ประชาชนร่วมแสดงความอาลัย เข้าถวายบังคมพระบรมศพ (ประมวลภาพ)

ประชาชนร่วมแสดงความอาลัย เข้าถวายบังคมพระบรมศพ (ประมวลภาพ)

วันพุธ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 11.59 น.

23 พ.ย.59 ผู้สื่อข่าวรายงาน เมื่อเวลา 04.45 น. เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวัง เปิดให้ประชาชนที่นั่งรถวีลแชร์ ได้เดินทางเข้าถวายบังคม พระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เบื้องหน้าพระบรมโกศ บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ทางประตูวิเศษไชยศรี เป็นคณะแรก ก่อนที่เวลา 04.50 น. จะเปิดให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าเข้าถวายบังคม โดยมีพสกนิกรที่ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ เดินทางมาจากทั่วทุกสารทิศเพื่อเข้าคิวรอเป็นจำนวนมาก

ด้าน นางสุขใจ ถาวรกุลชัย อายุ 74 ปี ชาว กทม.กล่าวว่า ตนและลูกสาวพร้อมเพื่อนบ้านเดินทางมาถึงสนามหลวงตั้งแต่ตี 3 เพื่อมาเข้าคิวรอกราบสักการะพระบรมศพ ก่อนนี้เคยมาแล้วแต่ได้กราบอยู่ที่กำแพงพระบรมมหาราชวัง แต่วันนี้มาเช้าหน่อยเพื่อให้ได้เข้าไปกราบใกล้ๆ ก็ไม่รู้สึกท้อ ทุกคนตั้งใจมากและได้เตรียมพร้อมในเรื่องสื้อผ้าให้ถูกระเบียบ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ท่านรักประชาชนและประชาชนทุกคนก็รักพระองค์มากเช่นกัน ท่านทรงเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับประชาชน ทั้งเรื่องความประหยัด ความกตัญญูต่อสมเด็จย่า และทรงพัฒนาฝนเทียม การชลประทานเพื่อช่วยเหลือชาวไร่ชาวนา และท่านทรงให้โอกาสคนโดยการให้การศึกษา และทรงมีพระราชดำรัสเพื่อเป็นแนวทางแก่พสกนิกร ซึ่งความดีของพระองค์ไม่สามารถพรรณาได้หมด ทุกสิ่งที่พระองค์ทำนั้น ดีต่อพสกนิกรชาวไทยและดีต่อประเทศไทยทั้งสิ้น


ขณะที่ นายรัตฐกาน แซ่ม้า อายุ 40 ปี ชาวเขาเผ่าม้ง อ.คลองลาน จ.กำแพงเพชร เดินทางมาพร้อมลูกสาว น.ส. เมวดี แซ่ม้า อายุ 18 ปี  และญาติพี่น้องอีก 2 คน ตั้งใจปั่นจักรยานจาก อ.คลองลาน มาถวายบังคมพระบรมศพ สักครั้งหนึ่งในชีวิต โดย นายรัตฐกาน กล่าวด้วยเสียงสั่นเครือว่า แม้ว่าการเดินทางมายังพระบรมมหาราชวังจะสามารถมาโดยรถยนต์ส่วนตัว หรือรถประจำทางก็ได้ แต่ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงที่ปกเกล้าชาวไทย จึงตั้งใจที่จะปั่นจักรยานเพื่อถวายความอาลัยและแสดงความจงรักภักดี ได้ออกเดินทางตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 20 พฤศจิกายน ซึ่งเมื่อลูกสาวรู้ว่าตนเองจะปั่นจักรยานมาถวายสักการะพระบรมศพ ลูกสาวก็ขอมาด้วย และบอกว่าอยากมาแสดงความจงรักภักดีแด่พระองค์ท่านเป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งตนก็สอนให้ลูกสาวเป็นคนดีและตอบแทนสังคม และอยู่ทางพอเพียงตามแนวทางของพระองค์ท่าน โดยระหว่างทางแวะนอนพักที่วัดบ้าง ที่ศาลาริมทางบ้าง เดินทางมาถึงวันนี้ราว 04.00 น. ซึ่งระยะทางที่ปั่นมาราว 350-400 กิโลเมตร นี้ เทียบไม่ได้กับระยะทางที่พระองค์ท่านได้เดินทางไปทั่วทุกสารทิศในแผ่นดินไทย

"ในหลวงทรงมีพระเมตตากับชาวเขาเป็นอย่างมาก ทรงเสด็จไปในถิ่นทุรกันดาน แม้ว่าจะไม่เคยรับเสด็จท่านก็รับรู้ได้ถึงพระเมตตาของพระองค์ท่าน และพระองค์ท่านยังได้นำความรู้และเปลี่ยนแปลงให้ชาวเขาได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี จากเดิมรุ่นปู่ย่าตายายปลูกฝิ่นหารายได้ แต่พระองค์ท่านได้ส่งเสริมให้ปลูกพืชเกษตร ซึ่งไว้สำหรับกินเองและยังขายหารายได้ ปัจจุบันตนเองก็ปลูกข้าว ปลูกมัน เลี้ยงไก่ หมู ปลา กินอยู่พอเพียง ที่เหลือก็ขาย" นายรัตฐกาน กล่าว

ขณะที่ น.ส.เมวดี กล่าวว่า อยากเดินทางมาสักการะพระองค์ท่านพร้อมกับพ่อ และอาจจะเป็นครั้งเดียวที่ได้มา โดยส่วนตัวรับรู้และรู้จักพระองค์ท่านตั้งแต่เด็กจากการบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่ในเผ่าม้ง ซึ่งท่านมีพระมหากรุณาธิคุณต่อชาวเขาเผ่าม้งมาก ซึ่งตนจะประพฤติคนเป็นคนดี ยึดหลักความพอเพียงและใช้จ่ายอย่างประหยัด

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top