วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
เป็นที่ทราบกันไปแล้วว่า ศิลปินแห่งชาติปีนี้ มีใครได้รับเกียรติกันบ้าง ซึ่งแน่นอนว่า ย่อมมีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย นั่นขึ้นอยู่กับจิตวิสัยของมุมมองในแต่ละคน จะให้มีคนยอมรับทุกคนคงเป็นไปไม่ได้ แต่ที่เป็นเรื่องจริงที่ทุกคนต้องยอมรับ ก็คือ กฎระเบียบที่ถูกจัดตั้งขึ้นเอาไว้ให้คนนำไปปฏิบัติที่แต่ละคนจะมองเห็นต่างกันไม่ได้
ดังนั้นการจะมองถึงความถูกต้อง จึงควรมองที่กฎระเบียบ อย่ามองที่ความรักใคร่ชอบพอของคนแต่ละคน
ศิลปินแห่งชาติ ของประเทศไทย หมายถึงศิลปินผู้มีความสามารถ มีผลงานสร้างสรรค์และพัฒนาเป็นที่ยอมรับของวงการ และมีผลงานเป็นประโยชน์ต่อสังคม เริ่มประกาศผลปีแรก เมื่อ พ.ศ. 2528 นับถึงปี 2559 รวมเป็นเวลาทั้งสิ้น 31 ปีแล้ว โดยมีศิลปินแห่งชาติรวมทั้งสิ้น 278 ท่านเสียชีวิตไปแล้ว 120 ท่าน และมีชีวิตอยู่ 158 ท่าน

สำหรับผลประโยชน์ของผู้ได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติจะได้รับ ดังนี้
เงินรายเดือน เดือนละ 25,000 บาท ค่ารักษาพยาบาลเบิกได้ตามกำหนดทางราชการไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี เงินช่วยเหลือประสบสาธารณภัยเท่าที่เสียหายจริง ไม่เกิน 50,000 บาทต่อครั้ง ,ค่าของเยี่ยมผู้ป่วย (เฉพาะผู้ป่วยที่เป็นศิลปินแห่งชาติ) หรือในโอกาสสำคัญเท่าที่จ่ายจริง ไม่เกิน 3,000 บาทต่อครั้ง, เงินช่วยเหลือเมื่อเสียชีวิตเพื่อร่วมบำเพ็ญกุศลศพ 20,000 บาท,ค่าเครื่องเคารพศพตามประเพณีที่เหมาะสมเท่าที่จ่ายจริง ไม่เกิน 3,000 บาท และเงินช่วยเหลือค่าจัดทำหนังสือเผยแพร่ผลงานเมื่อเสียชีวิตเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 150,000 บาท

หากนำก้อนเงิน ที่จ่ายไปมารวมให้เป็นก้อนเดียวกันจะพบว่า ทุกเดือน ประเทศไทยต้องจ่ายให้ คนละ 25,000 บาท จำนวน 158 คน เป็นเงินเดือนละ 3,950,000 บาท รวมเวลา 30 ปี (เท่ากับ 1,560 เดือน) เป็นเงิน 6,162,000,000 บาท( หกพันหนึ่งร้อยหกสิบสองล้านบาท) ซึ่งเป็นเงินตายตัว ที่ต้องจ่ายทุกเดือน หากไปนับรวมกับเงินที่ต้องจ่ายแบบเงินจร อันเกิดจากค่ารักษาพยาบาล ค่างานศพ และค่าอื่นๆ ตามสิทธิแล้ว อาจจะถึงหมื่นล้านบาท ที่ประเทศไทยต้องรับภาระอยู่กับเงินก้อนนี้ ซึ่งมีใครคิดถึง “ความคุ้มค่ากับการประเทศต้องเสียเงิน(ของคนทุกคน) ไปไหม???

ในฐานะที่เงินดังกล่าวเป็นเงินของประเทศชาติ ที่เก็บจากรายได้ของคนไทยทุกคน ผู้นำประเทศจึงควรที่จะคำนึงถึงประโยชน์ที่ได้รับกับรายได้ที่เสียไปว่า คุ้มค่ามากน้อยแค่ไหน เนื่องจากประเทศไทยได้จ่ายเงินก้อนนี้มานานนับเป็นสามสิบปีแล้ว และจะต้องจ่ายไปอีกไม่มีวันสิ้นสุด การบริหารการเงินของประเทศจึงต้องมองให้รอบคอบถึงผลได้กับผลเสียเป็นสำคัญ อย่าเอาแต่สนุก หรือเอาแต่คำสรรเสริญเยินยอ

หากประเทศไทยร่ำรวยจริงมีเงินเหลือเฟือพอที่จะถมทะเลให้เป็นผืนดินได้ก็คงไม่เป็นไรหรอก เพราะเราเป็นเมืองพุทธศาสนาอยู่แล้ว แต่การทำตัวให้มีสภาพเหมือน “เตี้ยอุ้มค่อม”มันไม่เกิดความสง่าในสองอย่างคือ “เป็นภาพลักษณ์ที่ไม่สวยหรู และ ไม่เกิดประสิทธิภาพเต็มกำลัง”
รายจ่ายฟุ่มเฟือยที่ควรคิดคำนึง กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทยด้วยลักษณะการ “เตี้ยอุ้มค่อม” ที่ภาครัฐกำลังทำ และคิดจะทำอยู่ในเวลานี้ หลายโครงการมันกลายเป็น “ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ” ได้ไม่คุ้มเสีย
เพื่อการอยู่รอดของประเทศ เราควรช่วยกันสร้างประเทศให้รอดก่อน อย่าห่วงกับคำว่า “ประเทศให้อะไรกับพลเมืองบ้าง” เราต้องหาคำตอบก่อนว่า “พลเมืองให้อะไรกับประเทศบ้างก่อน”
คำว่า เศรษฐกิจพอเพียง ไม่ได้หมายถึง การปฏิบัติในครัวเรือนเท่านั้น แต่หมายถึงการปฏิบัติต่อประเทศชาติด้วย

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี