537.jpg
คำต่อคำ'ปาฐกถาขายชาติ' 'สมเกียรติ' วิพากษ์ไร้สมอง

คำต่อคำ'ปาฐกถาขายชาติ' 'สมเกียรติ' วิพากษ์ไร้สมอง

วันพฤหัสบดี ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2556, 10.42 น.
Tag :

เมื่อวานนี้ (8 พ.ค.) ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล รองประธานกรรมการบริหารสายงานข่าวและรายการ สำนักข่าว Spring News ได้ทำการวิจารณ์ สุทรพจน์ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ณ ที่ประชุมระดับรัฐมนตรีประชาคมประชาธิปไตย ผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว และมีการนำออกมาเผยแพร่ทางโซเชี่ยลเนตเวิร์คกันอย่างแพร่หลาย โดยมีเนื้อหาที่ตัดมาบางส่วนบางตอน ดังนี้

การประชุมที่เกิดขึ้น ที่กรุงอูลานบาร์ตาร์ มองโกเลีย ไม่ใช่การประชุมในระดับผู้นำรัฐบาลในประเทศสมาชิก นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ไม่จำเป็นต้องร่วมประชุม เพียงแต่เจ้าภาพเชิญไปกล่าวสุนทรพจน์ นำประชุม มิใช่การร่วมประชุม


นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ประเมินคนทั้งโลก โดยมิได้ยกเว้นประเทศไทย ว่ามีส่วนในการต่อต้านและทำลายประชาธิปไตย แสวงหาความมั่งคั่ง เอาเปรียบประชาชน ซึ่งในความเป็นจริง ทักษิณ ชินวัตร ควรถูกจัดอยู่ในหมวดนี้ด้วย แต่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ไม่ได้หมายความเช่นนั้น

ที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ บอกว่า พม่าเป็นประชาธิปไตย แสดงว่านายกฯ มิได้รู้เรื่องการเมืองในพม่าจริง เพราะพม่ายังคงกันที่นั่งในวุฒิสภา และสภาผู้แทนฯ ให้ทหารอยู่ โดยที่ไม่ผ่านการเลือกตั้ง ที่สำคัญรัฐธรรมนูญในพม่ายังกันมิให้นางอองซาน ซูจี มิให้มีวันเป็นประธานาธิบดีได้เลย ด้วยการร่างกฏหมายความเกี่ยวดองกับคนต่างชาติจะไม่สามารถขึ้นดำรงตำแหน่งสูงสุดในประเทศได้

การที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์จะไปพูดขอให้ที่ประชุมแทรกแซงประเทศที่ไม่เป็นประชาธิปไตยในอาเซียน หรือทีไหนๆ ในโลกย่อมไม่ได้ เพราะข้อบังคับในกฎบัตรอาเซียนมิได้ให้รัฐสมาชิกทั้งสิบเป็นประชาธิปไตยเลย ใครจะเป็นหรือไม่เป็นประชาธิปไตยมากน้อยแค่ไหนอาเซียนจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวในกิจการภายในของแต่ละประเทศ

แต่ละประเทศก็มีการก่อร่างสร้างประชาธิปไตยในแบบของตน ในประเทศไทยก็เช่นกัน เมื่อมีการยึดอำนาจโดยอ้างเหตุผลว่าประชาธิปไตยล้มเหลว ยึดอำนาจได้แล้วก็สร้างกระบวนการประธิปไตยกันใหม่ ผิดบ้างถูกบ้าง ตามแต่การวิเคราะห์ แต่ท้ายสุดก็กลับมาสู่รูปแบบประชาธิปไตยในบริบทของสังคมไทยเท่าที่จะรับกันได้ แต่นายกฯ ยิ่งลักษณ์เห็นว่ามีพลังต่อต้านประชาธิปไตยอยู่ในประเทศไทยอย่างไม่เสื่อมถอยแม้ทุกวันนี้ โดยยกเรื่องเล่าจากประสบการณ์ของครอบครัวชินวัตรของตนมาให้ที่ประชุมรับฟัง สุนทรพจน์จากนี้ไปเป็นเรื่องส่วนตัวของครอบครัวชินวัตรโดยเน้นพี่ชายของนายกฯ เองว่าถูกทำลายและล้มอำนาจโดยพลังต่อต้านประชาธิปไตยในประเทศไทย

สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญจังหวัดสุพรรณบุรี  ปี 2540 ท่านหนึ่ง เคยเล่าว่า คุณทักษิณมีพฤติกรรมในการจัดตั้งคะแนนเพื่อตนเองโดยจ่ายเงินให้ผู้สมัครคนอื่นที่ตกลงว่าจะเป็นผู้ช่วยลงคะแนนให้นี้้ เปรียบได้ว่าเป็นการซื้อเสียงแบบหนึ่ง คุณทักษิณ ผู้เป็นพี่ชายนายกฯ ยิ่งลักษณ์มีพฤติกรรมไม่ส่งเสริมประชาธิปไตยแบบโปร่งใสมาแล้วดังปรากฏในปี 2540

พรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งสองครั้งจริงตามที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์กล่าวในสุนทรพจน์ แต่การทุจริตประพฤติมิชอบของคุณทักษิณผู้เป็นพี่ชายนายกฯ ยิ่งลักษณ์เป็นสาเหตุอย่างหนึ่งที่คณะทหารอ้างในการเข้ายึดอำนาจ เป็นลักษณะการใช้อำนาจการเมืองและการเงินแฝงมากับตราประทับความเป็นประชาธิปไตยจากการเลือกตั้ง

ถือว่าพี่ชายของนายกฯ ยิ่งลักษณ์มาจากการเลือกตั้งที่ถูกต้องชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญแน่นอน แต่คำภาษาอังฤษที่ใช้ควรจะเป็น “Constitutionally elected” ไม่ใช่ “rightfully elected” เพราะการเลือกตั้งในประเทศไทยมักจะมีการซื้อเสียงโดยนักการเมืองทุจริตและขายเสียงโดยประชาชนที่ขาดความภูมิใจในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

นายกฯ ยิ่งลักษณ์ใช้คำว่า “suffering” และบอกว่าตัวของท่านเองและครอบครัวของท่านได้รับ suffering แปลว่า “ต้องทุกข์ทรมาน” ทั่งที่ตามที่ปรากฏนายกฯ ยิ่งลักษณ์ และครอบครัว ไม่เห็นพบความทุกข์ทรมาน แต่หากจะหมายถึงคุณทักษิณ และครอบครัว ก็ไม่พบความทุกข์ทรมานเช่นกัน หากแต่ได้รับเพียงผลกระทบที่ถูกยึดทรัพย์ที่ศษลพิพากษาว่าได้มาโดยมิชอบเท่านั้น และการไปอยู่ต่างประเทศของพี่ชาย เขาก็เลือกไปเองโดยไม่กลับมา แล้วก็ได้ Skype มาบอกสมาชิกพรรคว่า อยู่ต่างประเทศสุขสบาย ไม่มีความทุกข์อะไร การใช้ชื่อครอบครัวตัวเองโดยเหมารวมทั้งตระกูลว่าได้รับผลกระถึงขั้น “ทุกข์ทรมาน” หรือ “suffering” จึงเกินความเป็นจริง

ไม่ปรากฎว่าโครงการต่างๆ ของ “พี่ชายของดิฉัน” ถูกยกเลิกตามที่นายกฯ อ้าง รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์สานต่อโครงการต่างๆ จนกลายเป็นประชานิยมแบบเดียวกับพี่ชายนายกฯ ด้วย จนเป็นเรื่องที่น่าตำหนิ สุนทรพจน์ช่วงนี้นายกฯ ยิ่งลักษณ์พูดไม่ถูก

ต่อเนื่องกันจากข้อ 9 เมื่อไม่มีการยกเลิกโครงการของพี่ชายนายกฯก็ไม่มีประเด็นเรื่องเสรีภาพประชาชนถูกยึด สมมุติว่าจะมีการยกเลิกโครงการประชานิยมบางโครงการ ก็หมายความเพียงยกเลิกโครงการ ไม่เกี่ยวกับการยึดสิทธิเสรีภาพอะไรของใครเอาไปทิ้งที่ไหน

รัฐบาลไทยสมัยนายกฯ อภิสิทธิ์ มิได้ “กำจัดกวาดล้างขบวนการเสื้อแดง” ตามที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์กล่าวหา แต่เป็นการทำหน้าที่ตามอำนาจที่มีอยู่ตามกฎหมายจัดการกับการชุมนุมที่ไม่เป็นไปตามหลักประชาธิปไตย ก่อความไม่สงบในที่สาธารณะ เป็นการชุมนุมที่ใช้ความรุนแรง มีอาวุธในรูปแบบต่างๆ เป็นอันตรายต่อความสงบสุขสาธารณะในสังคมที่ควรเคารพหลักประชาธิปไตย

การซุ่มยิง หรือไม่ซุ่มยิงเป็นพฤติกรรมที่ปรากฎรับเป็นความจริงได้ แต่การซุ่มยิงหรือแอบซ่อนเพื่อทำร้ายผู้อื่นนั้นทำกันทั้งสองฝ่าย และการทำร้ายร่างกายกันต่อหน้าก็มีปรากฏกระจายทั่วในเวลานั้น เป็นหน้าที่รัฐบาลนายกฯ ยิ่งลักษณ์จะต้องเร่งกระบวนการสอบสวนหาความจริงให้ถ่องแท้ เพราะ “นางสาวยิ่งลักษณ์” เป็น ฯพณฯ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ของคนไทยทั้งประเทศ ทั้งทีถูกกระทำและกระทำ มิได้เป็นเพียงน้องสาวของพี่ชายชื่อทักษิณ ชินวัตร เท่าทั้น 

คำว่า “ถูกบดขยี้” แปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษว่า “crushed” เป็นการใช้คำที่รุนแรงมาก ใช้ได้กับ “กองทัพนาซีเข้าบดขยี้ยุโรป”  ไม่เหมาะสมที่จะมาใช้อธิบายการปราบการจราจลหรือการก่อเหตุร้ายโดยผู้ชุมนุมบนท้องถนนในประเทศไทย เพราะไม่มีการบดขยี้ใครที่ไหน  มีแต่การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ผิดบางถูกบ้างแล้วแต่จะคิดหรือสืบค้นความจริง มีการ “กระชับพื้นที่” และการ “ยิงตอบโต้” กัน การใช้คำว่า “crushed” นั้นไม่เหมาะสม เป็นการแสดงอารมณ์ และกล่าวร้ายการทำงานของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ของนายกฯ อภิสิทธิ์ในครั้งนั้นอย่างไม่เป็นธรรม เป็นการให้ร้ายทางวจีกรรม

นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ใช้คำว่า “นักโทษการเมือง” ไม่ได้ ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มสีไม่ใช่เรื่องอุดมการณ์ทางการเมือง แต่เป็นความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ มุมมอง ความคิด เชิงนโยบายของกลุ่มพรรคหรือการปกป้องและต่อต้านผู้นำของคนเสื้อแดง ประเทศไทยไม่มีนักโทษการเมืองตามคำนิยามสากลนี้ ถ้าจะมีก็มีนักโทษที่ทำกิจกรรมทางการเมืองแล้วต้องข้อหาคดีอาญา หากใครถูกจับกุมคุมขังต้องรับโทษเพราะความคิดทางการเมืองก็ถือได้ว่าเป็น “นักโทษการเมือง” ถ้านายกฯ ยิ่งลักษณ์คิดว่ามีนักโทษการเมืองอยู่ในประเทศไทย ก็จะต้องหาทางจัดการให้ความเป็นธรรมกับนักโทษเหล่านั้นโดยเร่งด่วนทันที จะไปเล่าเรื่องที่ควรทำได้แต่ไม่ทำให้ชาวต่างชาติฟังเฉยๆไม่ได้ และควรกลับมาบอกคนไทยด้วยว่าจะช่วยเหลือกันอย่างไร

การจัดการเลือกตั้งครั้งนั้นเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เรื่อง “จำต้องทำ” ด้วยถูกใครบังคับ

นายกฯ ยิ่งลักษณ์กล่าวหาพรรคประชาธิปัตย์และใครอื่นก็ตามที่เกี่ยวข้องโดยไม่เอ่ยชื่อว่า มีการเตรียมการโกงการเลือกตั้ง ข้อกล่าวหานี้เป็นเรื่องที่ผู้ถูกกล่าวหาจะจัดการแก้ข้อกล่าวหานี้เอาเอง การกล่าวหาผู้อื่นเช่นนี้ไม่เหมาะสมสำหรับผู้เป็นนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะการกล่าวหาโดยไม่มีหลักฐานยืนยัน และกล่าวต่อหน้าที่ประชุมนานาชาติ

นายกฯ ยิ่งลักษณ์และพรรคของท่านได้รับเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงข้างมากถูกต้องสมบูรณ์ มีความชอบธรรมในการบริหารประเทศและแก้ปัญหาทั้งหลายที่ท่านเล่าให้ชาวต่างชาติฟังได้ และควรแก้มากว่าปีแล้ว แต่ยังไม่ได้แก้ จึงมีเรื่องให้บ่นบอกกับชาวต่างชาติมากมาย

ไม่ปรากฏว่ามีกลุ่มใดในประเทศไทยต่อต้านประชาธิปไตย มีกลุ่มไม่พอใจรัฐธรรมนูญบางมาตรา (กลุ่มนายกฯและรัฐบาล), มีคนไม่เอารัฐธรรมนูญทั้งฉบับและอยากให้ร่างใหม่หมดทั้งฉบับ (ผมเอง), มีกลุ่มต้องการระบบสาธารณรัฐ, มีกลุ่มต้องการรูปแบบการเมืองการปกครองที่แตกต่างหลากหลาย แต่ทั้งหมดไม่ใช่การต่อต้านประชาธิปไตย แต่เป็นความต้องการประชาธิปไตยในรูปแบบที่ต่างกันเท่านั้น

รัฐธรรมนูญปัจจุบันไม่ได้ร่างโดยรัฐบาลคณะรัฐประหาร ถ้าจะกล่าวสุนทรพจน์ให้ถูกต้อง ต้องกล่าวว่ารัฐธรรมนูญร่างโดยคณะผู้ร่างที่จัดตั้งโดยฝ่ายทหารผู้ยึดอำนาจ รัฐบาลไม่เกี่ยว สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (ที่ผมเป็นสมาชิกอยู่ด้วย) ก็ไม่มีส่วนร่วมร่างรัฐธรรมนูญ เรื่องนี้นายกฯ ยิ่งลักษณ์พูดผิด

ถูกต้องที่นายกฯ พูดว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันสร้างกลไกจำกัดประชาธิปไตยจำนวนมากรวมทั้งกลไกการตั้งองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระ จึงควรที่รัฐบาลนายกฯ ยิ่งลักษณ์จะได้จัดการแก้ไขโดยร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ตามที่ผมเสนอไว้นานแล้ว แม้เท่าที่รัฐบาลและผู้แทนราษฎรฝ่ายรัฐบาลกำลังขอแก้รัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราอยู่ในเวลานี้ ก็มิได้ใส่ใจที่จะแก้ไขมาตราที่ว่าไม่เป็นประชาธิปไตย นายกฯ ยิ่งลักษณ์และพรรคเพื่อไทยของท่าน กับมวลชนเสื้อแดงของท่านก็ไม่สนใจที่จะเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ไม่สนใจความไม่เป็นประชาธิปไตยในรัฐธรรมนูญอย่างจริงจังเลย

นายกฯ ยิ่งลักษณ์ไม่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องวุฒิสภาเลย องค์ประกอบของวุฒิสภาเป็นความหลากหลายตามบริบทประชาธิปไตยของแต่ละสังคม ไม่ใช่ความเลวร้ายที่ต้องถูกประจานให้ชาวโลกเย้ยหยัน เพราะชาวโลกจะเข้าใจและอาจส่งผลให้เย้ยหยันสวนทิศทาง

องค์กรของรัฐที่เป็นอิสระเกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญ โดยมีจุดมุ่งหมายแบ่งใช้อำนาจรัฐเพื่อประชาชน ด้วยเหตุที่อาจมีรัฐบาลที่ไม่เป็นธรรม รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอาจทุจริตเห็นแต่ประโยชน์ตนเองเหนือประโยน์ประชาชนได้

เวลาบริหารประเทศผ่านไปกว่าปี นายกฯ ยิ่งลักษณ์ยังไม่มีนโยบายและแผนงานการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาเรื่องประชาธิปไตยในสถานศึกษาและหลักสูตรการศึกษาสาธารณะแต่อย่างใด แม้การแสดงความคิดเห็นในที่สาธารณะของกลุ่มผู้สนับสนุนนายกรัฐมนตรีที่ท่านนายกฯ เรียกว่า “พวกเสื้อแดง” ก็ยังขาดการศึกษาและวัฒนธรรมประชาธิปไตย เรื่องนี้ยังไม่ควรตำหนินายกฯ มากนัก เพราะเป็นครั้งแรกในชีวิตการเป็นนายกรัฐมนตรีที่นายกฯ พูดเรื่องประชาธิปไตยด้วยความห่วงใยและปราถนาดีและคิดหาทางสร้างประชาธิปไตยด้วยการศึกษาเป็นเครื่องมือนำทาง นายกพูดด้วยตัวเองด้วย! นายกฯ จะเริ่มทำเมื่อไรจะเฝ้าติดตามด้วยความสุขใจ หากยังไม่ทำก็จะเฝ้ารอคอยด้วยความทุกข์ใจ

ช่วงนี้นายกฯ ยิ่งลักษณ์ย้ำกับชาวต่างชาติ 106 ประเทศในที่ประชุมที่อูลันบาตอร์ว่ามีกระบวนการต่อต้านประชาธิปไตยอยู่ในประเทศไทย ขอร้องประเทศสมาชิกประชาคมประชาธิปไตยทั้งหลายในที่ประชุมได้โปรดร่วมมือกับท่านกดดันกลุ่มต่างๆ และไม่ยอมคบค้าสมาคมด้วยกับกลุ่มคนไทยที่สร้างขบวนการต่อต้านขัดขวางประชาธิปไตยในประเทศไทยที่ว่านั้นด้วย  นายกฯยิ่งลักษณ์มิได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับกลุ่มคนไทยที่ท่านกล่าวถึงนี้ว่าเป็นใคร แต่ก็แสดงว่านายกฯ ยิ่งลักษณ์มีหลักฐานจึงกล้าบอกชาวต่างชาติว่ามีกลุ่มต่อต้านประชาธิปไตยในประเทศไทยจริง แถมท่านยังขอความช่วยเหลือจากชาวต่างชาติในที่ประชุมให้ช่วยจัดการกดดันร่วมกับท่านด้วย ส่วนผมไม่เห็นว่าจะมีกลุ่มที่ว่านี้จริงตามที่นายกฯพูด

ตอนท้ายสุนทรพจน์ นายกฯ ยิ่งลักษณ์เตือนที่ประชุมว่าท่านกำลังพูดเรื่องครอบครัวของท่านเป็นสำคัญ โดยกลับมาใช้คำว่า “ทุกข์ทรมาน” หรือ “sufferings” อีกครั้งหนึ่ง แต่คราวนี้เติม “s” ให้เป็นพหูพจน์ ทำให้ได้ข้อสังเกตุว่า “ทุกข์ทรมาน” ไม่ใช่แค่ “ผลกระทบ” นั้นมากๆๆๆ เพราะเริ่มที่ทุกข์ทรมานส่วนตัวของครอบครัวของท่านนายกยิ่งลักษณ์เองก่อนอื่น (ดูลำดับความทุกข์ทรมานในประโยค) แล้วตามด้วยทุกข์ทรมานของผู้อื่น คือครอบครัวของผู้รับเคราะห์กรรมทางการเมือง ตามด้วยทุกข์ทรมานของครอบครัวผู้เสียชีวิต 91 ครอบครัว การเขียนสุนทรพจน์แบบลำดับให้ความสำคัญครอบครัวนายกฯ มาก่อน ตามด้วยครอบครัวของประชาชนที่ถูกคุมขัง ต่อท้ายด้วยครอบครัวผู้เสียชีวิต 91 ครอบครัว เป็นความใจร้ายและเห็นแก่ตัวของสุนทรพจน์ นายกฯ ควรแก้ลำดับครอบครัวใหม่ เอาข้างท้ายขึ้นข้างหน้า และเอาครอบครัวของนายกฯเองไว้ท้ายสุด เพราะสุนทรพจน์ครั้งนี้เป็นเรื่อง “ทุกข์ทรมาน” ของครอบครัวของนายกฯ กับครอบครัวของพี่ชายนายกฯ และครอบครัวประชาชนที่สนับสนุนพี่ชายนายกฯ

การเสียชีวิตหรือการ “นองเลือด” (ตามคำที่นายกฯเลือกใช้) ที่เกิดท่ามกลางการชุมนุมที่ใช้ความรุนแรงและไม่เป็นตามวิถีประชาธิปไตย ย่อมเกิดขึ้นได้อีก ถ้าประชาชนไม่มีการศึกษาและวัฒนธรรมประชาธิปไตย รัฐบาลนายกฯ ยิ่งลักษณ์ต้องเร่งทำเรื่องการศึกษาว่าด้วยประชาธิปไตยให้รวดเร็วและกว้างขวาง

สมเกียรติ อ่อนวิมล
8 พฤษภาคม 2556

สามารถอ่านฉบับเต็มได้ที่ “คำวิจารณ์ สุนทรพจน์นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประเทศมองโกเลีย”

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top