ถึงเวลาเครือข่าย ปชช. ช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม

วันอาทิตย์ ที่ 07 เมษายน พ.ศ. 2556, 06.00 น.

 

ภายใต้ พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พุทธศักราช 2535 ได้กำหนดให้มีการนำเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จำนวน 4.5 พันล้านบาท มาเป็นทุนประเดิมในการจัดตั้งเป็นกองทุนสิ่งแวดล้อม ซึ่งตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมา  กองทุนสิ่งแวดล้อมได้มีการสนับสนุนเงินกองทุน ผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ  ตลอดจนภาคเอกชน เพื่อการรักษาหรือจัดการด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ทั่วประเทศไปแล้วกว่า 200 โครงการ รวมเป็นเงินกว่า 10,000 ล้านบาท

และด้วยวัตถุประสงค์สำคัญ ของโครงการสองประการคือ เพื่อสนับสนุนให้เกิดการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมในระดับพื้นที่อย่างรวดเร็ว และยั่งยืน  กับการสนับสนุนให้เกิดการสร้างเครือข่ายด้านสิ่งแวดล้อมในระดับชุมชนหรือระดับท้องถิ่นในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ   จึงทำให้เกิดแนวคิดที่ผนวกการดำเนินการของกองทุน เข้ากับ “เครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน” หรือ “ทสม.”

นายโชติ ตราชู ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า  การเกิดขึ้นของ ทสม. คือความตั้งใจของกระทรวงฯ ที่ต้องการจะให้คนในพื้นที่เป็นผู้ที่จะคอยติดตามสอดส่องปัญหาสิ่งแวดล้อมในชุมชนของตนเอง พร้อมทั้งสามารถประสานงานกับหน่วยงานผู้รับผิดชอบส่วนกลาง เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างรวดเร็วนั้น ล้วนแล้วแต่สอดคล้องกับแนวคิดการดำเนินการของกองทุนสิ่งแวดล้อม

“แต่ด้วยข้อกำหนดของการใช้เงินกองทุนที่ต้องดำเนินการผ่านหน่วยงานภาครัฐ หรือหน่วยงานที่ได้รับการรับรองจากภาครัฐนั้น ไม่รวมถึงเครือข่าย ทสม. อันเป็นเครือข่ายภาคประชาชน ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดตั้งขึ้นตามระเบียบกระทรวงฯว่าด้วยอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน พ.ศ. 2550 ทำให้ ทสม. อันเป็นเครือข่ายประชาชนด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญของกระทรวงฯ ไม่สามารถใช้กองทุนสิ่งแวดล้อมเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาในพื้นที่ของตนเองได้ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้”

“นอกเหนือจากการดำเนินการเพื่อสร้าง และขยายเครือข่าย ทสม. จนครบทั้ง 76 จังหวัด (ไม่รวมกรุงเทพมหานคร) แล้ว ในปีนี้ ทางกระทรวง จะมีการยกระดับเครือข่าย ทสม. จากการกำกับดูแลของกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ขึ้นมาสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยตรง  อันจะทำให้ ทสม. ยุคใหม่ สามารถรองรับภารกิจต่าง ๆ ของทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯ ได้อย่างเต็มที่  ซึ่งหนึ่งในการเพิ่มศักยภาพของ ทสม. เหล่านี้ก็คือการสนับสนุนให้เขาสามารถเข้าถึงแหล่งทุนด้านสิ่งแวดล้อมได้โดยตรง”

ด้วยเหตุดังกล่าว ภายใต้กรอบการดำเนินการของกองทุนสิ่งแวดล้อม ช่วงปี  2557-2559 ฉบับร่าง ที่กำลังอยู่ระหว่างการระดมความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำเสนอขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการกองทุนสิ่งแวดล้อม และ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาตินั้น จึงได้มีนโยบายที่จะให้การสนับสนุน  ทสม. ให้สามารถขอรับการสนับสนุนจากกองทุนสิ่งแวดล้อม เพื่อดำเนินโครงการด้านการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมในระดับพื้นที่ในหลายๆ ด้าน เช่น ด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  ด้านการปรับตัวเพื่อรับมือต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ   และภัยธรรมชาติ ด้านการอนุรักษ์ และคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ ด้านการส่งเสริมของชุมชนในการจัดการทรัพยากรน้ำ ด้านการกัดเซาะชายฝั่งและการพังทลายของดิน ด้านการส่งเสริมการทำเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน และการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

“การกำหนดให้ ทสม.สามารถขอรับการสนับสนุนจากกองทุนสิ่งแวดล้อมได้โดยตรงในครั้งนี้ ถือเป็นการเปิดโอกาสให้ ทสม. ซึ่งเป็นกลุ่มอาสาสมัครที่มาจากประชาชนทั่วประเทศ ให้มีบทบาทในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ของตนเองเพิ่มมากขึ้น อันถือเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยผลักดันให้การแก้ไขปัญหาทรัพยากรธรรมชาติเป็นรูปธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยั่งยืนต่อไป” ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวสรุป

การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม มิใช่หน้าที่ของหน่วยงานใด หน่วยงานหนึ่ง  หรือ ผู้ใด ผู้หนึ่ง หากแต่เป็น หน้าที่ของคนไทยทุกคนที่ต้องช่วยกันแก้ไข