วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2569
“ขุนเกษตรา” รายงานตัวมาเล่าข่าวที่เกิดขึ้นใต้ร่มชายคาพระพิรุณกันเหมือนเดิมครับ...ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา กรมการข้าว จัดงาน “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ” ปี 2561 อย่างยิ่งใหญ่ภายใต้แนวคิด “มหัศจรรย์ข้าวพื้นเมือง คุณค่าจากทุ่งนา เพิ่มมูลค่าด้วยนวัตกรรม” โชว์พันธุ์ข้าวกว่า 300 สายพันธุ์จากทั่วประเทศ โดยในปีนี้ ยังได้จัดงาน “วันถ่ายทอดเทคโนโลยี การผลิตข้าวระดับประเทศ ภายใต้โครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ (นาแปลงใหญ่) ปี 2561 เนื่องในวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ” พร้อมมอบโล่ชาวนาและสถาบันชาวนาดีเด่น ประจำปี 2561 ด้วย มี นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เกียรติเป็นประธานพิธีเปิดงานด้วยตนเอง พร้อมทั้งบอกว่า อาชีพชาวนาและอาชีพเกษตรอื่นๆ จะต้องได้รับการดูแลคุ้มครอง จึงมีความตั้งใจตั้งกองทุนเกษตรกรรมประชารัฐ ขึ้นมาดูแลอาชีพเกษตรกรทั่วประเทศให้เหมือนกับอาชีพอื่นๆ เช่นเดียวกับกลุ่มผู้ใช้แรงงาน มีกองทุนสวัสดิการดูแลตลอดชีพ โดยในเบื้องต้นได้เรียนให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ทราบถึงหลักการของกองทุนเรียบร้อยแล้ว ซึ่งท่านเห็นด้วย ระหว่างนี้จึงต้องมาดูกันในเรื่องของข้อกฏหมายที่จะไม่ขัดต่อพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง โดยได้ตั้งคณะทำงานตรวจสอบกฎหมายของกระทรวง ว่าจะทำอย่างไรกับเงินในกองทุนสงเคราะห์เกษตรที่ยังมีเงินเหลืออยู่ 2.9 พันล้านบาทได้บ้าง ซึ่งอาจจะต้องปรับกฎหมายใหม่ ให้คณะทำงาน นำพ.ร.บ.สงเคราะห์เกษตรกร ปี2534 และพ.ร.บ.เศรษฐกิจการเกษตร ปี2522 นำมาปรับถ้อยคำ เพิ่มเติมบางมาตรา...ขุนเกษตรา เห็นด้วยอย่างยิ่ง ที่อาชีพเกษตรกรทุกสาขา ควรจะต้องมีสวัสดิการดูแล ไม่ว่าจะเป็นชาวนา ชาวสวนยาง ชาวไร่อ้อย มันสำปะหลัง หรือทำประมง เพื่อยกฐานะอาชีพเกษตรกรรม ให้เหมือนอาชีพอื่นที่ได้รับกองทุนคุ้มครอง
ในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายนของทุกปีเป็นช่วงฤดูที่สับปะรดออกสู่ตลาดมากที่สุด ซึ่งในปี 2561 พบว่ามีผลสับปะรดสดออกสู่ตลาดประมาณ 2.46 ล้านตัน มากกว่าปีที่แล้วถึง 35 เปอร์เซ็นต์ ทั้งๆ ที่ประเทศไทยมีความต้องการบริโภค และเพื่อการส่งออกสับปะรดปีละไม่เกิน 2 ล้านตันต่อปี จึงมีผลผลิตเกินความต้องการ ประกอบกับมีสับปะรดที่ไม่ได้มาตรฐาน มีผลขนาดเล็ก เนื่องจากกระทบแล้ง โรงงานจึงไม่รับซื้ออีกประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิต สร้างความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกรในขณะนี้เป็นอย่างมาก นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต รักษาราชการแทนอธิบดีกรมปศุสัตว์ มองว่าผลสับปะรดสดที่ไม่ได้มาตรฐาน นอกจากใช้แปรรูปเป็นสับปะรดกวนแล้วสามารถนำมาใช้เลี้ยงโคเนื้อและโคนมได้เป็นอย่างดี โดยเก็บถนอมไว้ในรูปสับปะรดหมักและเติมวัสดุบางชนิดเพื่อเพิ่มวัตถุแห้ง เช่น ฟางข้าวสับ เพื่อปรับให้วัตถุแห้งอยู่ที่ระดับ 35-40 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นสภาพการหมักที่ดี และเป็นการเพิ่มเยื่อใยในอาหารให้มีเพียงพอสำหรับโคนม จึงมอบหมายให้ สำนักพัฒนาอาหารสัตว์ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ประสานงานกับสหกรณ์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และ สหกรณ์โคนมไทย-เดนมาร์ค อ่าวน้อย จำกัด ดำเนินโครงการนำร่องแปรรูปสับปะรดเพื่อเป็นอาหารสัตว์สำหรับเป็นอาหารโคนม และดำเนินการผลิตอาหารทีเอ็มอาร์จากผลสับปะรด เพื่อจำหน่ายให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อกำแพงแสน รวมกว่า 30 ตัน มาตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2561 ซึ่งนอกจากจะได้อาหารสัตว์คุณภาพดีแล้ว ยังช่วยแก้ปัญหาราคาสับปะรดตกตํ่าได้อีกทางหนึ่งด้วย เกษตรกรสามารนำไปใช้เลี้ยงสัตว์ เช่น โคเนื้อ โคนม แพะ และแกะ ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ยังมี “โครงการรับซื้อสับปะรดคัดทิ้งเพื่อแปรรูปเป็นอาหารทีเอ็มอาร์ สำหรับโคนม” ซึ่งสนับสนุนโดย กรมส่งเสริมสหกรณ์ ภายใต้งบประมาณกลางปี 2561 (ไทยนิยมยั่งยืน) ที่ให้สหกรณ์ฯ เป็นศูนย์รับซื้อ-แปรรูป และจำหน่ายอาหารทีเอ็มอาร์ให้แก่สมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรผู้สนใจ หากเกษตรกรท่านใดสนใจ สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ สำนักพัฒนาอาหารสัตว์ กรมปศุสัตว์ โทร.0-2501-1147...ถือเป็นเรื่องดีครับ เป็นการบูรณาการเพื่อแก้ปัญหาให้กับพี่น้องเกษตรกรอย่างแท้จริง แนวคิดดีก็ต้องชมครับ...
การยางแห่งประเทศไทย หรือ กยท. ชี้แจง เรื่องข่าวที่ว่า 6 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2561 กยท.ขาดทุนทางบัญชีกว่า 600 ล้านบาท และคาดว่าสิ้นปีจะขาดทุนเพิ่มเป็น 1,200 ล้านบาท จนอาจทำให้ต้องขายทรัพย์สินเพื่อรักษาพนักงานกว่า 3,000 คนนั้น ข่าวนี้ถือว่าคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ข้อเท็จจริงคือรายได้จากเงินค่าธรรมเนียมส่งยางออกที่จัดสรรเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการของ กยท. ตามพระราชบัญญัติมาตรา 49 (1) สำหรับปี 2561 - 2562 ไม่เพียงพอ ส่วนที่ขาดตามพระราชบัญญัติกำหนดให้ขอตั้งงบประมาณแผ่นดินสมทบ แต่ กยท. ได้รับงบประมาณไม่ครบตามจำนวนที่ขอตั้งไป กยท. จึงต้องปรับลดค่าใช้จ่ายกับนำเงินสำรองออกมาใช้เพื่อให้รายได้สมดุลกับงบประมาณรายจ่าย จึงไม่มีเหตุที่ กยท. จะต้องขายทรัพย์สิน หรือ ให้พนักงานออกจากงานแต่อย่างใด กยท. เพียงแต่กำหนดมาตรการประหยัดและยังไม่เพิ่มอัตรากำลัง เพื่อให้การบริหารงานมีประสิทธิภาพ...เข้าใจตรงกันนะครับ
ขุนเกษตรา
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี