วันที่ 29 กรกฏาคม พ.ศ. 2553
 
เปลี่ยนขนาดตัวอักษร 2เปลี่ยนขนาดตัวอักษร 3เปลี่ยนขนาดตัวอักษร 4
ค้นหาข่าว อ่านวิธีใช้ ค้นหา | | | |
 
หน้าแรก
ข่าวการเมือง
คอลัมน์เด่นการเมือง
การ์ตูนแนวหน้า
ข่าวโลกธุรกิจ
ข่าวภูมิภาค
ข่าวกทม.
ผู้หญิงแนวหน้า
ข่าวกีฬาแนวหน้า
ข่าวการศึกษา-วัฒนธรรม
ข่าวอาชญากรรม
ข่าวแรงงาน
เกษตร-สิ่งแวดล้อม
ข่าวต่างประเทศ
ข่าวบันเทิง
ยานยนต์แนวหน้า
ดวงชะตา
รวมภาพข่าว Gallery
เข้าระบบ สมาชิก
 ชื่อ :
 รหัสผ่าน :
จำรหัสผ่าน

สมัครสมาชิกใหม่ l ลืมรหัสผ่าน

ส่งหน้านี้ให้เพื่อนของคุณ
อีเมล์คุณ :
อีเมล์เพื่อน :
 
รายงานพิเศษ
เปิดคำพิพากษาศาลฎีกาฯ ยึดทรัพย์ทักษิณ4.6หมื่นล. (รายงานพิเศษ)
หมายเหตุ:เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนามหลวง ได้ใช้เวลา 8 ชั่วโมง อ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่อม.4/2551 ที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สิน จำนวน 76,621,603,061.05 บาท ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผู้ถูกกล่าวหาว่ามีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ตกเป็นของแผ่นดิน โดยมีรายละเอียดคำพิพากษาดังนี้



ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องกล่าวหาว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ขณะเป็นนายกฯ ร่ำรวยผิดปกติ มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมากหรือได้มาโดยไม่สมควรสืบเนื่องจากตำแหน่งหน้าที่ ขอให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน เป็นการดำเนินการตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ฉบับที่ 30 เรื่องการตรวจสอบความเสียหายที่ก่อให้เกิดแก่รัฐ (คตส.) และเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจศาลฎีกาฯ หาใช่เป็นการฟ้องละเมิดที่จะต้องมีการออกคำสั่งทางปกครองที่จะอยู่ในอำนาจของศาลปกครองตัดสิน ทั้งไม่ใช่เป็นการร้องขอให้ถอดถอนออกจากตำแหน่ง องค์คณะจึงมีมติด้วยเสียงเอกฉันท์ว่า ศาลมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้

  • ชี้คตส.มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย
    ปัญหาว่า คตส.ผู้ร้องมีอำนาจร้องคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า คปค.ฉบับที่ 30 เป็นประกาศที่ให้อำนาจ คตส.ตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ การตรวจสอบไต่สวนในคดีนี้จึงเป็นการดำเนินการภายในขอบเขตหน้าที่ พ.ต.ท.ทักษิณและผู้คัดค้านอ้างว่า คตส.สอบสวนล่วงเลยเวลา 2 ปี จึงเป็นการสอบสวนไม่ชอบนั้น เห็นว่า คปค.ฉบับที่ 30 ข้อ 11 วรรคหนึ่งได้กำหนดกรอบการตรวจสอบภายใน 1 ปี โดยเมื่อพ้นระยะเวลาให้ ปปช.ทำการสอบสวนต่อไปตามหน้าที่ กรณีจึงถือได้ว่า คตส.ได้ตรวจสอบภายในกรอบเวลาที่กฎหมายบัญญัติ และคณะอนุกรรมการไต่สวนพิสูจน์ทรัพย์สินได้ให้โอกาส พ.ต.ท.ทักษิณกับผู้คัคค้านต่อสู้คัดค้านโดยชอบแล้ว การคัดค้านตัว คตส. ประกอบด้วยนายกล้านรงค์ จันทิก นายบรรเจิด สิงคะเนติ และนาย แก้วสรร อติโพธิ แสดงความคิดเห็นในเวทีการเมืองก็เป็นความเห็นทางวิชาการ และไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับ พ.ต.ท.ทักษิณ คตส.ที่ถูกคัดค้านเหล่านี้จึงไม่มีเหตุอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะเป็นปรปักษ์กับ พ.ต.ท.ทักษิณ
    ส่วนข้อต่อสู้ที่ว่าอัยการสูงสุดเห็นว่าคดีนี้ยังมีข้อไม่สมบูรณ์ คตส.จึงยังไม่มีอำนาจร้อง เห็นว่า คดีนี้อัยการสูงสุดเห็นครั้งแรกว่ามีข้อไม่สมบูรณ์แต่เมื่อประชุมกับ ปปช.ซึ่งทำหน้าที่แทน คตส.แล้วมีมติให้ยื่นคำร้อง เท่ากับความเห็นครั้งแรกยุติลงไปแล้ว และคดีนี้ไม่ใช่คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาจึงไม่จำต้องไต่สวนต่อหน้าผู้ถูกกล่าวหา จึงมีมติด้วยคะแนนเอกฉันท์ว่าอัยการสูงสุดผู้ร้องมีอำนาจร้องคดีนี้
    ปัญหาว่า คำร้องเคลือบคลุมหรือไม่ คดีนี้ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องโดยแจ้งชัดว่า พ.ต.ท.ทักษิณถือครองทรัพย์สินโดยอยู่ในชื่อของคนในครอบครัวและผู้ใกล้ชิด อัยการสูงสุดไม่จำเป็นต้องแยกทรัพย์สินก่อนฟ้องเพราะเป็นอำนาจศาลต้องวินิจฉัย จึงมีมติด้วยเสียงเอกฉันท์ว่าคำร้องไม่เคลือบคลุม

  • เปิดเส้นทางซุกหุ้นทักษิณ
    ปัญหาว่า พ.ต.ท.ทักษิณ และพจมานเป็นเจ้าของทรัพย์สินโดยให้นายพานทองแท้ น.ส.พินทองทา ชินวัตรและนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์และแอมเพิลริชถือหุ้นแทนหรือไม่ คดีนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมานต่อสู้ว่าเมื่อวันที่ 1ก.ย. 43 ได้โอนหุ้นให้นายพานทองแท้ ชินวัตรบุตรชาย และนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์โดยได้รับตั๋วสัญญาใช้เงินชำระค่าหุ้นเรียบร้อยและจดแจ้งการโอนขายหุ้นต่อบริษัทศูนย์รับฝากหลักทรัพย์นายทะเบียนหุ้นของชินคอร์ปซึ่งได้จดแจ้งการโอนหุ้นให้นายพานทองแท้และนายบรรณพจน์เข้าเป็นผู้ถือหุ้นชินคอร์ปตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชน จำกัด พ.ศ. 2535 มาตรา 58 และแจ้งแบบการได้มาหรือจำหน่ายไปซึ่งหุ้นชินคอร์ปต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ถือเป็นข้อมูลเกี่ยวกับการชำระราค่าต่อตลาดหลักทรัพย์ตามแบบปกติไม่ใช่หลักฐานที่จะแสดงว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่ใช่เจ้าของหุ้น ดังนั้น พ.ต.ท.ทักษิณจะเป็นเจ้าของหุ้นหรือไม่ศาลต้องวินิจฉัยจากพฤติกรรมของ พ.ต.ท.ทักษิณตั้งแต่ซื้อหุ้นเพิ่มทุน
    การโอนหุ้นและการขายหุ้นคุณหญิงพจมานอ้างการโอนหุ้นชินคอร์ปให้นายบรรณพจน์ ผู้คัดค้านที่ 5 เนื่องในวันครบรอบแต่งงานและครบรอบ 1 ปีของบุตรโดยซื้อขายผ่านตลาดหลักทรัพย์ในชื่อของ นางดวงตา วงศ์ภักดี ต่อมาในปี 2542 นายบรรณพจน์ซื้อหุ้นเพิ่มทุนจนมีหุ้น 34 ล้านหุ้นโดยออกตั๋วสัญญาใช้เงินเมื่อทวงถามโดยไม่มีดอกเบี้ย จึงเป็นข้อพิรุธว่า นายบรรณพจน์และนางบุษบา คู่สมรสซึ่งมีเงินอยู่ในบัญชีเงินฝาก 500 ล้านบาทเศษแต่กลับไม่นำเงินดังกล่าวมาชำระค่าหุ้น

  • แฉพิรุธอ้างตั๋วสัญญาใช้เงินหาย
    นอกจากนี้ที่อ้างว่ามีการจ่ายเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินตามค่าหุ้นที่ซื้อขายกันไปแล้วตั้งแต่ปี 2542 แต่เนื่องจากทำตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับดังกล่าวหาย และเมื่อคุณหญิงพจมานได้รับการแต่งตั้งให้เป็นคุณหญิงจึงออกตั๋วสัญญาใหม่โดยใช้คำนำหน้านามว่าคุณหญิง ศาลเห็นว่าเป็นข้ออ้างที่กลับทำให้มีพิรุธ เพราะตั๋วสัญญาใช้เงินในการโอนขายหุ้นของ พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมานที่ผ่านมามีหลายฉบับแต่กลับหายเฉพาะฉบับนี้ จึงเป็นข้ออ้างที่ไม่น่ารับฟัง
    ส่วนการซื้อหุ้นชินคอร์ปของนายพานทองแท้ น.ส.พินทองทา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็ใช้วิธีออกตั๋วสัญญาใช้เงินและไม่ชำระค่าหุ้นครบตามจำนวน และคุณหญิงพจมานก็ไม่เคยเรียกเก็บเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินกระทั่งชินคอร์ปมีการจ่ายเงินปันผลจึงนำเงินมาชำระค่าหุ้น โดยเฉพาะ น.ส.ยิ่งลักษณ์ซึ่งอ้างว่าได้รับเงินปันผล 6 งวด 97 ล้านบาทหลังนำเงินส่วนหนึ่งไปชำระค่าหุ้นแต่ไม่มีหลักฐานว่าเงินที่เหลือนำไปทำอะไร ทั้งที่เป็นเงินจำนวนมาก
    ส่วนหุ้นชินคอร์ปในแอมเพิลริช รับฟังได้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณเป็นผู้ก่อตั้งเมื่อปี 2542 โดยโอนหุ้นชินคอร์ปให้แอมเพิลริช จำนวน 32 ล้านหุ้นราคาพาร์ 10 บาท ต่อมาปี 2543โอนหุ้นแอมเพิลริชให้นายพานทองแท้ แต่ปรากฏหลักฐานคำเบิกความของนางกาญจนาภา หงส์เหิน เลขานุการคุณหญิงพจมานซึ่งเป็นหนึ่งในกรรมการแอมเพิลริชว่าหลังก่อตั้งแอมเพิลริชไม่ได้ดำเนินการกิจการอะไร แต่เบิกความรับว่าบัญชีเงินของแอมเพิลริชที่เปิดกับธนาคารยูบีเอสเอจี สิงคโปร์ มียอดเงินโอนเข้าแต่ไม่รู้ว่าเป็นเงินของใคร แต่ผู้มีอำนาจเบิกจ่ายคือ ดร.ที ชินวัตร ต่อมาในปี 2546 - 2548 แอมเพิลริชได้เงินปันผลจากชินคอร์ปรวม 5 ครั้งเป็นเงิน 1 พันล้านบาทและ ดร.ที ชินวัตร คือผู้เบิกจ่ายเพียงคนเดียว ที่ พ.ต.ท.ทักษิณอ้างว่าโอนหุ้นแอมเพิลริชซึ่งเป็นผู้ถือครองหุ้นชินคอร์ปให้นายพานทองแท้แล้วในปี 2543 แต่ผู้มีอำนาจเบิกจ่ายเงินในบัญชีแอมเพิลริชยังเป็น พ.ต.ท.ทักษิณเพียงผู้เดียวในช่วงหลังจากอ้างว่ามีการโอนหุ้นให้นายพานทองแท้ในปี 2543 แล้วถึง 4 ปีต่อมา อีกทั้งการโอนหุ้นแอมเพิลริชซึ่งถือครองหุ้นชินคอร์ปถึง 32 ล้านหุ้นให้นายพานทองแท้โดยคิดราคาเพียง 1 เหรียญสหรัฐอเมริกาก็เป็นข้ออ้างที่ไม่เหตุผลให้รับฟังได้
    ประเด็นข้อต่อสู้ว่า นายพานทองแท้และน.ส.พินทองทา เป็นเจ้าของแอมเพิลริชจึงถูกกรมสรรพากรเรียกให้เสียภาษี ดังนั้นจึงแอมเพิลริชจึงไม่ใช่ของ พ.ต.ท.ทักษิณ เห็นว่า การที่กรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีก็เป็นไปตามประมวลรัษฏากรมาตรา 61 เกี่ยวกับผู้มีรายได้ เมื่อบุคคลมีชื่อในหนังสือสำคัญถือได้ว่าบุคคลนั้นเป็นเจ้าของทรัพย์สิน ดังนั้นการเรียกเก็บภาษีจากหุ้นดังกล่าวก็เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ข้อคัดค้านนี้จึงฟังไม่ขึ้น

  • มติเอกฉันท์หุ้นชินคอร์ปของทักษิณ
    ส่วนเมื่อมีการโอนขายหุ้น ในช่วงปี 2544 นายพานทองแท้ น.ส.พินทองทาไม่เคยเข้าร่วมประชุมบริษัทแต่มอบฉันทะบุคคลอื่นในการบริหาร ทั้งที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในเอไอเอสซึ่งเป็นกิจการที่ได้รับสัมปทานโทรคมนาคมและมีกิจการดาวเทียม ต่อมายังขยายทำสถานีไอทีวี สายการบินไทยแอร์เอเชีย ขณะที่คณะกรรมการของบริษัท 6 คนมีนายบรรณพจน์เท่านั้นที่ถือหุ้นชินคอร์ปอยู่ และภายหลังจะเปลี่ยนแปลงสัดส่วนบอร์ดเป็น 9 คนก็มีเพียงนายนิวัติ บุญทรงที่ถือหุ้นอยู่เพียง 0.0047% เท่านั้น ดังนั้นจึงรับฟังได้ว่าอำนาจการบริหารและตัดสินใจมีการกระทำแทนโดยผ่านคณะกรรมการที่ถือหุ้น และรับฟังไม่ได้ว่า นายพานทองแท้และ น.ส.พิณทองทาเป็นเจ้าของหุ้นชินคอร์ป 48 % ซึ่งมีอำนาจควบคุมนโยบายการดำเนินกิจการ
    ประเด็นวินมาร์คซึ่งถือครองหุ้นเอสซี แอสเสท และบริษัทอสังหาริมทรัพย์อีก 5 บริษัทรับฟังผลการตรวจสอบของคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์และกรมสอบสวนคดีพิเศษว่าเป็นการอำพรางหุ้น
    องค์คณะผู้พิพากษาจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน ยังคงเป็นเจ้าของหุ้น ชินคอร์ปที่ขายให้กองทุนเทมาเส็ก 1,419 ล้านหุ้นเศษตามคำร้องของอัยการสูงสุดในระหว่างที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 2 วาระ

  • เอื้อชินคอร์ปทำให้รัฐเสียหาย
    ประเด็นเรื่องการใช้อำนาจหน้าที่ในตำแหน่งโดยมิชอบเอื้อประโยชน์ชินคอร์ปหรือไม่ ได้ความจากนายสมเกียรติ ตั้งวานิช ผอ.ทีดีอาร์ไอ เบิกความนำเสนอความเห็นว่าจากผลการทำวิจัยว่าการแปรหรือไม่แปรสัญญาณสัมปทาน จะต้องได้รับความสมัครใจจากทั้งสองฝ่าย โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับ แต่ต้องไม่ให้เอกชนได้รับผลประโยชน์มากกว่าสัญญาเดิม ที่ครม.มีมติออกพ.ร.ก. 2 ฉบับ ประกาศกระทรวงการคลังเรื่องำหนดภาษีสรรพสามิตร และครม.มีมติให้นำภาษีหักค่าสัมปทานได้นั้น ขัดกับหลักการและเหตุผลที่ครม.ดำเนินการออกพ.ร.ก.ภาษีในครั้งนี้ที่มุ่ประสงค์หารายได้เข้ารัฐแต่กลับยอมให้เอกชนนำค่าภาษีไปหักค่าสัมปทานอีกทั้งกิจการโทรคมนาคมเป็นประโยชน์กับประเทศรัฐควรส่งเสริมไม่ควรเรียกเก็บภาษีเพราะไม่ใช่สินค้าฟุ่มเฟือยและเป็นการผลักภาระให้ประชาชนการที่มติครม.ให้นำเอาภาษีสัมพสามิตรไปหักค่าสัมปทานทำให้ ทศท.ไม่ได้ประโยชน์อะไร ดังนั้นเห็นว่า การกระทำของผู้ถูกกล่าวหา เป็นการทำให้รัฐเสียหายเอื้อประโยชน์ให้กับชินคอร์ปโดยได้ความจากพยานผู้ร้องว่า การออกนโยบายดังกล่าวทำให้รัฐสูญเสียรายได้ 6 หมื่นล้านบาทเศษ จึงมีมติเสียงข้างมากว่า พ.ต.ท.ทักษิณใช้อำนาจในตำแหน่งเอื้อประโยชน์ทำให้รัฐเสียหาย

  • ประเคนประโยชน์ให้เอไอเอส
    ประเด็นการแก้ไขสัญญาอัตราจัดเก็บภาษีมือถือระบบเติมเงินหรือพรีเพด ได้ความว่า นอกจากเอสไอเอสแล้วยังมีดีแทคได้รับสัญญาสัมปทานเป็นเวลา 27 ปี แต่แทคต้องจ่ายค่าเชื่อมโยงสัญญาณจากทศท. 200 บาทต่อหนึ่งเลขหมายต่อมามีระบบพรีเพด ทศท.ปรับลดอัตราภาษีให้กับ
    แทคเนื่องจากมีข้อจำกัดในเรื่องค่าเชื่อมโยงเป็นเหตุให้เอไอเอสขอลดบ้างโดยอ้างว่า สัญญาที่เอไอเอสทำกับ ทศท.แตกต่างกับแทคโดยจะเห็นได้ว่าเอไอเอสได้ให้บริการพรีเพดตั้งแต่ปี 2541 โดยอ้างว่าเป็นโปรโมชั่นให้ผู้ใช้บริการ จึงเป็นภาระเอไอเอสที่จะต้องลงทุนปรับระบบซึ่งเชื่อว่าเอไอเอสมีกำไรจากระบบพรีเพดเพราะเมื่อครบสัญญาก็ยังขอขยายเวลาอีก 3 ปีถ้าไม่กำไรคงไม่ขอต่อ ดังนั้นการแก้ไขสัญญากับ ทศท.จึงเป็นการผิดหลักเกณฑ์ เอไอเอสได้ประโยชน์จากระบบพรีเพดจากเดิมมีเพียง 2.7 แสนคนเป็น 17 ล้านคนมีรายได้กว่า 5.8 หมื่นล้านบาทเสียงข้างมากจึงมีมติเห็นว่า เป็นการใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ให้เอไอเอสธุรกิจเครือชินคอร์ป
    ประเด็นการแก้ไขสัญญาเชื่อมต่อสัญญาณ หรือโรมมิ่ง ได้ความว่า ชินคอร์ปถือหุ้นในเอไอเอสถึง 42.90% เมื่อปี 2533 เอไอเอสได้รับสัญญาสัมปทานโทรศัพท์ 20 ปีต่อมาปี 2539 ขยายเวลาเป็น 25 ปีและต้องการขยายลูกค้าโดยไม่ลงทุนสร้างเครือข่ายเพิ่มแต่กลับใช้บริการของดีพีซี ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการด้านโครงข่ายที่เอไอเอสถือหุ้นแล้วมาขอแก้ไขสัญญาโรมมิ่ง โดยอ้างว่า ทศท.ไม่สามารถจัดสรรคลื่นความถี่ให้เพียงพอรองรับลูกค้าได้ ซึ่ง ทศท.ควรรับผิดชอบเห็นว่า ข้ออ้างดังกล่าวเป็นข้ออ้างของเอไอเอสที่ไม่ลงทุนทางธุรกิจในการขยายโครงข่ายเพราะเรื่องคลื่นความถี่เอไอเอสสามารถคาดการได้อยู่แล้วในช่วงการทำสัญญากับ ทศท.ว่าจะมีขีดความสามารถให้บริการได้เท่าไร เมื่อ ทศท.จัดสรรคลื่นให้เอไอเอสจนเต็มความสามารถแล้วจึงไม่อยู่ในข่ายที่ ทศท.ต้องรับผิดชอบ การที่เอไอเอสเลือกขยายเครือข่ายโดยใช้บริการดีพีซีของเอไอเอสแทนที่จะก่อสร้างเครือข่ายเพิ่มจึงไม่อาจนำมาอ้างได้ เสียงข้างมากจึงมีมติเห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหามีส่วนเกี่ยวข้องและได้รับประโยชน์จากการแก้ไขสัญญา



  • ซิกแซกส่งไอพีสตาร์แทนไทยคม
    ประเด็นปัญที่วินิจฉัยต่อไปเรื่องการส่งดาวเทียมไอพีสตาร์ขึ้นไปเป็นดาวเทียมสำรองให้กับดาวเทียมที่ไทยคม3เห็นว่าสัญญาระบุให้การส่งดาวเทียมไทยคม3ขึ้นไปนั้น จะต้องมีดาวเทียมสำรองเป็นดาวเทียมไทยคม4 เพื่อใช้เป็นการสื่อสารภายในประเทศเท่านั้น โดยบริษัทชินคอร์ปฯเป็นผู้ได้รับสัมปทานเมื่อวันที่31ก.ย.34 แต่ขณะที่พ.ต.ท.ทักษิณ ได้มีมติให้เปลี่ยนแก้ไขไอพีสตาร์เป็นดาวเทียมไทยคม 4 ก่อนเสนอให้นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ลงลายมือชื่อขอให้รับรองการประชุมในลักษณะหนังสือเวียน ต่อมารมว.คมนาคม มีหนังสือแจ้งไปยังบ.ไทยคมว่าได้อนุมัติให้ไอพีสตาร์แล้ว เห็นว่าการดำเนินการเรื่องนี้เป็นการดำเนินการลัดขั้นตอน รวบรัด เร่งรีบผิดวิสัย ซึ่งคุณสมบัติของไอพีสตาร์นั้น มีลักษณะเป็นดาวเทียมใหม่ ไม่ใช่ดาวเทียมสำรองให้ไทยคม 3 ที่มีคลื่นซีแบน และเคยูแบน แต่กลับแก้ว่าไอพีสตาร์เป็นดาวเทียมสำรอง ทำให้จนถึงปัจจุบันยังไม่มีการยิงดาวเทียมไทยคม4 ทำให้บ.ชินคอร์ปไม่ปฏิบัติไปตามสัญญาสัมปทาน
    ทั้งนี้เห็นว่าไอพีสตาร์เป็นดาวเทียมที่ให้บริการต่างประเทศเป็นหลัก 94 เปอร์เซ็นต์ โดยรองรับการใช้อินเตอร์เนตในต่างประเทศ และใช้ภายในประเทศร้อยละ 6 ถือว่าเป็นโครงการใหม่นอกสัญญาณสัมปทาน ซึ่งจะต้องเปิดประมูล ทำให้ไม่ต้องเปิดประมูลแข่งขันกับผู้ประกอบการรายอื่น โดยผู้ถูกกล่าวหาขณะที่เป็นนายกฯได้อนุมัติให้แก้ไขทางเทคนิค จึงมีมติเสียงข้างมากว่ากรณีดังกล่าวเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทชินคอร์ปฯกับบริษัทไทยคม

  • ให้กู้พม่า4พันล้านเอื้อชินแซท
    ประเด็นการปล่อยกู้พม่า 4 พันล้านบาท ได้ความว่า รัฐบาลพม่าทำเรื่องขอกู้ 3 พันล้านเพื่อลงทุนพัฒนาก่อสร้างขั้นพื้นฐานภายหลังขอกู้เพิ่มอีก 2 พันล้านโดยระบุจะนำไปพัฒนาธุรกิจโทรคมนาคม ซึ่งนายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีต รมว.ต่างประเทศเสนอว่าจะเป็นผลเสียเนื่องจากครอบครัวนายกฯ ทำธุรกิจโทรคมนาคมใหญ่ที่สุดของประเทศ แต่ผู้ถูกกล่าวหาก็ยังอนุมัติให้ไป 4 พันล้านบาทซึ่งเห็นว่าการอนุมัติสินเชื่อนั้นไม่เป็นไปตามกรอบนโยบายมีผลประโยชน์จากการประกอบธุรกิจโทรคมนาคม จนที่สุดบริษัทชินแซท ฯ ได้ทำสัญญากับพม่า การที่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นนายกฯ นำเรื่องปล่อยกู้ต่ำกว่าทุนเข้า ครม.อนุมัติผิดวัตถุประสงค์ของการก่อตั้งธนาคารเอ็กซ์ซิมแบงก์ อีกทั้งยังให้กระทรวงการคลังจัดสรรรายได้ชดเชยส่วนต่างค่าเสียหายรายปีประมาณ 140 ล้าน แสดงให้เห็นว่าการอนุมัติเพิ่มเติมให้พม่าเพื่อต้องการได้รับประโยชน์ของชินแซทฯ เสียงข้างมากมีมติเห็นว่าเป็นการใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์กับชินแซทธุรกิจเครือชินคอร์ป

  • ใช้อำนาจหน้าที่ทำให้รวยผิดปกติ
    กรณี 5 มาตรการเป็นผลจากการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่ เห็นว่า นายกฯ มีอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภา เป็นหัวหน้ารัฐบาลมีอำนาจเหนือฝ่ายบริหารทุกกระทรวง ทบวง กรมและรัฐวิสาหกิจ เห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาใช้อำนาจในตำแหน่งนายกฯ เอื้อประโยชน์ธุรกิจครอบครัวตามคำร้องจริง ส่วนเงินต้องตกเป็นของแผ่นดินหรือไม่ เมื่อฟังได้ว่าหุ้นชินคอร์ปถือครองโดยผู้ถูกกล่าวหามีนโยบายเอื้อให้มูลค่าหุ้นสูงขึ้นก่อนขายไปและนำเงินปันผลและเงินค่าขายหุ้นไปไว้ที่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 -5 จึงเป็นการได้มาโดยไม่สมควร ศาลจึงมีอนุญาตสั่งให้เงินนั้นตกเป็นของแผ่นดินตาม คปค. ฉบับที่ 30 และพรบ.ว่าด้วยปปช.ที่ผู้ถูกกล่าวหาอ้างว่าทรัพย์สินส่วนหนึ่งเป็นสินสมรส จึงมีปัญหาว่าจะสั่งให้ทรัพย์ส่วนนี้ตกเป็นของแผ่นดินได้หรือไม่ เพราะการที่อ้างว่าเป็นสินสมรสต้องได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่การไต่สวนได้ความว่า
    ทั้งสองร่วมกันก่อตั้งชินคอร์ปโดยผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้บริหาร ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการทรัพย์สินแม้ตอนขายหุ้นก็ยังจ่ายเงินแทน และผู้ถูกกล่าวหานำเงินมาคืนภายหลังแสดงให้เห็นว่ามีผลประโยชน์ร่วมกันตลอดมาเมื่อฟังได้ว่าเงินขายหุ้นได้มาโดยมิชอบ จึงไม่อาจอ้างเป็นสินสมรสได้ ส่วนศาลจะให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินได้เท่าไรนั้นเห็นว่า พรบ.ว่าด้วย ปปช.ระบุไว้ 2 กรณีคือ ทรัพย์สินเพิ่มขึ้นหรือหนี้สินลดลงจากเมื่อครั้งเข้ารับตำแหน่งต่างกับตอนพ้นตำแหน่ง และกรณีร่ำรวยผิดปกติได้ทรัพย์มาโดยไม่สมควรจากการใช้ตำแหน่ง พิจารณาตามมูลเหตุคำร้องแล้วเห็นว่าเป็นกรณีที่ใช้อำนาจหน้าที่ทำให้มีทรัพย์สินร่ำรวยผิดปกติ
    ปัญหาต้องวินิจฉัยว่า เงินซื้อขายหุ้นและเงินปันผล ศาลควรมีคำสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เมื่อปรากฎว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ผู้ถูกกล่าวหา ได้ใช้อำนาจตำแหน่งเอื้อประโยชน์บริษัทเอไอเอส และบริษัทไทยคมแล้วบริษัทชินคอร์ป ฯ ซึ่งถือหุ้นทั้งสองบริษัทย่อมได้รับประโยชน์โดยตรงจากผลกำไร การที่ศาลได้วินิจฉัยแล้วว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ผู้ถูกกล่าวหา และคุณหญิงพจมาน ผุ้ คัดค้านที่ 1 ให้นายพานทองแท้ น.ส.พินทองทา น.ส.ยิ่งลักษณ์ และนายบรรรพจน์ ผู้คัดค้านที่ 2-5 ถือหุ้นแทนบริษัทชินคอร์ป ฯ ดังนั้นศาลย่อมมีอำนาจสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินได้ ตามประกาศ คปค.ฉบับที่30 ประกอบพ.ร.บ.ว่าด้วยปปช.พ.ศ.2542
    ขณะที่การะสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินจำนวนเท่าใด ต้องวินิจฉัยก่อนว่าคุณหญิงพจมาน ผู้คัดค้านที่1 ได้ร่วมกันมีประโยชน์จากการถือครองหุ้นจำนวนเท่าใด ศาลเห็นว่า ในการโอนขายหุ้นชินคอร์ปให้บ.แอมเพิลริช ของพ.ต.ท.ทักษิณ ผู้ถูกกล่าวหา ปรากฏว่าเงินที่ใช้ซื้อหุ้นดังกล่าวก็เป็นทรัพย์สินของคุณหญิงพจมาน ผู้คัดค้านที่1 จึงเห็นได้ว่าคุณหญิงพจมานซึ่งเป็นคู่สมรสพ.ต.ท.ทักษิณ ก็ได้แสวงหาผลประโยชน?ร่วมกันกับพ.ต.ท.ทักษิณ ผู้ถูกกล่าวหา

  • ยึดเงิน4.6หมื่นล้านเป็นของแผ่นดิน
    ส่วนการจะมีคำสั่งให้ทรัพย์ที่ได้จากการขายหุ้นชินคอร์ปฯตกเป็นของแผ่นดินจำนวนเท่าใด ก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับพ.ต.ท.ทักษิณ ด้วย เมื่อปรากฏว่าก่อนที่พ.ต.ท.ทักษิณจะดำรงตำแหน่งนายกฯเมื่อวันที่7ก.พ.44 จากการพิจารณาเอกสารเกี่ยวกับมูลค่าหุ้นพบว่า ขณะนั้นหุ้นชินคอร์ปฯมีราคาหุ้นสูงอยู่ที่213.09บาท และต่อมาเมื่อหุ้นชินคอร์ปได้มีการแตกพาร์จากหุ้นละ10บาทเหลือห้นพาร์ละ1บาท เท่ากับว่ามูลค่าหุ้น 213.09 บาทจะลดลงอยู่ที่21.309 บาท และเมื่อนำมาคิดคำนวณกับจำนวนหุ้นทั้งหมดขงชินคอร์ปที่ขายให้เทมาเส็กจำนวน 1,419,490,115หุ้น จะเป็นเงิน30,000 ล้านบาทเศษ
    ดังนั้นการที่ศาลจะมีคำสั่งให้ทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดินก็จะต้องนำเงินจำนวน 30.000ล้านบาทเศษ ไปหักจากมูลค่าที่ขายหุ้นเทมาเส็กทั้งหมดมูลค่า69,000ล้านบาทเศษ คงเหลือมูลค่าการซื้อขายหุ้นที่ศาลจะมีคำสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินจำนวน 39,774,168,325.70บาท ศาลจึงมีมติด้วยเสียงข้างมาก มีคำสั่งให้เงินซื้อขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปฯ จำนวน 39,774,168,325.70บาท และเงินปันผลที่ได้จากการขายหุ้นทั้งหมดจำนวน 6,898,722,129บาท รวมเป็นเงินทั้งหมดจำนวน 46,373,687,454.70 บาท โดยศาลพิจารณาตามบัญชีทรัพย์สินที่อายัดไว้ในชั้นคตส.ของพ.ต.ท.ทักษิณ ผู้ถูกกล่าวหา คุณหญิงพจมาน นายพานทองแท้ นางสาวพิณทองทา นางสาวยิ่งลักษณ์ และนายบรรณพจน์ ผู้คัดค้านที่1-5 มีจำนวนเพียงพอที่จะบังคับคดีได้ หากไม่เพียงพอก็ให้บังคับจากทรัพย์สินอื่นของผู้ถูกกล่าวหาและผู้คัดค้านที่1-5ที่คตส.อายัดไว้แล้วและมีคำสั่งให้เพิกถอนการอายัดผู้คัดค้านที่ 7, 8, 14 ,17 และ 19 ที่คตส.มีคำสั่งเพิกถอนการอายัดทรัพย์แล้วรวมทั้งผู้คัดค้านรายอื่นด้วย

    "องค์คณะผู้พิพากษาจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน ยังคงเป็นเจ้าของหุ้น ชินคอร์ปที่ขายให้กองทุนเทมาเส็ก 1,419 ล้านหุ้นเศษตามคำร้องของอัยการสูงสุดในระหว่างที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 2 วาระ"



    รายละเอียดทรัพย์สิน4.6หมื่นล้าน

    ทรัพย์สินที่มีชื่อนางสาวพินทองทา ชินวัตร เป็นผู้ครอบครอง ได้แก่ เงินฝากธนาคารและเงินลงทุน ดังต่อไปนี้
    ๑. ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขา ซอยอารี เลขที่บัญชี ๑๒๗-๒-๓๗๒๘๗-๙ จำนวนเงิน ๓,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (สามพันล้านบาทถ้วน)
    ๒ .ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาราชวัตร เลขที่บัญชี ๑๔๖-๒-๓๑๐๘๑-๒ จำนวนเงิน ๑,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งพันล้านบาทถ้วน)
    ๓. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาชิดลม เลขที่บัญชี ๐๐๑-๑-๕๕๑๘๘-๒ จำนวนเงิน ๓,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (สามพันล้านบาทถ้วน)
    ๔. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักรัชโยธิน เลขที่บัญชี ๑๑๑-๒-๔๑๕๒๔-๔ จำนวนเงิน ๓๑๑,๐๑๓,๐๙๕.๙๗ บาท (สามร้อยสิบเอ็ดล้านหนึ่งหมื่นสามพันเก้าสิบห้าบาทเก้าสิบเจ็ดสตางค์)
    ๕. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักรัชโยธิน เลขที่บัญชี ๑๑๑-๑-๑๒๖๓๑-๓ จำนวนเงิน ๑๓,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งหมื่นสามพันล้านบาทถ้วน)
    ๖. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักรัชโยธิน เลขที่บัญชี ๑๑๑-๑-๑๒๒๒๒-๐ จำนวนเงิน ๓,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท(สามพันล้านบาทถ้วน)
    ๗. บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนไทยพาณิชย์ จำกัด (SCBSFF) เลขที่บัญชี ๑๑๑-๘-๐๒๒๖๕๙๑-๖ จำนวนเงิน ๒๑๘,๘๒๓,๙๓๒.๖๐ บาท (สองร้อยสิบแปดล้านแปดแสนสองหมื่นสามพันเก้าร้อยสามสิบสองบาทหกสิบสตางค์)

    "ทั้งสองร่วมกันก่อตั้งชินคอร์ปโดยผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้บริหาร ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการทรัพย์สินแม้ตอนขายหุ้นก็ยังจ่ายเงินแทน และผู้ถูกกล่าวหานำเงินมาคืนภายหลังแสดงให้เห็นว่ามีผลประโยชน์ร่วมกันตลอดมาเมื่อฟังได้ว่าเงินขายหุ้นได้มาโดยมิชอบ จึงไม่อาจอ้างเป็นสินสมรสได้

    ทรัพย์สินที่มีชื่อนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นผู้ครอบครอง ได้แก่ เงินฝากธนาคารและเงินลงทุน ดังต่อไปนี้
    ๑. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาพหลโยธิน เลขที่บัญชี ๐๑๔-๑-๑๑๓๐๐-๙ จำนวนเงิน ๑๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งร้อยล้านบาทถ้วน)
    ๒. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาพหลโยธิน เลขที่บัญชี ๐๑๔-๒-๔๑๓๓๕-๕ จำนวนเงิน ๓๓,๕๐๒,๔๕๑ บาท (สามสิบสามล้านห้าแสนสองพันสี่ร้อยห้าสิบเอ็ดบาทถ้วน)

    ทรัพย์สินที่มีชื่อนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ เป็นผู้ครอบครอง ได้แก่ เงินฝากธนาคารและเงินลงทุน ดังต่อไปนี้
    ๑. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักรัชโยธิน เลขที่บัญชี ๑๑๑-๒-๗๘๑๘๘-๑ จำนวนเงิน ๓๔๐,๐๒๑,๑๔๒.๐๒ บาท (สามร้อยสี่สิบ ล้านสองหมื่นหนึ่งพันหนึ่งร้อยสี่สิบสองบาทสองสตางค์)
    ๒. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักรัชโยธิน เลขที่บัญชี ๑๑๑-๑-๑๑๑๘๘-๙ จำนวนเงิน ๑,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งพันล้านบาทถ้วน)
    ๓. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักรัชโยธิน เลขที่บัญชี ๑๑๑-๑-๑๓๐๙๕-๖ จำนวนเงิน ๓,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (สามพันล้านบาทถ้วน)
    ๔. ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยถนนพหลโยธิน ๘ เลขที่บัญชี ๐๘๔-๓-๐๒๑๑๘-๙ จำนวนเงิน ๒๘๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท(สองร้อยแปดสิบล้านบาทถ้วน)
    ๕.ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยถนนพหลโยธิน ๘ เลขที่บัญชี ๐๘๔-๓-๐๒๑๘๗-๔ จำนวนเงิน ๒๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (สองร้อยล้านบาทถ้วน)

    ทรัพย์สินที่มีชื่อคุณหญิงพจมาน ชินวัตร เป็นผู้ครอบครอง ได้แก่ เงินฝากธนาคารและเงินลงทุน ดังต่อไปนี้
    ๑. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักรัชโยธิน เลขที่บัญชี ๑๑๑-๒-๒๗๗๒๒-๒ จำนวนเงิน ๑๘๘,๐๓๗,๕๒๐.๗๕ บาท (หนึ่งร้อย แปดสิบแปดล้านสามหมื่นเจ็ดพันห้าร้อยยี่สิบบาทเจ็ดสิบห้าสตางค์)
    ๒.ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาชิดลม เลขที่บัญชี๐๐๑-๑-๕๕๐๒๑-๘ จำนวนเงิน ๑,๑๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งพันหนึ่งร้อยล้านบาทถ้วน)
    ๓. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักรัชโยธิน เลขที่บัญชี ๑๑๑-๑-๐๓๑๖๕-๗ จำนวนเงิน ๑๐๐,๓๖๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งร้อยล้านสาม แสนหกหมื่นบาทถ้วน)
    ๔. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักรัชโยธิน เลขที่บัญชี ๑๑๑-๑-๐๔๑๒๘-๘ จำนวนเงิน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท (ห้าล้านบาทถ้วน)
    ๕. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักรัชโยธิน เลขที่บัญชี ๑๑๑-๑-๐๔๑๒๙-๖ จำนวนเงิน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท (ห้าล้านบาทถ้วน)
    ๖.ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาซอยอารีสัมพันธ์ เลขที่บัญชี ๐๕๖-๒-๐๐๐๖๕-๑ จำนวนเงิน ๑,๗๘๒,๘๐๓.๘๗ บาท (หนึ่งล้านเจ็ด แสนแปดหมื่นสองพันแปดร้อยสามบาทแปดสิบเจ็ดสตางค์)
    ๗.ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาถนนสุขสวัสดิ์ เลขที่บัญชี ๑๖๔-๒-๒๘๓๘๘-๙ จำนวนเงิน ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (สิบล้านบาทถ้วน)
    ๘.ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาราชวัตร เลขที่บัญชี ๑๔๖-๐-๔๔๘๓๙-๐ จำนวนเงิน ๑๐,๒๘๔,๑๒๗.๘๔ บาท (สิบล้านสองแสนแปดหมื่นสี่ พันหนึ่งร้อยยี่สิบเจ็ดบาทแปดสิบสี่สตางค์)
    ๙.ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาสะพานควาย เลขที่บัญชี ๐๑๓-๒-๐๘๒๒๙-๙ จำนวนเงิน ๒๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (ยี่สิบล้านบาทถ้วน)
    ๑๐. ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยเพนนินซูล่า เลขที่บัญชี ๒๐๒-๓-๐๐๓๓๐-๐ จำนวนเงิน ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (สิบล้านบาทถ้วน)
    ๑ ๑.ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสะพานควาย เลขที่บัญชี ๑๐๘-๓-๐๙๗๖๑-๓ จำนวนเงิน ๑,๐๑๔,๘๗๗.๓๒ บาท (หนึ่งล้านหนึ่งหมื่นสี่พันแปดร้อยเจ็ดสิบเจ็ดบาทสามสิบสองสตางค์)

    "ศาลจึงมีมติด้วยเสียงข้างมาก มีคำสั่งให้เงินซื้อขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปฯ จำนวน 39,774,168,325.70บาท และเงินปันผลที่ได้จากการขายหุ้นทั้งหมดจำนวน 6,898,722,129บาท รวมเป็นเงินทั้งหมดจำนวน 46,373,687,454.70 บาท ตเป็นของแผ่นดิน"

    ทรัพย์สินที่มีชื่อนายพานทองแท้ ชินวัตร เป็นผู้ครอบครอง ได้แก่ เงินฝากธนาคารและเงินลงทุน ดังต่อไปนี้
    ๑. ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาซอยอารี เลขที่บัญชี ๑๒๗-๒-๓๗๓๔๒-๒ จำนวนเงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (สองพันล้านบาทถ้วน)
    ๒. ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาซอยอารี เลขที่บัญชี ๑๒๗-๒-๓๗๓๔๓-๐ จำนวนเงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (สองพันล้านบาทถ้วน)
    ๓. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาชิดลม เลขที่บัญชี ๐๐๑-๑-๕๕๒๓๒-๕ จำนวนเงิน ๑,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งพันล้านบาทถ้วน)
    ๔. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยเซ็นจูรี่ เลขที่บัญชี ๒๐๘-๑-๐๐๐๒๒-๙ จำนวนเงิน ๙๐๘,๓๘๔,๑๔๓.๘๓ บาท (เก้าร้อยแปดล้านสามแสนแปดหมื่นสี่พันหนึ่งร้อยสี่สิบสามบาทแปดสิบสามสตางค์)
    ๕. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักรัชโยธิน เลขที่บัญชี ๑๑๑-๒-๓๑๐๐๘-๘ จำนวนเงิน ๖,๑๔๐,๕๘๒.๓๑ บาท (หกล้านหนึ่งแสนสี่หมื่นห้าร้อยแปดสิบสองบาทสามสิบเอ็ดสตางค์)
    ๖. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักรัชโยธิน เลขที่บัญชี ๑๑๑-๑-๑๓๐๙๒-๒ จำนวนเงิน ๑๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งหมื่นล้านบาทถ้วน)
    ๗ .หน่วยลงทุนในบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนไทยพาณิชย์ จำกัด (SCBSFF) เลขที่บัญชี ๐๐๑-๘-๐๒๘๓๐๐๕-๗ จำนวนเงิน ๑,๒๑๘,๑๕๐,๖๘๔.๙๔ บาท (หนึ่งพันสองร้อยสิบแปดล้านหนึ่งแสนห้าหมื่นหกร้อยแปดสิบสี่บาทเก้าสิบสี่สตางค์)

    ทรัพย์สินที่มีชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้ครอบครอง ได้แก่ เงินฝากธนาคาร ดังต่อไปนี้
    ๑.ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักรัชโยธิน เลขที่บัญชี ๑๑๑-๑-๑๒๖๓๒-๑ จำนวนเงิน ๔๖๔,๐๗๘,๔๓๑.๔๙ บาท (สี่ร้อยหกสิบสี่ ล้านเจ็ดหมื่นแปดพันสี่ร้อยสามสิบเอ็ดบาทสี่สิบเก้าสตางค์)
    ๒.ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาราชวัตร เลขที่บัญชี ๑๔๖-๐-๖๓๙๓๐-๓ จำนวนเงิน ๘๔,๔๐๒,๑๐๒.๒๙ บาท (แปดสิบสี่ล้านสี่แสนสองพันหนึ่งร้อยสองบาทยี่สิบเก้าสตางค์)
  • วันที่ 27/2/2010
    บทความอื่นๆในคอลัมน์นี้
    เปิดบทพิสูจน์ "มหาดไทย" ขนผู้ว่าฯ ดูงาน "ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้" (จบ) (รายงายพิเศษ)
    เปิดบทพิสูจน์"มหาดไทย" ขนผู้ว่าฯดูงาน"ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้"(1) (รายงายพิเศษ)
    ม.รามคำแหง-ชุมชน กทม.ตะวันออก จัดกิจกรรมรวมพลังต้านภัยยาเสพติด (รายงานพิเศษ)
    เปิด 83 รายชื่อท่อน้ำเลี้ยงม็อบแดง ศอฉ.ขีดเส้นรายงานตัวไม่เกิน31ก.ค. (รายงานพิเศษ)
    เปิดหลักฐานเด็ด มัดตัว "อดีตบิ๊กดีเอสไอ" ปั้นพยานเท็จคดีเงินปชป.258ล้าน (รายงานพิเศษ)
    อ่านข่าวทั้งหมด
    สถิติการแสดงความคิดเห็น
    จำนวนคนอ่าน 1387 คน
    จำนวนคนโหวต 48 คน
     
    เห็นด้วย
    45 คน
       
    ไม่เห็นด้วย
    3 คน
     

    แสดงความคิดเห็นของคุณ
    เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย

     
    กฎกติกา มารยาทก่อนแสดงความคิดเห็น
    ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้เกียรติใช้บริการเว็บไซต์ แนวหน้า และก่อนแสดงความคิดเห็น โปรด งดเว้นการใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาใส่ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบ กระทั่งต่อสถาบันอันเป็นที่เคารพ ทั้งนี้ทุกความเห็นไม่เกี่ยวข้องกับ ผู้ดำเนินรายการ เว็บไซด์ และไม่สามารถ นำไปอ้างอิงทาง กฎหมายได้ พื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกติกาดังกล่าว เราจำเป็นต้องตรวจสอบ กลั่นกรอง ข้อแสดงความคิดเห็นของท่าน ตามความเหมาะสม ก่อนที่ความคิดเห็นของท่าน จะถูกนำขึ้นแสดงต่อสาธารณะ

    แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม

    ชื่อ / อีเมล์  
    ความคิดเห็น  
    ใส่รหัสก่อนส่ง  
    New posts ความคิดเห็นที่ 2
    วันที่ 27/02/2010 23:28:07  IP 188.126.95.42
    Someone makes many things to complicated reall, so complex more..We're normal persons diffcult to understant really ! Oh ! wonderful ! 9 Judgments are best in meticulously really !
    Good Thais like the truth.

    New posts ความคิดเห็นที่ 1
    วันที่ 27/02/2010 20:42:57  IP 125.26.162.70
    ตีให้ตายอย่าให้ผุดได้เกิดเลยมึง
    yyyyyyyyyyyyyyyyyy

    หน้า | 1 |
     
      หน้าแรก | ข่าวการเมือง | คอลัมน์เด่นการเมือง | การ์ตูนแนวหน้า | ข่าวโลกธุรกิจ | ข่าวภูมิภาค | ข่าวกทม. | ผู้หญิงแนวหน้า | ข่าวกีฬาแนวหน้า | ข่าวการศึกษา-วัฒนธรรม | ข่าวอาชญากรรม |
    ข่าวแรงงาน | เกษตร-สิ่งแวดล้อม | ข่าวต่างประเทศ | ข่าวบันเทิง | ยานยนต์แนวหน้า | ดวงชะตา | รวมภาพข่าว Gallery |
     
      Copyright 2005-2006 © Naewna.com All rights reserved.

    Power by : hodgroup.com