|
ส่งหน้านี้ให้เพื่อนของคุณ |
|
|
|
 |
| |
|
|
| เปิดคำพิพากษาศาลฎีกาฯ ยึดทรัพย์ทักษิณ4.6หมื่นล. (รายงานพิเศษ)
|
 |
|
 |
หมายเหตุ:เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนามหลวง ได้ใช้เวลา 8 ชั่วโมง อ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่อม.4/2551 ที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สิน จำนวน 76,621,603,061.05 บาท ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผู้ถูกกล่าวหาว่ามีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ตกเป็นของแผ่นดิน โดยมีรายละเอียดคำพิพากษาดังนี้

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องกล่าวหาว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ขณะเป็นนายกฯ ร่ำรวยผิดปกติ มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมากหรือได้มาโดยไม่สมควรสืบเนื่องจากตำแหน่งหน้าที่ ขอให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน เป็นการดำเนินการตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ฉบับที่ 30 เรื่องการตรวจสอบความเสียหายที่ก่อให้เกิดแก่รัฐ (คตส.) และเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจศาลฎีกาฯ หาใช่เป็นการฟ้องละเมิดที่จะต้องมีการออกคำสั่งทางปกครองที่จะอยู่ในอำนาจของศาลปกครองตัดสิน ทั้งไม่ใช่เป็นการร้องขอให้ถอดถอนออกจากตำแหน่ง องค์คณะจึงมีมติด้วยเสียงเอกฉันท์ว่า ศาลมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้
ชี้คตส.มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย
ปัญหาว่า คตส.ผู้ร้องมีอำนาจร้องคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า คปค.ฉบับที่ 30 เป็นประกาศที่ให้อำนาจ คตส.ตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ การตรวจสอบไต่สวนในคดีนี้จึงเป็นการดำเนินการภายในขอบเขตหน้าที่ พ.ต.ท.ทักษิณและผู้คัดค้านอ้างว่า คตส.สอบสวนล่วงเลยเวลา 2 ปี จึงเป็นการสอบสวนไม่ชอบนั้น เห็นว่า คปค.ฉบับที่ 30 ข้อ 11 วรรคหนึ่งได้กำหนดกรอบการตรวจสอบภายใน 1 ปี โดยเมื่อพ้นระยะเวลาให้ ปปช.ทำการสอบสวนต่อไปตามหน้าที่ กรณีจึงถือได้ว่า คตส.ได้ตรวจสอบภายในกรอบเวลาที่กฎหมายบัญญัติ และคณะอนุกรรมการไต่สวนพิสูจน์ทรัพย์สินได้ให้โอกาส พ.ต.ท.ทักษิณกับผู้คัคค้านต่อสู้คัดค้านโดยชอบแล้ว การคัดค้านตัว คตส. ประกอบด้วยนายกล้านรงค์ จันทิก นายบรรเจิด สิงคะเนติ และนาย แก้วสรร อติโพธิ แสดงความคิดเห็นในเวทีการเมืองก็เป็นความเห็นทางวิชาการ และไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับ พ.ต.ท.ทักษิณ คตส.ที่ถูกคัดค้านเหล่านี้จึงไม่มีเหตุอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะเป็นปรปักษ์กับ พ.ต.ท.ทักษิณ
ส่วนข้อต่อสู้ที่ว่าอัยการสูงสุดเห็นว่าคดีนี้ยังมีข้อไม่สมบูรณ์ คตส.จึงยังไม่มีอำนาจร้อง เห็นว่า คดีนี้อัยการสูงสุดเห็นครั้งแรกว่ามีข้อไม่สมบูรณ์แต่เมื่อประชุมกับ ปปช.ซึ่งทำหน้าที่แทน คตส.แล้วมีมติให้ยื่นคำร้อง เท่ากับความเห็นครั้งแรกยุติลงไปแล้ว และคดีนี้ไม่ใช่คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาจึงไม่จำต้องไต่สวนต่อหน้าผู้ถูกกล่าวหา จึงมีมติด้วยคะแนนเอกฉันท์ว่าอัยการสูงสุดผู้ร้องมีอำนาจร้องคดีนี้
ปัญหาว่า คำร้องเคลือบคลุมหรือไม่ คดีนี้ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องโดยแจ้งชัดว่า พ.ต.ท.ทักษิณถือครองทรัพย์สินโดยอยู่ในชื่อของคนในครอบครัวและผู้ใกล้ชิด อัยการสูงสุดไม่จำเป็นต้องแยกทรัพย์สินก่อนฟ้องเพราะเป็นอำนาจศาลต้องวินิจฉัย จึงมีมติด้วยเสียงเอกฉันท์ว่าคำร้องไม่เคลือบคลุม
เปิดเส้นทางซุกหุ้นทักษิณ
ปัญหาว่า พ.ต.ท.ทักษิณ และพจมานเป็นเจ้าของทรัพย์สินโดยให้นายพานทองแท้ น.ส.พินทองทา ชินวัตรและนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์และแอมเพิลริชถือหุ้นแทนหรือไม่ คดีนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมานต่อสู้ว่าเมื่อวันที่ 1ก.ย. 43 ได้โอนหุ้นให้นายพานทองแท้ ชินวัตรบุตรชาย และนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์โดยได้รับตั๋วสัญญาใช้เงินชำระค่าหุ้นเรียบร้อยและจดแจ้งการโอนขายหุ้นต่อบริษัทศูนย์รับฝากหลักทรัพย์นายทะเบียนหุ้นของชินคอร์ปซึ่งได้จดแจ้งการโอนหุ้นให้นายพานทองแท้และนายบรรณพจน์เข้าเป็นผู้ถือหุ้นชินคอร์ปตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชน จำกัด พ.ศ. 2535 มาตรา 58 และแจ้งแบบการได้มาหรือจำหน่ายไปซึ่งหุ้นชินคอร์ปต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ถือเป็นข้อมูลเกี่ยวกับการชำระราค่าต่อตลาดหลักทรัพย์ตามแบบปกติไม่ใช่หลักฐานที่จะแสดงว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่ใช่เจ้าของหุ้น ดังนั้น พ.ต.ท.ทักษิณจะเป็นเจ้าของหุ้นหรือไม่ศาลต้องวินิจฉัยจากพฤติกรรมของ พ.ต.ท.ทักษิณตั้งแต่ซื้อหุ้นเพิ่มทุน
การโอนหุ้นและการขายหุ้นคุณหญิงพจมานอ้างการโอนหุ้นชินคอร์ปให้นายบรรณพจน์ ผู้คัดค้านที่ 5 เนื่องในวันครบรอบแต่งงานและครบรอบ 1 ปีของบุตรโดยซื้อขายผ่านตลาดหลักทรัพย์ในชื่อของ นางดวงตา วงศ์ภักดี ต่อมาในปี 2542 นายบรรณพจน์ซื้อหุ้นเพิ่มทุนจนมีหุ้น 34 ล้านหุ้นโดยออกตั๋วสัญญาใช้เงินเมื่อทวงถามโดยไม่มีดอกเบี้ย จึงเป็นข้อพิรุธว่า นายบรรณพจน์และนางบุษบา คู่สมรสซึ่งมีเงินอยู่ในบัญชีเงินฝาก 500 ล้านบาทเศษแต่กลับไม่นำเงินดังกล่าวมาชำระค่าหุ้น
แฉพิรุธอ้างตั๋วสัญญาใช้เงินหาย
นอกจากนี้ที่อ้างว่ามีการจ่ายเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินตามค่าหุ้นที่ซื้อขายกันไปแล้วตั้งแต่ปี 2542 แต่เนื่องจากทำตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับดังกล่าวหาย และเมื่อคุณหญิงพจมานได้รับการแต่งตั้งให้เป็นคุณหญิงจึงออกตั๋วสัญญาใหม่โดยใช้คำนำหน้านามว่าคุณหญิง ศาลเห็นว่าเป็นข้ออ้างที่กลับทำให้มีพิรุธ เพราะตั๋วสัญญาใช้เงินในการโอนขายหุ้นของ พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมานที่ผ่านมามีหลายฉบับแต่กลับหายเฉพาะฉบับนี้ จึงเป็นข้ออ้างที่ไม่น่ารับฟัง
ส่วนการซื้อหุ้นชินคอร์ปของนายพานทองแท้ น.ส.พินทองทา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็ใช้วิธีออกตั๋วสัญญาใช้เงินและไม่ชำระค่าหุ้นครบตามจำนวน และคุณหญิงพจมานก็ไม่เคยเรียกเก็บเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินกระทั่งชินคอร์ปมีการจ่ายเงินปันผลจึงนำเงินมาชำระค่าหุ้น โดยเฉพาะ น.ส.ยิ่งลักษณ์ซึ่งอ้างว่าได้รับเงินปันผล 6 งวด 97 ล้านบาทหลังนำเงินส่วนหนึ่งไปชำระค่าหุ้นแต่ไม่มีหลักฐานว่าเงินที่เหลือนำไปทำอะไร ทั้งที่เป็นเงินจำนวนมาก
ส่วนหุ้นชินคอร์ปในแอมเพิลริช รับฟังได้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณเป็นผู้ก่อตั้งเมื่อปี 2542 โดยโอนหุ้นชินคอร์ปให้แอมเพิลริช จำนวน 32 ล้านหุ้นราคาพาร์ 10 บาท ต่อมาปี 2543โอนหุ้นแอมเพิลริชให้นายพานทองแท้ แต่ปรากฏหลักฐานคำเบิกความของนางกาญจนาภา หงส์เหิน เลขานุการคุณหญิงพจมานซึ่งเป็นหนึ่งในกรรมการแอมเพิลริชว่าหลังก่อตั้งแอมเพิลริชไม่ได้ดำเนินการกิจการอะไร แต่เบิกความรับว่าบัญชีเงินของแอมเพิลริชที่เปิดกับธนาคารยูบีเอสเอจี สิงคโปร์ มียอดเงินโอนเข้าแต่ไม่รู้ว่าเป็นเงินของใคร แต่ผู้มีอำนาจเบิกจ่ายคือ ดร.ที ชินวัตร ต่อมาในปี 2546 - 2548 แอมเพิลริชได้เงินปันผลจากชินคอร์ปรวม 5 ครั้งเป็นเงิน 1 พันล้านบาทและ ดร.ที ชินวัตร คือผู้เบิกจ่ายเพียงคนเดียว ที่ พ.ต.ท.ทักษิณอ้างว่าโอนหุ้นแอมเพิลริชซึ่งเป็นผู้ถือครองหุ้นชินคอร์ปให้นายพานทองแท้แล้วในปี 2543 แต่ผู้มีอำนาจเบิกจ่ายเงินในบัญชีแอมเพิลริชยังเป็น พ.ต.ท.ทักษิณเพียงผู้เดียวในช่วงหลังจากอ้างว่ามีการโอนหุ้นให้นายพานทองแท้ในปี 2543 แล้วถึง 4 ปีต่อมา อีกทั้งการโอนหุ้นแอมเพิลริชซึ่งถือครองหุ้นชินคอร์ปถึง 32 ล้านหุ้นให้นายพานทองแท้โดยคิดราคาเพียง 1 เหรียญสหรัฐอเมริกาก็เป็นข้ออ้างที่ไม่เหตุผลให้รับฟังได้
ประเด็นข้อต่อสู้ว่า นายพานทองแท้และน.ส.พินทองทา เป็นเจ้าของแอมเพิลริชจึงถูกกรมสรรพากรเรียกให้เสียภาษี ดังนั้นจึงแอมเพิลริชจึงไม่ใช่ของ พ.ต.ท.ทักษิณ เห็นว่า การที่กรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีก็เป็นไปตามประมวลรัษฏากรมาตรา 61 เกี่ยวกับผู้มีรายได้ เมื่อบุคคลมีชื่อในหนังสือสำคัญถือได้ว่าบุคคลนั้นเป็นเจ้าของทรัพย์สิน ดังนั้นการเรียกเก็บภาษีจากหุ้นดังกล่าวก็เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ข้อคัดค้านนี้จึงฟังไม่ขึ้น
มติเอกฉันท์หุ้นชินคอร์ปของทักษิณ
ส่วนเมื่อมีการโอนขายหุ้น ในช่วงปี 2544 นายพานทองแท้ น.ส.พินทองทาไม่เคยเข้าร่วมประชุมบริษัทแต่มอบฉันทะบุคคลอื่นในการบริหาร ทั้งที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในเอไอเอสซึ่งเป็นกิจการที่ได้รับสัมปทานโทรคมนาคมและมีกิจการดาวเทียม ต่อมายังขยายทำสถานีไอทีวี สายการบินไทยแอร์เอเชีย ขณะที่คณะกรรมการของบริษัท 6 คนมีนายบรรณพจน์เท่านั้นที่ถือหุ้นชินคอร์ปอยู่ และภายหลังจะเปลี่ยนแปลงสัดส่วนบอร์ดเป็น 9 คนก็มีเพียงนายนิวัติ บุญทรงที่ถือหุ้นอยู่เพียง 0.0047% เท่านั้น ดังนั้นจึงรับฟังได้ว่าอำนาจการบริหารและตัดสินใจมีการกระทำแทนโดยผ่านคณะกรรมการที่ถือหุ้น และรับฟังไม่ได้ว่า นายพานทองแท้และ น.ส.พิณทองทาเป็นเจ้าของหุ้นชินคอร์ป 48 % ซึ่งมีอำนาจควบคุมนโยบายการดำเนินกิจการ
ประเด็นวินมาร์คซึ่งถือครองหุ้นเอสซี แอสเสท และบริษัทอสังหาริมทรัพย์อีก 5 บริษัทรับฟังผลการตรวจสอบของคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์และกรมสอบสวนคดีพิเศษว่าเป็นการอำพรางหุ้น
องค์คณะผู้พิพากษาจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน ยังคงเป็นเจ้าของหุ้น ชินคอร์ปที่ขายให้กองทุนเทมาเส็ก 1,419 ล้านหุ้นเศษตามคำร้องของอัยการสูงสุดในระหว่างที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 2 วาระ
เอื้อชินคอร์ปทำให้รัฐเสียหาย
ประเด็นเรื่องการใช้อำนาจหน้าที่ในตำแหน่งโดยมิชอบเอื้อประโยชน์ชินคอร์ปหรือไม่ ได้ความจากนายสมเกียรติ ตั้งวานิช ผอ.ทีดีอาร์ไอ เบิกความนำเสนอความเห็นว่าจากผลการทำวิจัยว่าการแปรหรือไม่แปรสัญญาณสัมปทาน จะต้องได้รับความสมัครใจจากทั้งสองฝ่าย โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับ แต่ต้องไม่ให้เอกชนได้รับผลประโยชน์มากกว่าสัญญาเดิม ที่ครม.มีมติออกพ.ร.ก. 2 ฉบับ ประกาศกระทรวงการคลังเรื่องำหนดภาษีสรรพสามิตร และครม.มีมติให้นำภาษีหักค่าสัมปทานได้นั้น ขัดกับหลักการและเหตุผลที่ครม.ดำเนินการออกพ.ร.ก.ภาษีในครั้งนี้ที่มุ่ประสงค์หารายได้เข้ารัฐแต่กลับยอมให้เอกชนนำค่าภาษีไปหักค่าสัมปทานอีกทั้งกิจการโทรคมนาคมเป็นประโยชน์กับประเทศรัฐควรส่งเสริมไม่ควรเรียกเก็บภาษีเพราะไม่ใช่สินค้าฟุ่มเฟือยและเป็นการผลักภาระให้ประชาชนการที่มติครม.ให้นำเอาภาษีสัมพสามิตรไปหักค่าสัมปทานทำให้ ทศท.ไม่ได้ประโยชน์อะไร ดังนั้นเห็นว่า การกระทำของผู้ถูกกล่าวหา เป็นการทำให้รัฐเสียหายเอื้อประโยชน์ให้กับชินคอร์ปโดยได้ความจากพยานผู้ร้องว่า การออกนโยบายดังกล่าวทำให้รัฐสูญเสียรายได้ 6 หมื่นล้านบาทเศษ จึงมีมติเสียงข้างมากว่า พ.ต.ท.ทักษิณใช้อำนาจในตำแหน่งเอื้อประโยชน์ทำให้รัฐเสียหาย
ประเคนประโยชน์ให้เอไอเอส
ประเด็นการแก้ไขสัญญาอัตราจัดเก็บภาษีมือถือระบบเติมเงินหรือพรีเพด ได้ความว่า นอกจากเอสไอเอสแล้วยังมีดีแทคได้รับสัญญาสัมปทานเป็นเวลา 27 ปี แต่แทคต้องจ่ายค่าเชื่อมโยงสัญญาณจากทศท. 200 บาทต่อหนึ่งเลขหมายต่อมามีระบบพรีเพด ทศท.ปรับลดอัตราภาษีให้กับ
แทคเนื่องจากมีข้อจำกัดในเรื่องค่าเชื่อมโยงเป็นเหตุให้เอไอเอสขอลดบ้างโดยอ้างว่า สัญญาที่เอไอเอสทำกับ ทศท.แตกต่างกับแทคโดยจะเห็นได้ว่าเอไอเอสได้ให้บริการพรีเพดตั้งแต่ปี 2541 โดยอ้างว่าเป็นโปรโมชั่นให้ผู้ใช้บริการ จึงเป็นภาระเอไอเอสที่จะต้องลงทุนปรับระบบซึ่งเชื่อว่าเอไอเอสมีกำไรจากระบบพรีเพดเพราะเมื่อครบสัญญาก็ยังขอขยายเวลาอีก 3 ปีถ้าไม่กำไรคงไม่ขอต่อ ดังนั้นการแก้ไขสัญญากับ ทศท.จึงเป็นการผิดหลักเกณฑ์ เอไอเอสได้ประโยชน์จากระบบพรีเพดจากเดิมมีเพียง 2.7 แสนคนเป็น 17 ล้านคนมีรายได้กว่า 5.8 หมื่นล้านบาทเสียงข้างมากจึงมีมติเห็นว่า เป็นการใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ให้เอไอเอสธุรกิจเครือชินคอร์ป
ประเด็นการแก้ไขสัญญาเชื่อมต่อสัญญาณ หรือโรมมิ่ง ได้ความว่า ชินคอร์ปถือหุ้นในเอไอเอสถึง 42.90% เมื่อปี 2533 เอไอเอสได้รับสัญญาสัมปทานโทรศัพท์ 20 ปีต่อมาปี 2539 ขยายเวลาเป็น 25 ปีและต้องการขยายลูกค้าโดยไม่ลงทุนสร้างเครือข่ายเพิ่มแต่กลับใช้บริการของดีพีซี ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการด้านโครงข่ายที่เอไอเอสถือหุ้นแล้วมาขอแก้ไขสัญญาโรมมิ่ง โดยอ้างว่า ทศท.ไม่สามารถจัดสรรคลื่นความถี่ให้เพียงพอรองรับลูกค้าได้ ซึ่ง ทศท.ควรรับผิดชอบเห็นว่า ข้ออ้างดังกล่าวเป็นข้ออ้างของเอไอเอสที่ไม่ลงทุนทางธุรกิจในการขยายโครงข่ายเพราะเรื่องคลื่นความถี่เอไอเอสสามารถคาดการได้อยู่แล้วในช่วงการทำสัญญากับ ทศท.ว่าจะมีขีดความสามารถให้บริการได้เท่าไร เมื่อ ทศท.จัดสรรคลื่นให้เอไอเอสจนเต็มความสามารถแล้วจึงไม่อยู่ในข่ายที่ ทศท.ต้องรับผิดชอบ การที่เอไอเอสเลือกขยายเครือข่ายโดยใช้บริการดีพีซีของเอไอเอสแทนที่จะก่อสร้างเครือข่ายเพิ่มจึงไม่อาจนำมาอ้างได้ เสียงข้างมากจึงมีมติเห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหามีส่วนเกี่ยวข้องและได้รับประโยชน์จากการแก้ไขสัญญา

ซิกแซกส่งไอพีสตาร์แทนไทยคม
ประเด็นปัญที่วินิจฉัยต่อไปเรื่องการส่งดาวเทียมไอพีสตาร์ขึ้นไปเป็นดาวเทียมสำรองให้กับดาวเทียมที่ไทยคม3เห็นว่าสัญญาระบุให้การส่งดาวเทียมไทยคม3ขึ้นไปนั้น จะต้องมีดาวเทียมสำรองเป็นดาวเทียมไทยคม4 เพื่อใช้เป็นการสื่อสารภายในประเทศเท่านั้น โดยบริษัทชินคอร์ปฯเป็นผู้ได้รับสัมปทานเมื่อวันที่31ก.ย.34 แต่ขณะที่พ.ต.ท.ทักษิณ ได้มีมติให้เปลี่ยนแก้ไขไอพีสตาร์เป็นดาวเทียมไทยคม 4 ก่อนเสนอให้นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ลงลายมือชื่อขอให้รับรองการประชุมในลักษณะหนังสือเวียน ต่อมารมว.คมนาคม มีหนังสือแจ้งไปยังบ.ไทยคมว่าได้อนุมัติให้ไอพีสตาร์แล้ว เห็นว่าการดำเนินการเรื่องนี้เป็นการดำเนินการลัดขั้นตอน รวบรัด เร่งรีบผิดวิสัย ซึ่งคุณสมบัติของไอพีสตาร์นั้น มีลักษณะเป็นดาวเทียมใหม่ ไม่ใช่ดาวเทียมสำรองให้ไทยคม 3 ที่มีคลื่นซีแบน และเคยูแบน แต่กลับแก้ว่าไอพีสตาร์เป็นดาวเทียมสำรอง ทำให้จนถึงปัจจุบันยังไม่มีการยิงดาวเทียมไทยคม4 ทำให้บ.ชินคอร์ปไม่ปฏิบัติไปตามสัญญาสัมปทาน
ทั้งนี้เห็นว่าไอพีสตาร์เป็นดาวเทียมที่ให้บริการต่างประเทศเป็นหลัก 94 เปอร์เซ็นต์ โดยรองรับการใช้อินเตอร์เนตในต่างประเทศ และใช้ภายในประเทศร้อยละ 6 ถือว่าเป็นโครงการใหม่นอกสัญญาณสัมปทาน ซึ่งจะต้องเปิดประมูล ทำให้ไม่ต้องเปิดประมูลแข่งขันกับผู้ประกอบการรายอื่น โดยผู้ถูกกล่าวหาขณะที่เป็นนายกฯได้อนุมัติให้แก้ไขทางเทคนิค จึงมีมติเสียงข้างมากว่ากรณีดังกล่าวเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทชินคอร์ปฯกับบริษัทไทยคม
ให้กู้พม่า4พันล้านเอื้อชินแซท
ประเด็นการปล่อยกู้พม่า 4 พันล้านบาท ได้ความว่า รัฐบาลพม่าทำเรื่องขอกู้ 3 พันล้านเพื่อลงทุนพัฒนาก่อสร้างขั้นพื้นฐานภายหลังขอกู้เพิ่มอีก 2 พันล้านโดยระบุจะนำไปพัฒนาธุรกิจโทรคมนาคม ซึ่งนายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีต รมว.ต่างประเทศเสนอว่าจะเป็นผลเสียเนื่องจากครอบครัวนายกฯ ทำธุรกิจโทรคมนาคมใหญ่ที่สุดของประเทศ แต่ผู้ถูกกล่าวหาก็ยังอนุมัติให้ไป 4 พันล้านบาทซึ่งเห็นว่าการอนุมัติสินเชื่อนั้นไม่เป็นไปตามกรอบนโยบายมีผลประโยชน์จากการประกอบธุรกิจโทรคมนาคม จนที่สุดบริษัทชินแซท ฯ ได้ทำสัญญากับพม่า การที่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นนายกฯ นำเรื่องปล่อยกู้ต่ำกว่าทุนเข้า ครม.อนุมัติผิดวัตถุประสงค์ของการก่อตั้งธนาคารเอ็กซ์ซิมแบงก์ อีกทั้งยังให้กระทรวงการคลังจัดสรรรายได้ชดเชยส่วนต่างค่าเสียหายรายปีประมาณ 140 ล้าน แสดงให้เห็นว่าการอนุมัติเพิ่มเติมให้พม่าเพื่อต้องการได้รับประโยชน์ของชินแซทฯ เสียงข้างมากมีมติเห็นว่าเป็นการใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์กับชินแซทธุรกิจเครือชินคอร์ป
ใช้อำนาจหน้าที่ทำให้รวยผิดปกติ
กรณี 5 มาตรการเป็นผลจากการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่ เห็นว่า นายกฯ มีอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภา เป็นหัวหน้ารัฐบาลมีอำนาจเหนือฝ่ายบริหารทุกกระทรวง ทบวง กรมและรัฐวิสาหกิจ เห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาใช้อำนาจในตำแหน่งนายกฯ เอื้อประโยชน์ธุรกิจครอบครัวตามคำร้องจริง ส่วนเงินต้องตกเป็นของแผ่นดินหรือไม่ เมื่อฟังได้ว่าหุ้นชินคอร์ปถือครองโดยผู้ถูกกล่าวหามีนโยบายเอื้อให้มูลค่าหุ้นสูงขึ้นก่อนขายไปและนำเงินปันผลและเงินค่าขายหุ้นไปไว้ที่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 -5 จึงเป็นการได้มาโดยไม่สมควร ศาลจึงมีอนุญาตสั่งให้เงินนั้นตกเป็นของแผ่นดินตาม คปค. ฉบับที่ 30 และพรบ.ว่าด้วยปปช.ที่ผู้ถูกกล่าวหาอ้างว่าทรัพย์สินส่วนหนึ่งเป็นสินสมรส จึงมีปัญหาว่าจะสั่งให้ทรัพย์ส่วนนี้ตกเป็นของแผ่นดินได้หรือไม่ เพราะการที่อ้างว่าเป็นสินสมรสต้องได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่การไต่สวนได้ความว่า
ทั้งสองร่วมกันก่อตั้งชินคอร์ปโดยผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้บริหาร ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการทรัพย์สินแม้ตอนขายหุ้นก็ยังจ่ายเงินแทน และผู้ถูกกล่าวหานำเงินมาคืนภายหลังแสดงให้เห็นว่ามีผลประโยชน์ร่วมกันตลอดมาเมื่อฟังได้ว่าเงินขายหุ้นได้มาโดยมิชอบ จึงไม่อาจอ้างเป็นสินสมรสได้ ส่วนศาลจะให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินได้เท่าไรนั้นเห็นว่า พรบ.ว่าด้วย ปปช.ระบุไว้ 2 กรณีคือ ทรัพย์สินเพิ่มขึ้นหรือหนี้สินลดลงจากเมื่อครั้งเข้ารับตำแหน่งต่างกับตอนพ้นตำแหน่ง และกรณีร่ำรวยผิดปกติได้ทรัพย์มาโดยไม่สมควรจากการใช้ตำแหน่ง พิจารณาตามมูลเหตุคำร้องแล้วเห็นว่าเป็นกรณีที่ใช้อำนาจหน้าที่ทำให้มีทรัพย์สินร่ำรวยผิดปกติ
ปัญหาต้องวินิจฉัยว่า เงินซื้อขายหุ้นและเงินปันผล ศาลควรมีคำสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เมื่อปรากฎว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ผู้ถูกกล่าวหา ได้ใช้อำนาจตำแหน่งเอื้อประโยชน์บริษัทเอไอเอส และบริษัทไทยคมแล้วบริษัทชินคอร์ป ฯ ซึ่งถือหุ้นทั้งสองบริษัทย่อมได้รับประโยชน์โดยตรงจากผลกำไร การที่ศาลได้วินิจฉัยแล้วว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ผู้ถูกกล่าวหา และคุณหญิงพจมาน ผุ้ คัดค้านที่ 1 ให้นายพานทองแท้ น.ส.พินทองทา น.ส.ยิ่งลักษณ์ และนายบรรรพจน์ ผู้คัดค้านที่ 2-5 ถือหุ้นแทนบริษัทชินคอร์ป ฯ ดังนั้นศาลย่อมมีอำนาจสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินได้ ตามประกาศ คปค.ฉบับที่30 ประกอบพ.ร.บ.ว่าด้วยปปช.พ.ศ.2542
ขณะที่การะสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินจำนวนเท่าใด ต้องวินิจฉัยก่อนว่าคุณหญิงพจมาน ผู้คัดค้านที่1 ได้ร่วมกันมีประโยชน์จากการถือครองหุ้นจำนวนเท่าใด ศาลเห็นว่า ในการโอนขายหุ้นชินคอร์ปให้บ.แอมเพิลริช ของพ.ต.ท.ทักษิณ ผู้ถูกกล่าวหา ปรากฏว่าเงินที่ใช้ซื้อหุ้นดังกล่าวก็เป็นทรัพย์สินของคุณหญิงพจมาน ผู้คัดค้านที่1 จึงเห็นได้ว่าคุณหญิงพจมานซึ่งเป็นคู่สมรสพ.ต.ท.ทักษิณ ก็ได้แสวงหาผลประโยชน?ร่วมกันกับพ.ต.ท.ทักษิณ ผู้ถูกกล่าวหา
ยึดเงิน4.6หมื่นล้านเป็นของแผ่นดิน
ส่วนการจะมีคำสั่งให้ทรัพย์ที่ได้จากการขายหุ้นชินคอร์ปฯตกเป็นของแผ่นดินจำนวนเท่าใด ก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับพ.ต.ท.ทักษิณ ด้วย เมื่อปรากฏว่าก่อนที่พ.ต.ท.ทักษิณจะดำรงตำแหน่งนายกฯเมื่อวันที่7ก.พ.44 จากการพิจารณาเอกสารเกี่ยวกับมูลค่าหุ้นพบว่า ขณะนั้นหุ้นชินคอร์ปฯมีราคาหุ้นสูงอยู่ที่213.09บาท และต่อมาเมื่อหุ้นชินคอร์ปได้มีการแตกพาร์จากหุ้นละ10บาทเหลือห้นพาร์ละ1บาท เท่ากับว่ามูลค่าหุ้น 213.09 บาทจะลดลงอยู่ที่21.309 บาท และเมื่อนำมาคิดคำนวณกับจำนวนหุ้นทั้งหมดขงชินคอร์ปที่ขายให้เทมาเส็กจำนวน 1,419,490,115หุ้น จะเป็นเงิน30,000 ล้านบาทเศษ
ดังนั้นการที่ศาลจะมีคำสั่งให้ทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดินก็จะต้องนำเงินจำนวน 30.000ล้านบาทเศษ ไปหักจากมูลค่าที่ขายหุ้นเทมาเส็กทั้งหมดมูลค่า69,000ล้านบาทเศษ คงเหลือมูลค่าการซื้อขายหุ้นที่ศาลจะมีคำสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินจำนวน 39,774,168,325.70บาท ศาลจึงมีมติด้วยเสียงข้างมาก มีคำสั่งให้เงินซื้อขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปฯ จำนวน 39,774,168,325.70บาท และเงินปันผลที่ได้จากการขายหุ้นทั้งหมดจำนวน 6,898,722,129บาท รวมเป็นเงินทั้งหมดจำนวน 46,373,687,454.70 บาท โดยศาลพิจารณาตามบัญชีทรัพย์สินที่อายัดไว้ในชั้นคตส.ของพ.ต.ท.ทักษิณ ผู้ถูกกล่าวหา คุณหญิงพจมาน นายพานทองแท้ นางสาวพิณทองทา นางสาวยิ่งลักษณ์ และนายบรรณพจน์ ผู้คัดค้านที่1-5 มีจำนวนเพียงพอที่จะบังคับคดีได้ หากไม่เพียงพอก็ให้บังคับจากทรัพย์สินอื่นของผู้ถูกกล่าวหาและผู้คัดค้านที่1-5ที่คตส.อายัดไว้แล้วและมีคำสั่งให้เพิกถอนการอายัดผู้คัดค้านที่ 7, 8, 14 ,17 และ 19 ที่คตส.มีคำสั่งเพิกถอนการอายัดทรัพย์แล้วรวมทั้งผู้คัดค้านรายอื่นด้วย
"องค์คณะผู้พิพากษาจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน ยังคงเป็นเจ้าของหุ้น ชินคอร์ปที่ขายให้กองทุนเทมาเส็ก 1,419 ล้านหุ้นเศษตามคำร้องของอัยการสูงสุดในระหว่างที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 2 วาระ"

รายละเอียดทรัพย์สิน4.6หมื่นล้าน
ทรัพย์สินที่มีชื่อนางสาวพินทองทา ชินวัตร เป็นผู้ครอบครอง ได้แก่ เงินฝากธนาคารและเงินลงทุน ดังต่อไปนี้
๑. ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขา ซอยอารี เลขที่บัญชี ๑๒๗-๒-๓๗๒๘๗-๙ จำนวนเงิน ๓,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (สามพันล้านบาทถ้วน)
๒ .ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาราชวัตร เลขที่บัญชี ๑๔๖-๒-๓๑๐๘๑-๒ จำนวนเงิน ๑,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งพันล้านบาทถ้วน)
๓. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาชิดลม เลขที่บัญชี ๐๐๑-๑-๕๕๑๘๘-๒ จำนวนเงิน ๓,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (สามพันล้านบาทถ้วน)
๔. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักรัชโยธิน เลขที่บัญชี ๑๑๑-๒-๔๑๕๒๔-๔ จำนวนเงิน ๓๑๑,๐๑๓,๐๙๕.๙๗ บาท (สามร้อยสิบเอ็ดล้านหนึ่งหมื่นสามพันเก้าสิบห้าบาทเก้าสิบเจ็ดสตางค์)
๕. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักรัชโยธิน เลขที่บัญชี ๑๑๑-๑-๑๒๖๓๑-๓ จำนวนเงิน ๑๓,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งหมื่นสามพันล้านบาทถ้วน)
๖. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักรัชโยธิน เลขที่บัญชี ๑๑๑-๑-๑๒๒๒๒-๐ จำนวนเงิน ๓,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท(สามพันล้านบาทถ้วน)
๗. บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนไทยพาณิชย์ จำกัด (SCBSFF) เลขที่บัญชี ๑๑๑-๘-๐๒๒๖๕๙๑-๖ จำนวนเงิน ๒๑๘,๘๒๓,๙๓๒.๖๐ บาท (สองร้อยสิบแปดล้านแปดแสนสองหมื่นสามพันเก้าร้อยสามสิบสองบาทหกสิบสตางค์)
"ทั้งสองร่วมกันก่อตั้งชินคอร์ปโดยผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้บริหาร ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการทรัพย์สินแม้ตอนขายหุ้นก็ยังจ่ายเงินแทน และผู้ถูกกล่าวหานำเงินมาคืนภายหลังแสดงให้เห็นว่ามีผลประโยชน์ร่วมกันตลอดมาเมื่อฟังได้ว่าเงินขายหุ้นได้มาโดยมิชอบ จึงไม่อาจอ้างเป็นสินสมรสได้
ทรัพย์สินที่มีชื่อนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นผู้ครอบครอง ได้แก่ เงินฝากธนาคารและเงินลงทุน ดังต่อไปนี้
๑. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาพหลโยธิน เลขที่บัญชี ๐๑๔-๑-๑๑๓๐๐-๙ จำนวนเงิน ๑๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งร้อยล้านบาทถ้วน)
๒. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาพหลโยธิน เลขที่บัญชี ๐๑๔-๒-๔๑๓๓๕-๕ จำนวนเงิน ๓๓,๕๐๒,๔๕๑ บาท (สามสิบสามล้านห้าแสนสองพันสี่ร้อยห้าสิบเอ็ดบาทถ้วน)
ทรัพย์สินที่มีชื่อนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ เป็นผู้ครอบครอง ได้แก่ เงินฝากธนาคารและเงินลงทุน ดังต่อไปนี้
๑. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักรัชโยธิน เลขที่บัญชี ๑๑๑-๒-๗๘๑๘๘-๑ จำนวนเงิน ๓๔๐,๐๒๑,๑๔๒.๐๒ บาท (สามร้อยสี่สิบ ล้านสองหมื่นหนึ่งพันหนึ่งร้อยสี่สิบสองบาทสองสตางค์)
๒. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักรัชโยธิน เลขที่บัญชี ๑๑๑-๑-๑๑๑๘๘-๙ จำนวนเงิน ๑,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งพันล้านบาทถ้วน)
๓. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักรัชโยธิน เลขที่บัญชี ๑๑๑-๑-๑๓๐๙๕-๖ จำนวนเงิน ๓,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (สามพันล้านบาทถ้วน)
๔. ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยถนนพหลโยธิน ๘ เลขที่บัญชี ๐๘๔-๓-๐๒๑๑๘-๙ จำนวนเงิน ๒๘๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท(สองร้อยแปดสิบล้านบาทถ้วน)
๕.ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยถนนพหลโยธิน ๘ เลขที่บัญชี ๐๘๔-๓-๐๒๑๘๗-๔ จำนวนเงิน ๒๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (สองร้อยล้านบาทถ้วน)
ทรัพย์สินที่มีชื่อคุณหญิงพจมาน ชินวัตร เป็นผู้ครอบครอง ได้แก่ เงินฝากธนาคารและเงินลงทุน ดังต่อไปนี้
๑. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักรัชโยธิน เลขที่บัญชี ๑๑๑-๒-๒๗๗๒๒-๒ จำนวนเงิน ๑๘๘,๐๓๗,๕๒๐.๗๕ บาท (หนึ่งร้อย แปดสิบแปดล้านสามหมื่นเจ็ดพันห้าร้อยยี่สิบบาทเจ็ดสิบห้าสตางค์)
๒.ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาชิดลม เลขที่บัญชี๐๐๑-๑-๕๕๐๒๑-๘ จำนวนเงิน ๑,๑๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งพันหนึ่งร้อยล้านบาทถ้วน)
๓. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักรัชโยธิน เลขที่บัญชี ๑๑๑-๑-๐๓๑๖๕-๗ จำนวนเงิน ๑๐๐,๓๖๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งร้อยล้านสาม แสนหกหมื่นบาทถ้วน)
๔. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักรัชโยธิน เลขที่บัญชี ๑๑๑-๑-๐๔๑๒๘-๘ จำนวนเงิน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท (ห้าล้านบาทถ้วน)
๕. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักรัชโยธิน เลขที่บัญชี ๑๑๑-๑-๐๔๑๒๙-๖ จำนวนเงิน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท (ห้าล้านบาทถ้วน)
๖.ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาซอยอารีสัมพันธ์ เลขที่บัญชี ๐๕๖-๒-๐๐๐๖๕-๑ จำนวนเงิน ๑,๗๘๒,๘๐๓.๘๗ บาท (หนึ่งล้านเจ็ด แสนแปดหมื่นสองพันแปดร้อยสามบาทแปดสิบเจ็ดสตางค์)
๗.ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาถนนสุขสวัสดิ์ เลขที่บัญชี ๑๖๔-๒-๒๘๓๘๘-๙ จำนวนเงิน ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (สิบล้านบาทถ้วน)
๘.ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาราชวัตร เลขที่บัญชี ๑๔๖-๐-๔๔๘๓๙-๐ จำนวนเงิน ๑๐,๒๘๔,๑๒๗.๘๔ บาท (สิบล้านสองแสนแปดหมื่นสี่ พันหนึ่งร้อยยี่สิบเจ็ดบาทแปดสิบสี่สตางค์)
๙.ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาสะพานควาย เลขที่บัญชี ๐๑๓-๒-๐๘๒๒๙-๙ จำนวนเงิน ๒๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (ยี่สิบล้านบาทถ้วน)
๑๐. ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยเพนนินซูล่า เลขที่บัญชี ๒๐๒-๓-๐๐๓๓๐-๐ จำนวนเงิน ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (สิบล้านบาทถ้วน)
๑ ๑.ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสะพานควาย เลขที่บัญชี ๑๐๘-๓-๐๙๗๖๑-๓ จำนวนเงิน ๑,๐๑๔,๘๗๗.๓๒ บาท (หนึ่งล้านหนึ่งหมื่นสี่พันแปดร้อยเจ็ดสิบเจ็ดบาทสามสิบสองสตางค์)
"ศาลจึงมีมติด้วยเสียงข้างมาก มีคำสั่งให้เงินซื้อขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปฯ จำนวน 39,774,168,325.70บาท และเงินปันผลที่ได้จากการขายหุ้นทั้งหมดจำนวน 6,898,722,129บาท รวมเป็นเงินทั้งหมดจำนวน 46,373,687,454.70 บาท ตเป็นของแผ่นดิน"
ทรัพย์สินที่มีชื่อนายพานทองแท้ ชินวัตร เป็นผู้ครอบครอง ได้แก่ เงินฝากธนาคารและเงินลงทุน ดังต่อไปนี้
๑. ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาซอยอารี เลขที่บัญชี ๑๒๗-๒-๓๗๓๔๒-๒ จำนวนเงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (สองพันล้านบาทถ้วน)
๒. ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาซอยอารี เลขที่บัญชี ๑๒๗-๒-๓๗๓๔๓-๐ จำนวนเงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (สองพันล้านบาทถ้วน)
๓. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาชิดลม เลขที่บัญชี ๐๐๑-๑-๕๕๒๓๒-๕ จำนวนเงิน ๑,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งพันล้านบาทถ้วน)
๔. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยเซ็นจูรี่ เลขที่บัญชี ๒๐๘-๑-๐๐๐๒๒-๙ จำนวนเงิน ๙๐๘,๓๘๔,๑๔๓.๘๓ บาท (เก้าร้อยแปดล้านสามแสนแปดหมื่นสี่พันหนึ่งร้อยสี่สิบสามบาทแปดสิบสามสตางค์)
๕. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักรัชโยธิน เลขที่บัญชี ๑๑๑-๒-๓๑๐๐๘-๘ จำนวนเงิน ๖,๑๔๐,๕๘๒.๓๑ บาท (หกล้านหนึ่งแสนสี่หมื่นห้าร้อยแปดสิบสองบาทสามสิบเอ็ดสตางค์)
๖. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักรัชโยธิน เลขที่บัญชี ๑๑๑-๑-๑๓๐๙๒-๒ จำนวนเงิน ๑๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งหมื่นล้านบาทถ้วน)
๗ .หน่วยลงทุนในบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนไทยพาณิชย์ จำกัด (SCBSFF) เลขที่บัญชี ๐๐๑-๘-๐๒๘๓๐๐๕-๗ จำนวนเงิน ๑,๒๑๘,๑๕๐,๖๘๔.๙๔ บาท (หนึ่งพันสองร้อยสิบแปดล้านหนึ่งแสนห้าหมื่นหกร้อยแปดสิบสี่บาทเก้าสิบสี่สตางค์)
ทรัพย์สินที่มีชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้ครอบครอง ได้แก่ เงินฝากธนาคาร ดังต่อไปนี้
๑.ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักรัชโยธิน เลขที่บัญชี ๑๑๑-๑-๑๒๖๓๒-๑ จำนวนเงิน ๔๖๔,๐๗๘,๔๓๑.๔๙ บาท (สี่ร้อยหกสิบสี่ ล้านเจ็ดหมื่นแปดพันสี่ร้อยสามสิบเอ็ดบาทสี่สิบเก้าสตางค์)
๒.ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาราชวัตร เลขที่บัญชี ๑๔๖-๐-๖๓๙๓๐-๓ จำนวนเงิน ๘๔,๔๐๒,๑๐๒.๒๙ บาท (แปดสิบสี่ล้านสี่แสนสองพันหนึ่งร้อยสองบาทยี่สิบเก้าสตางค์) |
|
|
| วันที่ 27/2/2010 |
|
|
|
 |
|
 |
|
 |
|
 |
| กฎกติกา
มารยาทก่อนแสดงความคิดเห็น |
| ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้เกียรติใช้บริการเว็บไซต์
แนวหน้า และก่อนแสดงความคิดเห็น โปรด
งดเว้นการใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น
กล่าวหาใส่ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบ
กระทั่งต่อสถาบันอันเป็นที่เคารพ ทั้งนี้ทุกความเห็นไม่เกี่ยวข้องกับ
ผู้ดำเนินรายการ เว็บไซด์ และไม่สามารถ
นำไปอ้างอิงทาง กฎหมายได้ พื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกติกาดังกล่าว
เราจำเป็นต้องตรวจสอบ กลั่นกรอง ข้อแสดงความคิดเห็นของท่าน
ตามความเหมาะสม ก่อนที่ความคิดเห็นของท่าน
จะถูกนำขึ้นแสดงต่อสาธารณะ |
|
|
|
 |
|
 |
ความคิดเห็นที่
2
 |
|
วันที่ 27/02/2010 23:28:07 IP
188.126.95.42 |
| Someone makes many things to complicated reall, so complex more..We're normal persons diffcult to understant really ! Oh ! wonderful ! 9 Judgments are best in meticulously really ! |
| Good Thais like the truth. |
|
ความคิดเห็นที่
1
 |
|
วันที่ 27/02/2010 20:42:57 IP
125.26.162.70 |
| ตีให้ตายอย่าให้ผุดได้เกิดเลยมึง |
| yyyyyyyyyyyyyyyyyy |
|
|
|
หน้า | 1 |
|
| |
|
|