เปิดผลศึกษาตลาดแพะเนื้อ สศก.แนะเร่งส่งเสริมเครือข่ายการผลิต-วางช่องทางตลาดสู่อาเซียน

วันจันทร์ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2556, 06.00 น.

 

นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สศก. ได้ทำการศึกษาตลาดแพะเนื้อ โดยใช้ข้อมูลจากการสัมภาษณ์เกษตรกร ผู้ประกอบการในระดับต่างๆ ได้แก่ พ่อค้ารวบรวมแพะเนื้อมีชีวิต พ่อค้าขายปลีกแพะเนื้อมีชีวิต และพ่อค้าขายปลีกเนื้อแพะชำแหละ รวม 188 ราย ใน 4 ภาค 21 จังหวัด พบว่า ลักษณะโครงสร้างตลาดแพะเนื้อมีชีวิต เป็นลักษณะตลาดผู้ขายมากราย และผู้ซื้อมากราย วิถีการตลาดแพะเนื้อเริ่มจากเกษตรกรที่ต้องการจะขาย แพะเนื้อ โดยจะขายแพะเนื้อมีชีวิตให้เกษตรกรด้วยกันเอง เพื่อไปขยายพันธุ์หรือขุนต่อร้อยละ 9 ขายให้กับผู้บริโภคโดยตรงร้อยละ 34 ขายให้พ่อค้าขายปลีกเนื้อแพะชำแหละร้อยละ 10 และขายให้กับพ่อค้ารวบรวมท้องถิ่นร้อยละ 47 หลังจากนั้นพ่อค้ารวบรวมก็จะขายแพะเนื้อมีชีวิตต่อให้กับผู้บริโภค เกษตรกร และพ่อค้าขายปลีกเนื้อแพะชำแหละต่อไป โดยส่วนใหญ่จะขายเนื้อแพะชำแหละให้กับร้านอาหาร ภัตตาคาร/โรงแรม

ด้านส่วนเหลื่อมการตลาดและต้นทุนการตลาดของพ่อค้าระดับต่างๆ ในตลาดแพะเนื้อ พบว่า ส่วนเหลื่อมการตลาดแพะเนื้อมีชีวิตจนกระทั่งขายปลีกเป็นเนื้อแพะชำแหละเท่ากับ 106.32 บาทต่อกิโลกรัม โดยสามารถแยกเป็นต้นทุนการตลาดทั้งหมด 89.51 บาทต่อกิโลกรัม และกำไรทั้งหมดของพ่อค้าคนกลางเท่ากับ 16.81 บาทต่อกิโลกรัม โดยพ่อค้าขายปลีกเนื้อแพะชำแหละมีต้นทุนการตลาดสูงที่สุด สำหรับปัจจัยที่มีผลต่อส่วนเหลื่อมการตลาด   คือ ราคาแพะเนื้อ ปริมาณแพะเนื้อ และค่าใช้จ่ายทางการตลาด (ค่าขนส่ง ค่าแรงงาน ค่าใช้จ่ายในการฆ่า เป็นต้น)

สำหรับแนวทางในการพัฒนาตลาดแพะเนื้อ ควรส่งเสริมให้มีการผลิตแพะเนื้อเพิ่มขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการบริโภคแพะเนื้อ และเตรียมความพร้อมในการเปิดตลาดอาเซียน รวมทั้งส่งเสริมให้มีการประชาสัมพันธ์ เพื่อเพิ่มการบริโภคเนื้อแพะ และให้ข้อมูลข่าวสารถึงคุณค่าทางอาหารของเนื้อแพะ นอกจากนี้ ควรขยายช่องทางในการจำหน่ายแพะเนื้อให้เพิ่มขึ้น มีการสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะเนื้อ โดยให้เกษตรกรมีการรวมกันซื้อและรวมกันขาย เพื่อให้สามารถต่อรองทางด้านราคา และส่งเสริมให้มีการอบรมการแปรรูปผลิตภัณฑ์และการปรุงอาหารจากเนื้อแพะให้มีความหลากหลายมากขึ้น หรือให้มีเมนูหลากหลายมากยิ่งขึ้น ตลอดจนส่งเสริมการเลี้ยงแพะเนื้อในพื้นที่ที่มีทรัพยากรเหมาะสม และในพื้นที่ที่เป็นแหล่งบริโภคเนื้อแพะต่อไป