เปิดข้อมูลลับแก่งกระจาน "ยาเสพติด-ลักลอบล่าสัตว์-อาถรรพ์-ของขลัง-ลอบสังหาร" มีจริงหรือ?

วันอาทิตย์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2555, 11.09 น.

".. เรื่องชาติพันธุ์ ก็ขึ้นกับกรรมการสิทธิมนุษยชน แล้วกรรมการฯเคยไปดูข้อมูลจริงๆไหม ก็ไม่เคยไป มันไม่ใช่หมู่บ้าน.... มันไปปลูกกัญชากัน ถ้าไม่ใช่เนี่ย ตัดหัวผมแล้วประจานผมเลย..."


นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี

ในช่วงบ่ายแก่ๆ กลางเดือนพฤศจิกายน 2555 ที่ผ่านมา สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) มีโอกาสพบปะพูดคุยกับ “นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร” หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ซึ่งเป็นบุคคลที่ถูกสังคมจับตามองอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

เพราะผู้ชายคนนี้ มีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สำคัญหลายอย่างในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ตั้งแต่การเผาทำลายบ้านกะหร่าง การจับกุมขบวนการลักลอบล่าสัตว์ อาถรรพ์มนต์ดำ รวมไปจนถึงเหตุการณ์ถูกลอบสังหาร

นับตั้งแต่บรรทัดนี้เป็นต้นไป เป็นเบื้องหลังเรื่องราวทั้งหมด ที่ใครหลายคนอยากรู้ ผ่านคำบอกเล่า ของหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี แบบเจาะลึกในทุกประเด็น

เข้ามาทำงานงานในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานได้อย่างไร

“ผมเป็นคนเพชรบุรี เกิดที่นี่ เข้ารับราชการครั้งแรกที่ จ.สุราษฎร์ฯ เมื่อปี 2533 พอปี 2535 ก็ย้ายกลับมาเพชรบุรี เพราะมีการจัดตั้งวนอุทยานชะอำ วนอุทยานเขาพันธุรัต และวนอุทยานแห่งชาติเขาอีหลุ่น เป็นพื้นที่เล็กๆ ไม่มีงบประมาณ แต่ผมคิดว่าถ้าเราประกาศพื้นที่ใดเป็นวนอุทยานถือว่าคุ้มครองป่าได้แล้ว โดยตอนนั้นเป็นหัวหน้าวนอุทยานทั้ง 3 ที่ เมื่อถึงเดือนตุลาคม ปี 2551 ก็ได้มาเป็นหัวหน้าอุทยานแก่งกระจาน ตอนนี้ก็ทำงานที่นี่มา 4 ปีกว่าแล้ว

“ผมเชื่อในสิ่งที่ผมทำ ผมอยู่โครงการพระราชดำริมา 3 โครงการ คนที่มาอยู่แก่งกระจาน จริงๆ แล้วมีชื่อ 12 คน แต่ผมไม่ได้วิ่งเต้นอะไร แต่พี่น้องเขารู้จักผม รู้ว่าผมเป็นคนจริง สุดท้ายผมก็ได้มาเป็น ซึ่งเรื่องนี้ผมได้คุยกับลูกน้องว่า สิ่งที่มองไม่เห็นก็คือมองไม่เห็น ถ้าคุณคิดว่าจะทำอะไรเพื่อประเทศชาติมันจะมาเอง ดังนั้นในป่าแก่งกระจานไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรสักเรื่อง มันเหมือนการงมเข็มในมหาสมุทร ผมหาเจอทุกครั้งที่ผมจะไปหา ไม่ว่าจะเป็น กัญชา เฮลิคอปเตอร์ ขบวนการล่าช้างป่า และผมไปเองโดยไม่ได้มีเป้าหมาย แต่ไปด้วยคำอธิฐานว่าถ้าอยากให้ป่านี้คงอยู่ ให้สัตว์ป่าคงอยู่ ผมสามารถรักษาให้ได้เนี่ย ให้พาผมไปจับผู้บุกรุกให้ได้ และผมก็เจอทุกที”

ความรู้สึกแรกที่จะมาแก่งกระจาน

“ปัญหาแก่งกระจานมันเยอะ และเรารู้ทั้งหมดว่าแก่งกระจานมีปัญหาอะไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการล่าช้าง กัญชา-ยาเสพติด ขบวนการ KNU กองกำลังติดอาวุธ อาวุธสงครามค้าขายกันตามแนวชายแดน มีทุกเรื่อง เพราะพื้นที่มันติดประเทศเพื่อนบ้าน มันเป็นที่ลึกลับ ไม่ค่อยมีคนสนใจและกลุ่มชาติพันธุ์มันเยอะ”

ช่วงแรกที่เข้ามาทำงาน ปัญหาแรกที่ต้องแก้ไขคืออะไร

“การทำงานบริหารองค์กร เราเป็นผู้นำ ผู้นำที่ดี ต้องบริสุทธิ์ใจ ใสสะอาด สั่งได้ต้องทำได้ ถ้าคุณบอกว่าอยากจะทำอะไรสักอย่าง แต่คุณทำไม่ได้ อันนี้เป็นข้อเสียชัดเจน”

“องค์กรแก่งกระจานคงสภาพ เหมือนรถโฟล์วิวเก่าๆ ที่ตอนนี้รอฟื้นแล้ววิ่งไปกับเรา ฉะนั้นทำอย่างไร ไม่ใช่ไปพูดกับ ขรก. แต่เราต้องทำก่อน”

“ส่วนเรื่องร้านค้าสวัสดิการต่างๆ ที่เป็นบ่อเงินบ่อทองของทุกอุทยาน ผมเปลี่ยนเป็นการใช้หุ้นแทน ให้ทุกคนเอาหุ้นมาลงกัน กี่หุ้นก็ว่ากันไป ทุกคนมีหุ้นในรัฐสวัสดิการทั้งหมด ทั้งอุทยานมาลงหุ้นกัน แล้วผมจะดูให้ เพื่อป้องกันไม่ให้ใครได้ประโยชน์”

“การเป็นหน.อุทยานแห่งชาติ คุณต้องรู้กฎหมาย พรบ อะไรทุกอย่าง แต่ละครั้งที่ทำงานเราต้องไปกดดันฝ่ายตรงข้าม ทั้งผู้บุกรุก ทั้งผู้ค้ายาเสพติด เขาเข้าใจแค่ไหน ถ้าคุณไปใช้กฎหมายเต็มที่มันถูกหรือไม่ ถ้าคุณใช้กฎหมายเต็มที่ได้โดยไม่มองสถานะของเขา ถือว่าเป็นการรังแกชุมชนเช่น การไปเผาบ้านชุมชนกะหร่างเนี่ยมันใช่ไหม”

“เรื่องชุมชนชาวกะหร่างผมเดินสำรวจตั้งแต่ปี 2552 ผมเดินครั้งละ 7-8 วัน เดินจนรู้ และก็ยังไปกิน-นอน แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับพวกเขาด้วย ซึ่งจุดแข็งของผมที่ไปต่อสู้กับ NGO เนี่ย คือ มีการเอาผู้นำชุมชนไปด้วย ผมมีหนังสือขอ อบต. ไปว่าจะเอาผู้นำชุมชนไปเจรจาว่าอย่าบุกรุกป่านะ เราจะจัดสรรพื้นที่ทำกินให้ แต่มันจะมีพวกที่คุยรู้เรื่องกับไม่รู้เรื่อง ถ้าเป็นพม่าจะคุยรู้เรื่องและส่วนใหญ่จะมาจากฝั่งนู้นประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ มาจากสวนผึ้งประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ อีก 15-20 เปอร์เซ็นต์มาจากกลุ่มลิ้นกองกอย คือ พออยู่แล้วไม่มีความสุข ก็เป็นผึ้งแตกรังตีเข้าไปใหม่ พอตอนอพยพลงมาก็เป็นบ้านว่างๆ พวกนี้ก็เข้าไปอาศัยอยู่ หลังทำงานมา 2 ปี เจรจาไม่ได้ผล มันมาแล้วเดี๋ยวมันก็ไป"

"แต่ในช่วงปี 2554 ที่เราต้องเข้าไปแก้ปัญหาจริงจัง เพราะเราเห็นยาเสพติดละ แต่ช่วงแรกเราไม่พูด เราเจรจากับทหาร พี่ ของพี่ทั้งนั้นเลย 3 ไมล์ตามแนวชายแดนเขตรับผิดชอบของพี่นะ พี่ช่วยคุยหน่อย โอเคมันก็สงบละ พอปี 54 ไปมันก็ไม่เลิก"

“เราไปเจอผู้บุกรุกนี่ 50-60 แห่ง และแต่ละแห่งก็ไม่ใช่เล็กๆนะ แต่ละแห่งที่เราพบเนี่ย มันเผาจนเตียน เพื่อปลูกยาเสพติดกัน ส่วนใหญ่เป็นกัญชา ช่วงแรกเราไม่รู้ นึกว่าเป็นนาข้าว ที่มันปลูกแซมในนาข้าว"

ใครเป็นผู้มีอิทธิพลเรื่องนำยาเสพติดเข้ามา

มีอยู่ 3 กลุ่ม กลุ่มเดิมคือพวก พม่าแดง เขาทำอยู่แล้ว ทำขายอยู่ หลังๆเขาวางอาวุธ แต่อย่าไปเชื่อ ยังมี มีกองกำลังติดอาวุธเป็นอิสระ DKBA แล้วก็พม่าแดง แล้วก็ของชาวกะหร่างคือกะเหรี่ยงอิสระ ไปจัดปกป้องตามแนว ทีนี้พอไปเจอ เราก็เจรจา ทหารใช้กำลังผลักดัน มันตัดต้นไม้อายุ 200-300 ปีแล้วปลูกกัญชากันเป็นล่ำเป็นสันเลย แต่เราไม่รู้ เพราะมันปลูกในนาข้าว

จนปลายปี 53 เราสงสัย ว่าข้าวแปลงนั้นทำไมมันแปลก เราก็ถ่ายรูป ซึ่งมันมีต้นที่มันโตอยู่แปลกๆ โดยใน 20 ไร่ มันแบ่งทีละ 5 ไร่ มี 4 ช่วง ช่วง1 มันก็ปลูกกัญชาเดือน 1 อีกอันปลูกเดือน 3 ปลูกเดือน 5 เดือน 7 เดือน 9 ปล่อยให้โตไปก่อนแล้วค่อยตัดเป็นชุดๆ เราเลยให้เฮลิคอปเตอร์เข้าไปจ่อ เลยพบว่าเป็นกัญชาทั้งนั้น แปลงละ 4 ไร่ ถ้าต้นสมบูรณ์เก็บได้ประมาณ ครึ่งโล ตากแห้ง ส่วนข้างบนประมาณ 2 กิโล เพราะต้นมันใหญ่ บ้านเราปลูก 6 เดือน แต่ข้างบนไม่เกิน 5 เดือน ก็ที่ผมไปมันปลูกได้แค่เดือนกว่าเอง สูงสองเมตร กัญชาที่นู้นสูง 4-5 เมตรและต้นใหญ่มาก ก็กิโลถ้าอบส่งนอก เป็นหมื่น แต่ถ้าส่งชายแดนกินโลละ 1,500 หมายถึงสองต้นขายได้แน่ 1 กิโล ตีเป็น

พวกที่อพยพมาคือพวกไม่มีอาชีพใช่หรือไม่ จึงต้องปลูกกัญชา

“ไม่มีอาชีพ มันมีอยู่เต็มพื้นที่อยู่แล้ว มันก็ปลูกไร่หลังไปเรื่อยๆ คือ ฝั่งนู้นมันปลูกจนป่าหมดไปแล้ว เลยต้องไปบุกรุกใหม่ พวกพม่าก็ไม่ยอม พวกชาติพันธ์ตามแนว เป็นวงแล้วก็มีบ้านอยู่ ทวายมั่ง ต้นน้ำสาละวินมั่ง ผมไปมาหมดแล้ว ผมไปนั่งคุย เจรจา เรื่องอพยพ แบบว่าอย่าทำแบบนี้นะ

แล้วเวลาเขาส่งกัญชาเข้ามาทำอย่างไร

มีคนฝั่งไทยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งนี่แหละ คุณคิดว่ากัญชามันออกกี่ถุงล่ะ รถปิกอัพคันหนึ่งเนี่ยขนได้ไม่เกิน 300 กิโลกรัม นี่ใส่เต็มคันนะ แล้วกัญชาที่นั่นมันตั้งกี่ตัน แล้วคิดว่าจะขนมาอย่างไร ถามว่าเรารู้ไหม เราก็รู้แหละ แต่ว่ามันพูดไม่ได้ และกัญชาก็ไม่ได้ออกน้อย

แสดงว่ามีคนติดต่อ

มันก็ต้องมีกระบวนการอยู่แล้ว คือเรื่องแบบนี้ในสารบบมันมีอยู่แล้ว ว่ามันมีอย่างนี้เกิดขึ้น และคนสั่ง ก็เป็นพวกรัฐ นักการเมืองนี่แหละ แต่ไม่ใช่นักการเมืองในท้องที่ อันนี้ใหญ่กว่านั้นอีก ที่เข้ามาได้เนี่ย และไม่ได้เข้าทางช่องนี้นะ แต่ไปออกสวนผึ้งทั้งหมด

เท่ากับว่าของนี่ปลูกที่แก่งกระจาน แต่ไม่ได้มาทางแก่งกระจาน แต่ไปออกทางสวนผึ้งแทน

ใช่ แต่ไม่สามารถพูดได้ ส่วนสาเหตุที่ปลูกเพราะช่วงนี้ ชาติพันธุ์พวกนี้ต้องการเอาเงินไปทำบัตรจะได้เข้าประเทศไทย ราคาถ้าพูดไทยพอได้ 20,000 บาท แต่ถ้าพูดไม่ได้เลยก็ต้องทำเรื่องผ่านผู้ใหญ่บ้าน ตามขั้นตอนราคา 50,000 บาท วิธีการก็ให้ผู้ใหญ่บ้าน รับรองว่า เซ็นหน่อยว่าเป็นลูกบ้าน เข้าอำเภอก็เซ็นรับ ก็สามารถไปได้ในพื้นที่ รวมถึงมีการเอาบัตรคนตายมาสวม

แรงจูงใจในการปลูกคือเอาเงินมาทำบัตร

ทุกวันนี้หางานไม่ได้ เดินออกมาโดนจับ ทีนี้พอมีบัตรคือเป็นคนไทยคนหนึ่ง พื้นที่สูง ช้างผมที่ตายเพราะมันจะเอาเงินไปทำบัตร คิดดูช้างตัวหนึ่งได้เงินกี่หมื่นล่ะ งาคู่ก็ 70,000 กว่าแล้ว

ของออกมาทางสวนผึ้ง แล้วเคยออกมาทางเพชรบุรีไหม

ทางนี้ก็มีมา แต่เป็นรายเล็ก แต่กระบวนการใหญ่จะออกช่องทางนู้น

ตอนทำบัตรต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก เคยมีการประเมินไหมว่าถ้าเข้ามาจะเป็นอย่างไร

ผมร้องเรียนถึงผู้ว่าฯ ไปแล้ว แต่แกก็ยังไม่ย้ายนายอำเภอเลย เพราะสวนผึ้งมันปิด เลยต้องมาทำที่แก่งกระจาน สุดท้ายผมทะเลาะกับนายอำเภอ ผู้ว่าฯ ที่ย้ายไปโคราชก็ทะเลาะกันมาแล้ว แต่ที่ผมอยู่ได้เนี่ยเพราะผมไม่เคยโกงใคร และไม่เคยให้ใครมาโกงผม

มีคนสงสัยว่า ที่อยู่ได้เพราะแบ็คดี

ไม่มี... แต่ที่ผมทำงานทุกวันนี้ ก็เพื่อ ในหลวง ในฐานะข้าราชการคนหนึ่ง

เรื่องการลักลอบล่าสัตว์ในแก่งกระจาน

มีพรานในพื้นที่คอยจัดทัวร์ให้ จริงๆ แล้วกลุ่มที่เราเพิ่งจับได้ มีมากกว่านั้น แล้วพวกนี้พอไปครั้งหนึ่งก็ไปบอกต่อเพื่อนว่า ไปยิงสัตว์โคตรมันส์อย่างนู้นอย่างนี้ ยิงเสร็จก็ไม่ได้เอาสัตว์ไปทำอะไร แค่โชว์ความแม่นกับพรรคพวกเท่านั้น

“ปัญหาคือ สิ่งที่เขาทำมันไม่ใช่แค่ที่แก่งกระจาน ที่อื่นมันยิงจนหมดแล้ว ล่าสุดผมจับปืน 5 กระบอก มี 9 คน จับได้ 4 คน หนีไปได้ 5 คน พบปืนลูกกด .22 4 กระบอก ปืนลูกซองหนึ่งกระบอก พอสอบถามพบว่ามาจากทั่วประเทศ เป็นชมรมแม่นปืน แต่ไม่สามารถระบุได้ว่าชมรมไหน และปืนแต่ละกระบอกมีทะเบียนหมด”

ตอนนี้ช้างป่าเหลือกี่ตัว

มี 2 กลุ่ม กลุ่มป่าละอูเหลือประมาณ 120-130 เท่ากับฝั่งนี้ รวมแล้วประมาณ 250 ตัว ถามว่าน่าจะเหลือน้อยกว่านี้ไหม ก็คงนิ่งเท่านี้แหละ

เวลาเขาล่าคือเขาล่าช้าง

พวกล่าสัตว์แบ่ง 3 กลุ่ม อย่างแรกคือล่าช้าง ล่าช้างแบ่งเป็น 3 แบบคือ ล่าเอางา ล่าเอาอวัยวะไปขาย ล่าลูกช้าง เพื่อเอาไปขายตามปาง ตัวละแสนกว่า

ล่าเพื่อค้า คือพวกชาติพันธุ์ และคนในชุมชน ส่วนใหญ่จะล่าพวกกระทิง เก้ง กวาง อีเห็น สัตว์ที่นิยมกิน

ได้ค่าจ้างเยอะหรือไม่

ไม่หรอก บางทีมันก็คนอยู่ในป่า ชีวิตมันอยู่อย่างนี้มันง่าย วันหนึ่งยิงกวาง ยิงเก้งมาก็ขายได้แล้ว 700-800 มันก็คุ้ม แล้วก็มีร้านค้าไปซื้อ ไปทำ แล้วก็พวกเกมข้างต้น

เคยโดนลอบยิงไหม

เคย... โดนหลายครั้งด้วย เพราะโดนจ้องอยู่แล้ว ผมเคยโดนควบเลย กระบะตามหลังมา เตรียมยิงอยู่แล้ว แต่ผมก็เป็นคนเล่นรถด้วยไง เลยเร่งเครื่องหนีมาได้ อีกครั้งใช้รถมอไซค์ ดักอยู่ปากทาง ทีนี้ลูกน้องตะโกนบอกเห็นคนถือปืนอยู่ข้างหน้า มันก็เลยกลัว แล้วหนีไป แต่ก็ผ่านมานานแล้วล่ะ เร็วๆนี้ยังไม่เกิด

เคยมีคนมาให้เงินไหม

มี... โทรมาว่าให้คุณหยุดนะ ผมตอบไปว่าคุณหยุดไหมล่ะ ถ้าคุณหยุดผมก็หยุด ไม่มีปัญหาผมเชื่อว่าคนชั่วสามารถกลับตัวเป็นคนดีได้

มีเครื่องรางของขลังติดตัวไหม

“ผมห้อยหลวงพ่อคง และก็งาพระเศวตกับขนหน้าผากพระเศวต คือช้างของในหลวง เท่านั้น”

เรื่องลึกลับในแก่งกระจานมีอยู่จริงไหม

มี คือทุกวันนี้ผมอยู่เพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างเดียว ผมไม่ได้แอบอ้าง แต่ผมเคยตกจาก ฮ. 14 เมตร แต่ไม่เป็นอะไรเลย ลงมายืนเฉยเลย เมื่อตอนปราบกัญชานี่แหละ แล้วเรื่องจับกัญชาเนี่ยมีคนมายืนคุกเข่าบอกว่าให้ไปจับตรงนั้นตรงนี้ แล้วก็เดินจากไป

รวมถึงการไปเผาเพิงพักเนี่ย ไปดูเท่าไรก็หาไม่เจอ พอหาไม่เจอก็ไม่สบายใจ เราก็คิดว่าเราทำหนักไปหรือเปล่า ผมสำนึกว่าที่เราไปเผาเพิงพักมันถูกหรือเปล่า ผมคุกเข่ากับธรณีพนมมือ ขอบารมีในหลวง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ สัตว์น้อยใหญ่ ช่วยดลบันดาลว่าถ้าสิ่งที่ข้าพเจ้าทำมันถูก ขอให้เห็น แต่ถ้าสิ่งต่างๆที่ทำมามันผิดก็ขออย่าให้เห็นบ้านหลังนี้อีก เชื่อไหมผมเดิน 5 ก้าว ผมเจอเลย สิ่งนี้แหละที่ผมอยากบอกพวกคุณว่าอะไรก็แล้วแต่มันมีมากกว่านั้น

แล้วทำไมถึงมีข่าวออกมาว่าเราเหมือนไปรุกรานชาวบ้าน เผาบ้าน

เรื่องชาติพันธุ์ ก็ขึ้นกับกรรมการสิทธิมนุษยชน แล้วกรรมการฯเคยไปดูข้อมูลจริงๆไหม ก็ไม่เคยไป มันไม่ใช่หมู่บ้าน มันไปปลูกกัญชากัน

ถ้าไม่ใช่เนี่ย...... ตัดหัวผมแล้วประจานผมเลย

ที่มา : สำนักข่าวอิศรา