41ชนเผ่ากว่า5พันชีวิต พร้อมใจเข้าถวายสักการะพระบรมศพ (ประมวลภาพ)

41ชนเผ่ากว่า5พันชีวิต พร้อมใจเข้าถวายสักการะพระบรมศพ (ประมวลภาพ)

วันจันทร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 20.09 น.

ประชาชนยังคงหลั่งไหลเข้ากราบสักการะพระบรมศพ ลูกครึ่งไทย-อเมริกัน ร่วมเป็นจิตอาสาทำดีเพื่อพ่อ ขณะที่ชนเผ่ากว่า 5 พันคน 41 ชนเผ่า เข้ากราบสักการะพระบรมศพด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ 

12 ธ.ค. 59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าได้มีประชาชนจำนวนมาก และชนเผ่าต่างๆ ทั่วประเทศ จำนวน 41 ชนเผ่า กว่า 5,000 คน เดินทางมาเข้าคิวรอ เพื่อกราบสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง โดยเจ้าหน้าที่ได้เปิดให้ประชาชนที่นั่งรถวิลแชร์เข้ากราบสักการะพระบรมศพเป็นชุดแรก เวลา 04.45 ตามด้วยเป็นประชาชนทั่วไป เวลา 04.50 ทั้งนี้ สำนักพระราชวังได้แจกพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พิมพ์ 4 สี ขนาด 5 คูณ 7 นิ้ว ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่พสกนิกรเพื่อเก็บไว้เป็นที่ระลึก พร้อมข้าว "พอเพียง" ซึ่งเป็นข้าวพันธุ์ดีนำกลับไปเป็นขวัญข้าวด้วย


ขณะที่เต็นท์อาหารพระราชทานของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ซึ่งตั้งอยู่บริเวณท้องสนามหลวงฝั่งทิศเหนือ เยื้องกับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โดยรวมอยู่ภายในศูนย์อาหารบริการประชาชน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หน่วยทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ฯ นำอาหาร ขนม ของว่าง และน้ำดื่มพระราชทานมาแจกจ่ายให้ประชาชน ประกอบด้วย มื้อเช้าเวลา 07.00 น. เกี๋ยมอี๋น้ำ 1,500 ถ้วย กาแฟสด บาเรสต้า 2,500 แก้ว นมหนองโพ 2,000 กล่อง มื้อกลางวัน เวลา 11.00 น. ข้าวไก่อบเห็ดหอม 1,000 จาน ข้าวไก่ทอดเปรี้ยวหวาน 1,000 จาน ข้าวซี่โครงหมูตุ๋นยาจีน 1,000 จาน ก๋วยเตี๋ยวต้มยำลูกชิ้นปลา 1,000 จาน ขนมจีนแกงไก่ 2,000 ถ้วย มื้อบ่าย เวลา 16.00 น. ขนมไทย 1,000 กล่อง แซนวิส 1,000 กล่อง เฉาก๊วย ชากังราว 1,000 ถุง ส่วนมื้อเย็น เวลา 18.00 น. ข้าวกะเพราไข่ดาว 1,500 จาน และ ข้าวหมูผัดพริกสด กุนเชียง 1,500 จาน ขณะเดียวกันมีน้ำดื่มสมุนไพร 700 ลิตร และน้ำดื่มจิตรลดาให้บริการประชาชนตลอดทั้งวัน

ส่วนเต็นท์หน่วยแพทย์พระราชทาน โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ซึ่งตั้งอยู่ภายในบริเวณท้องสนามหลวง ฝั่งทิศเหนือ บริเวณทางเข้าฝั่งตรงข้ามศาลฎีกา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี พร้อมด้วย พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ และพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ ทรงห่วงใยพสกนิกรที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงรับสั่งให้มีหน่วยแพทย์พระราชทาน มาดูแลสุขภาพประชาชนเป็นประจำทุกวัน ต่อเนื่องจนครบ 100 วัน

สำหรับวันนี้มีหน่วยแพทย์ พยาบาล ผู้ช่วยพยาบาล เภสัชกร และบุคลากร จากโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ และโรงพยาบาลตรัง รวมจำนวน 18 คน มาให้บริการดูแลประชาชนตั้งแต่เวลา 09.00-20.00 น. โดยประชาชนส่วนใหญ่มีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ รวมถึงขอยาดมแก้อาการวิงเวียนคล้ายเป็นลม และทำแผลเล็กน้อยที่เกิดจากการเดินชนหรือกระแทกกับของแข็ง

ขณะที่พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ผู้แทนพระองค์นำเข็มกลัดโบว์สีดำไว้ทุกข์ตรงกลางติดเหรียญบาท ด้านหลังปลายริบบิ้นติดป้ายสีขาวข้อความ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๙ จำนวน 24 กล่อง ๆ ละ 500 ชิ้น มาประทานแก่ประชาชนหลังเดินทางมากราบสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่บริเวณทางออกประตูสรีสุนทร พระบรมมหาราชวัง ด้วย

ด้าน น.ส.นริศรา ทิพย์หนองหิน อายุ 25 ปี เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารงานทั่วไป วิทยาลัยเทคโนโลยีส่องแสงพาณิชยการ ต.พะตง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา กล่าวว่า ตนพร้อมเพื่อน ๆ ใช้โอกาสวันหยุดยาวเดินทางมาโดยเครื่องบิน และมาถึงท้องสนามหลวงช่วงตี 4 และเข้ากราบสักการะช่วง 9 โมงเช้า ถือว่าเร็วเพราะมีคนมารอคิวเยอะมาก พวกเราตั้งใจมากราบสักการะพระองค์ท่านดีใจที่ได้มากราบ แต่ก็เสียใจน้ำตาไหล ถึงแม้พวกเราจะไม่เคยรับเสด็จฯ ช่วงที่ท่านยังมีพระชนม์ชีพอยู่แต่ก็เห็นพระองค์ท่านมาตั้งแต่เด็กๆ เห็นท่านทรงงานหนัก และใน จ.สงขลา ก็ได้รับพระราชทานโครงการพระราชดำริ เช่น ที่บ้านตน ใน ต.คลองหลา อ.คลองหอยโข่ง มีอ่างเก็บน้ำคลองหลาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และมีโครงการบรรเทาอุทกภัยตามแนวพระราชดำริ คลองระบายน้ำ ร 1 ที่ ต.ควรลัง อ.หาดใหญ่ ทำให้ชาวบ้านมีน้ำทำการเกษตร และแก้ปัญหาน้ำท่วมได้อย่างยั่งยืน

"พระองค์ท่านทำทุกอยู่ไว้ให้พวกเราแล้ว แค่พวกเราทำทุกอย่างตามที่พระองค์สอนไว้ ก็ขอสัญญาว่าจะตั้งใจทำความดีเพื่อในหลวง ร.9 ของเรา อะไรที่ช่วยได้ ทำได้ ก็จะทำ เพราะหากทุกคนทำดีเพียงคนละเล็กละน้อยก็สามารถเกิดผลชัดเจนได้" น.ส.นริศรา กล่าว

ขณะที่ นายบุญรัตน์ ขวาคำ อายุ 49 ปี ชนเผ่ากะเหรี่ยง ต.แม่สอย อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ตนเดินทางมาพร้อมกับเพื่อนบ้านเผ่าเดียวกัน จำนวน 50 คน โดยเหมารถบัสมากันเอง ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พ่อหลวงทรงพระราชทางโครงการในพระราชดำริ สร้างอ่างเก็บน้ำห้วยขะหมา อ่างเก็บน้ำห้วยตาผา ต.แม่สอย และอ่างเก็บน้ำห้วยม่วง ต.สบเตี๊ยะ เพราะหลังจากที่มีโครงการพระราชดำริเข้ามาก็ทำให้พวกเรามีอาชีพ มีรายได้ มีน้ำ มีไฟฟ้าใช้ และยังทรงพระราชทานพันธุ์สัตว์เลี้ยง เช่น วัว หมู ให้ด้วย ทำให้พวกเรามีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจนถึงทุกวันนี้ พ่อหลวงให้ทุกอย่างแล้ว ก่อนนี้พวกเรายากจนมาก หน้าแล้งก็ต้องไปเจาะน้ำจากใต้ดินกินลำบากมาก

ส่วนนายสมเกียรติ ดุสฎีกาญจน นายกสมาคมผู้ประกอบการสวนกล้วยไม้ไทย กล่าวว่า ตนได้เป็นตัวแทนสมาคมฯ นำกล้วยไม้หลากสีพันธุ์ต่างๆ มาแจกจ่ายให้ประชาชนที่จุดพักรอภายในสนามหลวง เพื่อนำขึ้นกราบสักการะพระบรมศพ ด้วยสมาคมผู้ประกอบการสวนกล้วยไม้ไทยตั้งใจทำความดีเพื่อถวาย ในหลวง ร.9 จึงประชุมกันว่าจะนำช่อดอกกล้วยมาแจกจ่ายให้ประชาชนได้ใช้สักการะพระบรมศพ ที่มาเฉลี่ยวันละหลายหมื่นคน ทางสมาคมฯจึงจัดกล้วยไม้มาจำนวน 49,999 กำ เพื่อให้เพียงพอ โดยประสานกับสำนักพระราชวังนำมาแจกตั้งแต่ตี 5 เรื่อยไปจนกว่าจะหมด ซึ่งกล้วยไม้ทั้งหมดเป็นเกรดส่งออก มีทั้งสกุลหวาย, ม็อกคาล่า , แวนด้า ฯลฯ หลากสีสัน และมาจากหลายแหล่ง เช่น ชมรมกล้วยไม้ , สหกรณ์ผู้ประกอบการกล้วยไม้ , สมาคมผู้ส่งออกกล้วยไม้ เป็นต้น โดยเลือกดอกที่สวยที่สุดและจัดอย่างสวยงามเพื่อให้สมพระเกียรติที่สุด
             
นายแม็กซ์เวล ภูตะวัน เฮย์ฟอร์ด อายุ 17 ปี ลูกครึ่งไทย-อเมริกัน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน ซึ่งมาร่วมเป็นจิตอาสาในการเป็นล่ามภาษาอังกฤษจากศูนย์ประสานงานอาสาสมัคร Volnteers for Dad ที่คอยให้คำแนะนำแก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ บริเวณประตูคัดกรองผู้ที่จะเดินทางมารอคิว เพื่อเข้ากราบสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่หน้ามหาวิทยาลัยศิลปากร

โดยนายแม็กซ์เวล กล่าวว่า ตนรู้สึกอยากมาร่วมเป็นจิตอาสา เพราะได้ประสบการณ์ที่ดี ทำแล้วสนุกและรู้สึกดีที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่น อีกทั้งยังเป็นการทำดีเพื่อพ่อ โดยครั้งนี้มาร่วมเป็นจิตอาสาครั้งที่ 5 แล้ว โดยจะเดินทางมาในช่วงวันหยุดหรือวันที่ว่างจากการเรียน ซึ่งจะเริ่มทำตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. ก็อยากเชิญชวนให้เยาวชนมาร่วมเป็นจิตอาสาทำความดีเพื่อพ่อ ซึ่งก็มีหลายอย่างให้ทำ เช่น เป็นล่าม เก็บขยะ หรือประชาสัมพันธ์ เป็นต้น

ด้านนายกรธวัช เปรี่ยมพิมาย อายุ 18 ปี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนทวีธาภิเศก กรุงเทพฯ ซึ่งพิการอัมพาตช่วงล่างตั้งแต่เอวลงไป เดินทางมากราบสักการะะบรมศพเบื้องหน้าพระบรมโกศ พร้อมครอบครัว โดยกล่าวว่า ตนป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับกระดูกสันหลัง ทำให้เดินไม่ได้ตั้งแต่เกิด เพราะกระดูกสันหลังบางท่อนหายไป จึงต้องนำกระดูกเทียมมาใส่แทน ทำให้การรักษาค่อนข้างยากลำบากและมีค่าใช้จ่ายสูงมาก คุณแม่จึงถวายฎีกาขอความช่วยเหลือไปยังสำนักพระราชวัง โดยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานความช่วยเหลือแก่ตนได้เป็นคนไข้ในพระบรมราชูปถัมภ์ เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลศิริราช มาตลอดกว่า 10 ปี ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

"ผมเห็นพระองค์ท่านทรงงานหนักมาตลอดการครองราชย์ เสด็จไปยังถิ่นทุรกันดาร บุกป่าฝ่าดงโดยไม่สนว่าหนทางจะยากลำบากเพียงใด พระองค์ท่านทรงช่วยเหลือพสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดจนถึงวินาทีสุดท้าย ถือเป็นความโชคดีของชนชาวไทยที่มีพระองค์ท่านเป็นพระมหากษัตริย์ ในฐานะเป็นเยาชนไทยจะขอตอบแทนพระองค์ท่าน ด้วยการตั้งใจเรียน เป็นเด็กดีของคุณพ่อคุณแม่ ช่วยเหลือสังคมเท่าที่ตนจะทำได้" นายกรธวัช กล่าว

วันเดียวกันนี้ สำนักพระราชวัง ได้สรุปยอดรวมประชาชนที่เดินทางเข้าสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ของวันที่ 11 ธ.ค. ตั้งแต่เวลา 04.45 น. ล่วงเลยมาจนถึงเวล 01.40 น. ของเช้าวันที่ 12 ธ.ค. เนื่องจากมีประชาชนที่เข้าคิวรอกราบพระบรมศพตกค้างอยู่อีกเป็นจำนวนมาก เจ้าหน้าที่จึงขยายเวลาเพิ่ม โดยมีจำนวนทั้งสิ้น 58,909 คน รวม 42 วัน มีจำนวน 1,578,625 คน และมีประชาชนถวายเงินเพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศล จำนวนเงิน 3,896,209.75 บาท รวม 42 วัน มียอดเงินรวมทั้งสิ้น 120,631,591.25 บาท

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top