สื่อตั้งฉายา‘อดุลย์’ ‘ผบ.ตร.ออนไลน์’ ชอบวลีเด็ด‘บิ๊กแจ๊ด’ ‘มีวันนี้ เพราะพี่ให้’

วันจันทร์ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2555, 06.00 น.

สื่อตั้งฉายา‘อดุลย์’

‘ผบ.ตร.ออนไลน์’

ชอบวลีเด็ด‘บิ๊กแจ๊ด’

‘มีวันนี้ เพราะพี่ให้’

เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม สมาคมนักข่าวอาชญากรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยผลการสัมภาษณ์เชิงลึกหัวข้อ “ทัศนคติของหัวหน้าข่าวอาชญากรรมต่อวงการตำรวจ ปี 2555” ที่สอบถามบุคคลระดับหัวหน้าข่าวอาชญากรรมของสื่อหนังสือพิมพ์ และสื่อโทรทัศน์ ระหว่างวันที่ 18 -22 ธ.ค.55 พบว่าความคิดเห็นของคนระดับหัวหน้าข่าวอาชญากรรมค่อนข้างเห็นตรงกันว่าการวิเคราะห์วงการตำรวจ ต้องวิเคราะห์จากตัว ผบ.ตร.เป็นหลักก่อนว่า ผบ.ตร.ท่านนั้นเป็นใครมีหลักการบริหารงานเป็นอย่างไร

ซึ่งระดับหัวหน้าข่าวมองว่าตำรวจภายใต้การนำของ พล.ต.ท.อดุลย์ แสงสิงแก้ว เป็นยุคที่ดี ตำรวจเป็นเอกภาพ ไม่แตกแยก มีเป้าหมายการทำงาน เพราะตัวท่าน ผบ.ตร.มีความคิดเป็นแบบแผน ดังเห็นได้จากการเปิดประชุม ผู้บริหารระดับสูงและที่เกี่ยวข้อง ของ สตช. ถึงแนวโน้มความรุนแรงของอาชญากรรม เพื่อวางมาตรการรับมือในอนาคต รวมทั้งประชุมความพร้อมของตำรวจต่อประชาคมอาเซี่ยน ซึ่ง ผบ.ตร.ท่านที่ผ่านๆ มา อาจไม่ให้ความสนใจกับการวางแผนอย่างเป็นระบบมากนัก ส่วนด้านการบริหารงาน หัวหน้าข่าวอาชญากรรมชื่นชอบในแนวคิดที่ว่าคนทำงานต้องมีที่ยืน ซึ่งเป็นการสร้าง “คุณค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน” และรู้สึกเห็นใจ ผบ.ตร.ที่สังคมความคาดหวังมาก ก็อาจทำให้เกร็งต่อการทำงาน

ส่วนข้อเสนอแนะของหัวหน้าข่าว ต่อวงการตำรวจคือ ด้วยความเข้าใจว่าการที่ตำรวจจะฉีกตัวเองออกจากการเมืองคงเป็นไปได้ยาก แต่หาก “ตำรวจยิ่งเข้าใกล้การเมืองมากเท่าใด ก็ยิ่งห่างไกลประชาชนมากขึ้นเท่านั้น” และว่าสังคมกำลังจับตามองวงการตำรวจ และกล้าตีแผ่ ทำให้เริ่มมีภาพลบตำรวจ ออกทางสื่อมากขึ้น ว่าตำรวจหันมาเป็นผู้กระผิดเสียเอง ซึ่งมีภาพสะท้อนว่าตำรวจใกล้ชิดกับผู้ร้ายมากเกินไป หรือว่าเงินเดือนตำรวจไม่สามารถเลี้ยงชีพได้ หรือว่าความก้าวหน้าในอาชีพตำรวจไม่แน่นอน หรือว่าการใช้ชีวิตอย่างฟุ้งเฟ้อ หรือเป็นเพราะต้องการเงินไปวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่ง ทั้งนี้ก็รู้ว่าตำรวจดีๆมีเยอะ และพยายามทำหน้าปกป้องกฎหมาย ซึ่งหากจะแก้ไขปัญหานี้ ผู้บังคับบัญชาต้องดูแลอย่างใกล้ชิด

นอกจากนั้น ยังมีการตั้งฉายาตำรวจและเหตุการณ์ ที่เกี่ยวเนื่องกับข่าวอาชญากรรม ดังนี้ 1.สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) รับฉายา “บิ๊กครีนนิ่ง” เนื่องจากนโยบายของ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร.ในกรณีมีตำรวจเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดจะมีคำสั่งไล่ออกทันทีเป็นการล้างบางตำรวจน้ำเสีย

2.พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. ฉายา “ผบ.ออนไลน์” เนื่องจากนำระบบการประชุมทางไกล วิดีโอคอนเฟอเรนซ์ มาใช้เพื่อสะดวก และรวดเร็วในการสั่งการ

3.พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น.ฉายา “หมอแจ๊ด จัดให้”เนื่องจากเปิดคลินิกเพื่อรักษาคนไข้ด้วยวิธีการฝังเข็ม และการช่วยเหลือกิจกรรมสาธารณะอื่นๆ

4.พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ฉายา “ปิยะ อุทาหรณ์” จากการจะแถลงข่าวช่วงเหตุการณ์ม็อบทางการเมือง ซึ่งทุกคำพูดจะถูกนำไปถูกตีความ ของแต่ละมิติ ของแต่ละด้าน จึงเป็นอุทาหรณ์ ว่าการแถลงข่าวช่วงความแตกแยกทางความคิดจะต้องแถลงข่าวอย่างไรให้สมดุลย์

5.พ.ต.ท.ศิลายุทธ์ จิตติยาธีรากุล รอง ผกก.(สส.) สภ.เกาะช้าง จ.ตราด ฉายา “ตำรวจสีขาว”เนื่องจากยึดความถูกต้องไม่เกรงกลัวอิทธิพล ตรวจสอบทุจริตที่ดินบนเกาะช้าง นอกจากนี้ยังรับเป็นที่ปรึกษากฎหมายให้กับชาวบ้านทวงคืนที่ดินจากนายทุน

6.ด.ต.ถนัด เชียงแสน พนักงานวิทยุ สภ.นิคมพัฒนา อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ฉายา “ตำรวจยอดคุณพ่อ” จากการเป็นตำรวจตาบอดสู้ชีวิต เก็บขยะ-ของเก่าหารายได้เสริมหลังเลิกงาน เพื่อนำเงินรักษาลูก 2 คนที่ป่วย

7. กรมศุลกากร ฉายา “มือปราบตัวนิ่ม” เนื่องจากมีผลงานการจับกุมผู้ลักลอบค้าตัวนิ่มมาอย่างต่อเนื่อง

8. เรือนจำที่ใช้ควบคุมผู้ต้องหา ฉายา “แดนสั่งยา” เนื่องจากปรากฏเป็นข่าวอยู่เสมอว่าผู้ต้องหาติดต่อ สั่งซื้อยาเสพติดมาจากเรือนจำ อย่างไรก็ตามผู้มีหน้าที่ดูแลเรือนจำก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้หามาตรการป้องกันอย่างต่อเนื่อง

9. เหตุการณ์กระทืบนักข่าวในม็อบทางการเมืองเมื่อวันที่ 24 พ.ย. 55 ฉายา “ฝากรอยเท้าเอาไว้” เนื่องจากเป็นการคุกคามสื่อมวลชน ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชน ที่สังคมต้องจดจำกันไว้ตลอดไปและ10.วลีเด็ดตำรวจประจำปี2555 ได้แก่“มีวันนี้เพราะพี่ให้” ของพล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น.ที่แขวนภาพถ่ายขนาดใหญ่ข้างฝา เป็นรูปที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ประดับยศให้ พร้อมป้ายจารึกข้อความ “มีวันนี้เพราะพี่ให้”

วันเดียวกัน ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง ที่สุดของ“ข่าว”แห่งปี2555 กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนที่มีอายุ 18ปีขึ้นในกทม.ร จำนวน 1,218ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 18-22ธันวาคม2555

ประเด็นสำคัญที่ค้นพบมีดังนี้ ที่สุดของ “ข่าวการเมือง” แห่งปี 2555 อันดับที่ 1 คือ “ดีเอสไอ ตั้งข้อหา “อภิสิทธิ์-สุเทพ” ก่อให้ผู้อื่นฆ่าคนตายโดยเจตนาเล็งเห็นผล” ได้ร้อยละ 20.1 อันดับที่สอง คือ “พรบ. ปรองดอง เดือด สส.ตะลุมบอนกันวุ่นในรัฐสภา” ได้ร้อยละ 18.4 อันดับที่สาม คือ “ม็อบเสธฯ อ้าย ประท้วงขับไล่รัฐบาล” ได้ ร้อยละ 16.3 อันดับที่สี่ คือ “ภาพโป๊หลุดกลางรัฐสภา” ได้ ร้อยละ 14.2 และ อันดับที่ห้า “เแฉคลิปเสียงประธานรัฐสภา พูดถึงเบื้องหลังที่รัฐบาลยอมถอยแก้รัฐธรรมนูญ และการชะลอร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง” ได้ ร้อยละ 11.7 ตามลำดับ

ที่สุดของ ข่าวอาชญากรรม แห่งปี 2555 อันดับที่ 1 คือ “ขุดพบโครงกระดูกในไร่หมอสุพัฒน์”ได้ ร้อยละ 23.5 อันดับที่สอง คือ “คดีปลัดกระทรวงคมนาคมถูกปล้นบ้าน และโดนข้อหาร่ำรวยผิดปกติ” ได้ ร้อยละ 16.2 อันดับที่สาม คือ “ลูกเจ้าสัวกระทิงแดง ขับรถชนตำรวจตาย” ได้ ร้อยละ 15.4 อันดับที่สี่คือ “เกิดเหตุระเบิดโรงแรมลีการ์เด้น หาดใหญ่” ได้ ร้อยละ 15.3 และอันดับที่ห้า คือ “ศาลเยาวชนฯ พิพากษาจำคุก สาวซีวิค 2 ปี รอลงอาญา 3 ปี พร้อมห้ามขับรถจนกว่าจะอายุ 25 ปี” ได้ ร้อยละ 12.4 ตามลำดับ

ที่น่ายินดีคือ เหตุการณ์ที่ทำให้มีความสุขมากที่สุดในปี 2555 อันดับที่ 1 คือ “ในหลวงเสด็จออกมหาสมาคม ในโอกาสพระราชพิธี มหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม 2555” ได้ร้อยละ 36.2 อันดับที่สอง คือ “ในหลวงเสด็จเยือนบริเวณทุ่งมะขามหย่อง จ.พระนครศรีอยุธยา” ได้ ร้อยละ 34.6 อันดับที่สาม คือ “ฉลองพุทธชยันตี 2,600 ปี แห่งการตรัสรู้และประกาศพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้า” ได้ ร้อยละ 12.1 อันดับที่สี่ คือ “นักกีฬาไทยคว้าเหรียญกีฬาโอลิมปิกส์” ได้ ร้อยละ 10.5 และอันดับที่ 5 คือ “นักกีฬาคนพิการคว้าเหรียญกีฬาพาราลิมปิกส์” ได้ ร้อยละ 6.6 ตามลำดับ

ที่น่าเศร้าใจคือ เหตุการณ์ที่ทำให้รู้สึกสลดใจมากที่สุดในปี 2555 อันดับที่หนึ่ง คือ “เหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้”ได้ ร้อยละ 37.3 อันดับที่สอง คือ “เด็ก 3 ขวบ กอดศพแม่นาน 3 วัน โดยไม่รู้ว่าแม่เสียชีวิต” ได้ ร้อยละ 25.3 อันดับที่สาม คือ “คนร้ายบุกยิงโรงเรียนในสหรัฐ เสียชีวิต 27 ราย” ได้ ร้อยละ 22.0 อันดับที่สี่ คือ “เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในฟิลิปปินส์” ได้ ร้อยละ 8.4 และอันดับที่ห้า คือ “พายุเฮอร์ริเคนแซนดี้ถล่มสหรัฐ” ได้ร้อยละ 7.0 ตามลำดับ