเราก็จะอพยพไปที่ไหนก็ไม่ได้ โครงการนี้คือสร้างอ่างเก็บน้ำสองแห่ง แห่งหนึ่งคือ แม่น้ำป่าสัก อีกแห่งคือแม่น้ำนครนายก สองแห่งรวมกันจะเก็บกักน้ำเหมาะสมพอเพียงสำหรับการบริโภค การใช้ในเขตกรุงเทพฯ และเขตใกล้เคียงในที่ราบลุ่มของประเทศไทยนี้......”
กรมชลประทานได้น้อมนำพระราชดำริดังกล่าวมาดำเนินการ จนก่อเกิดโครงการเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จังหวัดลพบุรี และโครงการเขื่อนขุนด่านปราการชล จังหวัดนครนายก ในปัจจุบัน
เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน จังหวัดพิษณุโลก เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่อีกแห่งที่กรมชลประทานได้ดำเนินงานตามพระราชดำริ
“...อีกสายหนึ่งแควน้อยซึ่งจะต้องทำ อันนี้ก็ยังไม่ได้ทำ ซึ่งจะต้องทำ เพื่อกักเก็บน้ำที่มาจากอำเภอชาติตระการ อาจจะมีคนค้านว่า ทำไมทำเขื่อนพวกนี้แล้วมีประโยชน์อะไร ก็เห็นแล้วประโยชน์ของเขื่อนใหญ่เขื่อนนี้ ถ้าไม่มีสองเขื่อนนี้ ที่นี่น้ำท่วมยิ่งกว่า จะไม่ท่วมทั้งหมด...”
และโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ที่กรมชลประทานได้ดำเนินงานตามพระราชดำริล่าสุด คือ โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยโสมง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับโครงการดังกล่าวถึง 6 ครั้ง หนึ่งในพระราชดำรัส ความตอนหนึ่งว่า
“…โครงการพัฒนาพื้นที่ราบเชิงเขา จังหวัดปราจีนบุรีและสระแก้ว ตามพระราชดำริ อาทิ โครงการอ่างเก็บน้ำพระปรง อ่างเก็บน้ำห้วยสะโตน อ่างเก็บน้ำท่ากระบาก และอ่างเก็บน้ำอื่นๆ เป็นโครงการที่ดีมาก ทำให้มีปริมาณน้ำใช้เพิ่มมากขึ้น และผลที่ได้รับเพิ่มเติมก็คือทำให้ดินมีการพัฒนาตามมาด้วย…”
.jpeg)
โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยโสมง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งได้รับพระราชทานชื่อว่า “อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา” เป็นการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ ราบเชิงเขา จังหวัดปราจีนบุรี-สระแก้ว ซึ่งขณะนี้ได้เริ่มเก็บกักน้ำแล้ว ยังเหลือเพียงระบบไฟฟ้า ระบบป้องกันการกัดเซาะ งานถนนบนสันเขื่อน การปรับภูมิทัศน์ให้สวยงาม และระบบส่งน้ำ คาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งโครงการในปี 2561
เมื่อแล้วเสร็จสมบูรณ์จะสามารถกักเก็บน้ำได้ 295 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งจะสร้างประโยชน์มากมาย โดยเฉพาะจะช่วยบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำปราจีนบุรีและลุ่มน้ำสาขา ในเขตพื้นที่อำเภอนาดี และอำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี รวมทั้งยังจะสามารถส่งน้ำให้พื้นที่เกษตรกรรมในเขตชลประทานได้ถึง 111,300 ไร่ เป็นแหล่งน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภค ช่วยรักษาระบบนิเวศน์ผลักดันน้ำเค็มและน้ำเน่าเสียในแม่น้ำปราจีนบุรี และแม่น้ำบางปะกง
นอกจากนี้ ยังใช้เป็นแนวกันชน หรือแนวป้องกันการบุกรุกทำลายพื้นที่ป่าไม้ในเขตอุทยานแห่งชาติทับลานและอุทยาน
แห่งชาติปางสีดา รวมทั้งช่วยเพิ่มระดับความชุ่มชื้นในพื้นที่ป่าไม้อีกด้วย
วันนี้ “พ่อของแผ่นดิน” เสด็จสู่สวรรคาลัย พระองค์ได้ทรงพักผ่อนหลังทรงงานหนักมาตลอดระยะเวลา 70 ปี ที่ครองราชย์ ถึงเวลาแล้วที่เราจะทำงานสืบสานพระปณิธาน ในเรื่อง “น้ำและป่า” ตามพระราชดำริ ถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และน้อมระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ
หากทุกคนร่วมใจเดินตามรอยพ่อและแม่ “น้ำและป่า” ก็จะอยู่เคียงคู่กันตลอดจนไป ดั่งพระราชดำรัส สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เกี่ยวกับเรื่องน้ำและป่าไม้ ที่ว่า “พระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำ ฉันจะเป็นป่า ป่าที่ถวายความจงรักภักดีต่อน้ำ...พระเจ้าอยู่หัวสร้างอ่างเก็บน้ำ ฉันจะสร้างป่า”
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี