คอลัมน์การเมือง

กรณี‘หญิงสติไม่ดี’เตะพระบรมฉายาลักษณ์

 

มีเรื่องๆ หนึ่ง ที่คนไทยและเจ้าหน้าที่ผู้รักษากฎหมายต้องไม่ปล่อยให้เงียบหายไป นั่นคือกรณีที่ผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งตำรวจรีบสรุปรวดเร็วเหลือเกินว่าเธอ “สติไม่ดี” บังอาจใช้เท้าเตะไปที่ “พระพักตร์” ขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีผู้อัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์นี้มา ขณะร่วมให้กำลังใจและปกป้องการทำหน้าที่ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่หน้าศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา

โดยในเวลาประมาณ 9.30 น. มีกลุ่มมวลชนหลากหลายกลุ่มจำนวนกว่า 400 คน ประกอบด้วย กลุ่มเสื้อหลากสี กลุ่มกองทัพธรรมกลุ่มกองทัพปลดแอกประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติ เดินทางมาร่วมสนับสนุนและให้กำลังใจตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

 

ปรากฏว่าเกิดเหตุวุ่นวายขึ้นระหว่างที่กลุ่มกองทัพปลดแอกประชาชนเพื่อประชาธิปไตย อัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาให้สื่อมวลชนร่วมบันทึกภาพ ได้มีสตรีสูงอายุคนหนึ่ง ทราบชื่อภายหลังคือ “นางฐิตินันท์ แก้วจันทรานนท์”
อายุ 64 ปี ได้เดินฝ่าฝูงชนเข้ามา ตรงไปยังผู้ที่อัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์ ก่อนที่จะแสดงท่าทีไม่เหมาะสมต่อพระบรมฉายาลักษณ์ จึงสร้างความไม่พอใจให้กับกลุ่มผู้ชุมนุมและกรูเข้ามาทำร้ายร่างกาย พร้อมกับเสียงด่าทอ แต่นางฐิตินันท์กลับหัวเราะชอบใจ ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่รักษาความปลอดภัยบริเวณนั้นได้เข้าระงับเหตุ ก่อนนำตัวนางฐิตินันท์ไปสงบสติอารมณ์ที่ป้อมตำรวจ

ระหว่างการควบคุมตัว เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สอบถามนางฐิตินันท์ ถึงสาเหตุที่เดินทางมายังศาลรัฐธรรมนูญ นางฐิตินันท์ตอบว่า “ตั้งใจจะมาเหยียบหน้าวสันต์ (สร้อยพิสุทธิ์) ประธานศาลรัฐธรรมนูญ”

พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ผู้หญิงคนดังกล่าวเป็น “หญิงสติไม่ดี” ที่มีความฝักใฝ่ในเรื่องการเมือง แต่การออกมาครั้งนี้ไม่น่าจะมีใบสั่ง หรือถูกว่าจ้างมา

พล.ต.ต.ปริญญา จันทร์สุริยา รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวว่า เบื้องต้นผลการสอบสวนพบว่าน่าจะเป็นคนวิกลจริต
ซึ่งญาติได้นำหลักฐานการรักษาที่โรงพยาบาลประสาทมาแสดงต่อทางพนักงานสอบสวน ทั้งนี้ หากพบว่าเป็นคนวิกลจริตจริง
คงดำเนินคดีไม่ได้

เมื่อถามว่า จะปล่อยให้เรื่องเงียบไปหรือไม่ หากผู้หญิงคนนี้เกี่ยวข้องกับคนเสื้อแดงและคนในรัฐบาล รอง ผบช.น. กล่าวว่าไม่เกี่ยวว่าใครจะมีอำนาจอย่างไร ซึ่งพนักงานสอบสวนกำลังดำเนินการสอบสวนอยู่ว่ากระทำผิดอย่างไร ข้อหาใด ถ้าแจ้งข้อหาได้จะแจ้งข้อหา แต่ถ้าเป็นบุคคลที่ไม่สมประกอบยังไม่สามารถรับทราบข้อกล่าวหาได้เอง ก็ต้องส่งไปบำบัดรักษา บำบัดรักษาเสร็จจึงจะแจ้งข้อหาดำเนินคดีว่าจะผิดฐานใด ตามกฎหมายใด ข้อหาใด

ผู้สื่อข่าวถามว่า ตำรวจทราบหรือไม่ว่า นางฐิตินันท์ใช้เฟซบุ๊ค และมีพฤติกรรมจาบจ้วงสถาบันผ่านเฟซบุ๊ค รวมถึงยังชื่นชอบ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.เกษตรฯและแกนนำคนเสื้อแดงอีกหลายคน พล.ต.ต.ปริญญากล่าวว่า ต้องเป็นเรื่องของการสอบสวน

เมื่อถามว่า หากตำรวจตั้งสมมุติฐานตั้งแต่ต้นว่าเป็นคนวิกลจริตไปแล้วจะส่งผลต่อรูปคดีอย่างไร พล.ต.ต.ปริญญากล่าวว่า
การสอบสวนพบว่ามีการรักษาตัวที่โรงพยาบาลประสาท ซึ่งทุกอย่างมีขั้นตอน โดยจะมีการส่งตัวไปตรวจสอบสภาพจิตที่โรงพยาบาลประสาท ทว่าสามารถจะดำเนินคดีอย่างหนึ่งอย่างใดได้หรือไม่ ต้องรอหารือก่อน จะมีขั้นตอนอยู่แล้ว ขณะนี้พนักงานสอบสวนรับตัวไปแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ประวัติการรักษาที่มีการอ้างถึงเป็นช่วงเวลาไหนที่นางฐิตินันท์ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล รอง ผบช.น.กล่าวว่า ญาติแจ้งว่าเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ทราบว่าเหตุผลที่ทำให้เกิดอาการป่วยทางจิตคืออะไร ต้องให้หมอเป็นผู้วินิจฉัย

ต่อข้อถามว่า พฤติกรรมลักษณะนี้หากไม่มีปัญหาเรื่องสภาพจิตบทลงโทษจะเป็นอย่างไร พล.ต.ต.ปริญญากล่าวว่า ก็ต้องเป็นไปตามผลการสอบสวนว่าจะเข้าข้อกฎหมายใด พนักงานสอบสวนจะเป็นผู้พิจารณา

เมื่อถามย้ำว่า พฤติกรรมที่กระทำมิบังควรต่อพระบรมฉายาลักษณ์ขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถือว่ามีความผิดอย่างไร พล.ต.ต.ปริญญา ตอบเลี่ยงว่า ให้เป็นเรื่องของพนักงานสอบสวน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในเฟซบุ๊คของนางฐิตินันท์ นอกจากคลิกไลค์นายณัฐวุฒิแล้วยังเป็นเพื่อนกับนายขวัญชัย ไพรพนา และนายอดิศร เพียงเกษ ด้วย สิ่งเหล่านี้ตำรวจจะรวบรวมเป็นส่วนหนึ่งในหลักฐานเพื่อพิจารณาในคดีนี้ด้วยหรือไม่ รอง ผบช.น.กล่าวว่า ตำรวจก็คงต้องพิจารณาหมด การสอบสวนไปถึงไหน มีอะไรที่ไปเกี่ยวข้อง อะไรที่จะเกี่ยวพันตามการรวบรวมพยานหลักฐานก็เป็นเรื่องของพนักงานสอบสวน

เมื่อถามว่า จะปล่อยให้เรื่องเงียบไปหรือไม่ หากผู้หญิงคนนี้เกี่ยวข้องกับคนเสื้อแดงและคนในรัฐบาลที่มีอำนาจ พล.ต.ต.ปริญญา กล่าวว่า ไม่เกี่ยว เป็นเรื่องของพนักงานสอบสวนไม่เกี่ยวว่าใครจะมีอำนาจอย่างไร ซึ่งพนักงานสอบสวนกำลังดำเนินการสอบสวนอยู่ว่าเขากระทำผิดอย่างไร ข้อหาใด ถ้าแจ้งข้อหาได้ ก็จะแจ้งข้อหา แต่ถ้าเป็นบุคคลที่ไม่สมประกอบยังไม่สามารถรับทราบข้อกล่าวหาได้เอง ก็ต้องส่งไปบำบัดรักษา บำบัดรักษาเสร็จจึงจะแจ้งข้อหาดำเนินคดีว่าจะผิดฐานใด ตามกฎหมายใด ข้อหาใด

ผู้สื่อข่าวถามว่า ปกติคดีที่เกี่ยวข้องกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพจะเป็นความรับผิดชอบของดีเอสไอ คดีนี้จะมีการโอนไปที่ดีเอสไอหรือไม่ รองผบช.น. กล่าวว่า ตำรวจจะรวบรวมพยานหลักฐานเบื้องต้นจนพบว่ามีความผิดก่อน สามารถดำเนินคดีได้อย่างไร เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนจะพิจารณา

เมื่อถามว่า พฤติกรรมเช่นนี้คิดว่าเป็นการเหยียบย่ำหัวใจคนไทยหรือไม่ พล.ต.ต.ปริญญาเลี่ยงตอบว่า เป็นหน้าที่พนักงานสอบสวน ถ้าพยานหลักฐานปรากฏว่าอย่างไรก็ดำเนินการตามนั้น

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในฐานะที่ท่านเป็นตำรวจจะบอกกับประชาชนอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบในการกระทำความผิด รอง ผบช.น. กล่าวอย่างมีอารมณ์ว่า “คุณอย่ามาถามนำผมอย่างนี้สิ ผมตอบคำถามคุณว่าการรวบรวมพยานหลักฐานเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวน นี่คุณกำลังจะให้ผมตอบอะไรมีเหตุผลอะไรมาถามผมอย่างนี้”

ผู้สื่อข่าวถามย้ำอีกครั้งว่า เรียนถามท่านในฐานะที่ท่านเป็นตำรวจจะบอกกับประชาชนอย่างไรไม่ให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบในการกระทำความผิด พล.ต.ต.ปริญญา กล่าวอย่างมีอารมณ์ อีกครั้งว่า

“คุณอย่ามาถามผมอย่างนี้ จะมาทำให้ผมตอบคำถามตามที่คุณต้องการหรือ ผมก็บอกแล้วว่ากำลังตรวจสอบสุขภาพจิตเขาอยู่ ถ้าเขาเป็นคนโรคจิตคุณจะให้เขาเป็นอะไร ผมถามดูเรื่องนี้หมอจะวินิจฉัย ถ้าเขากระทำผิดพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาดำเนินคดีไปตามอำนาจหน้าที่ปกติ”

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า มีความเข้าใจเกี่ยวกับคดีนี้แล้ว เพียงแต่อยากให้ท่านในฐานะที่เป็นตำรวจได้แสดงความเห็นเพื่อบอกกับประชาชนไม่ให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบในลักษณะที่ไม่บังควร รอง ผบช.น. กล่าวว่า “ผมตอบคุณเท่านี้ เรื่องแบบนี้เป็นความเห็นส่วนตัวผม ผมไม่ตอบ ผมจะตอบตามอำนาจหน้าที่ของผมเท่านั้น”

ผมเองมีความเห็นต่อเรื่องนี้ว่า

1.เป็นการกระทำที่เลวทรามมาก ในความรู้สึกของคนที่มีความรักและเทิดทูนต่อพระเจ้าแผ่นดิน

2.การกระทำหยามหมิ่นต่อพระบรมฉายาลักษณ์ มีความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 อย่างแน่นอน ความผิดนี้
ไม่จำเป็นต้องมีผู้แจ้งความเลย เพราะเป็นการกระทำซึ่งหน้า
เจ้าหน้าที่ตำรวจมีพยานรู้เห็นการกระทำจำนวนมาก

3.การอ้างในทันทีและตำรวจรับสมอ้างในทันที ว่าผู้หญิงคนนี้ “วิกลจริต” หรือ “ไม่สมประกอบ” ยังฟังไม่ขึ้น เพราะดูจากการแต่งหน้า ทำผม แต่งตัว และการเลือกเครื่องประดับแล้ว เธอดูสมประกอบดี พิถีพิถันเสียด้วย ตลอดจนกิริยาที่เดินฝ่าฝูงชนเข้ามากระทำการดังกล่าว ก็ตั้งใจอย่างชัดแจ้ง แถมต่อปากต่อคำกับประชาชนที่ต่อว่าด่าทออย่าง “หญิงสมประกอบปากดี” คนหนึ่งเลยล่ะ

4.ตำรวจต้องมีความตั้งใจจะบังคับใช้กฎหมายให้มากกว่านี้นี่เป็นคดีความผิดต่อแผ่นดิน เพราะจากข้อมูล ดูตำรวจจะทำหน้าที่ทนายแก้ต่างให้จำเลยเสียก่อนแล้ว แทนที่จะรีบเร่งสอบพยานผู้รู้เห็นซึ่งมีเป็นร้อยๆ ปากในที่เกิดเหตุ ก่อนที่พวกเขาจะแยกย้ายกันไป และลืมเลือนรายละเอียดของเหตุการณ์

5.การนำใบรับรองแพทย์มาแสดง ดูจะฉับพลันทันทีไปหรือไม่ และได้พิสูจน์ไหม ว่าผู้หญิงคนนี้มีสติไม่ดีตามอ้างเพราะความสามารถในการเดินทางมาศาล ตั้งใจมาเหยียบหน้าประธานศาล (ซึ่งเข้าข่ายหมิ่นศาล) และการเล่นเฟซบุ๊ค ซึ่งก็พัวพันกับเครือข่ายคนไม่เคารพเจ้า ก็สะท้อนความสามารถและสันดานของนางได้ทางหนึ่งด้วย

6.ปวงชนชาวไทย โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ ควรไปแจ้งความซ้ำอีกทุกๆ คน เพื่อให้ตำรวจทำหน้าที่สอบสวนเรื่องนี้ให้โปร่งใส อย่าเอาแต่ก่นด่าสาปแช่ง เพราะไม่เกิดประโยชน์อะไร ในเมื่อบ้านเมืองมีกฎหมายป้องกันการดูหมิ่น หมิ่นประมาท แสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อองค์พระมหากษัตริย์ และพระราชินี ประชาชนควรทำหน้าที่พลเมืองดี ตามกฎหมายข้อนี้ ไม่ใช่ทำหน้าที่ทางไสยศาสตร์ สาปแช่ง

7.มีผู้หวั่นเกรงกันว่า จะเกิดลัทธิเอาอย่าง หากตำรวจและประชาชนที่ประสบเหตุไม่เอาจริงเอาจัง ช่างภาพสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่ง สะท้อนความกังวลว่า ตำรวจมักทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ อย่างเช่น ก่อนหน้านี้ มีการปาขวดน้ำไล่หลังขบวนเสด็จอย่างน้อยๆ 2 ครั้ง แต่ก็ปล่อยให้เหตุการณ์ผ่านไป จนเกิดความย่ามใจ ได้ใจ หรือไม่?

8.นี่เป็นผลพวงจากการปลุกปั่นยุยงให้คนชิงชังสถาบันพระมหากษัตริย์ และขาดความเคารพในกฎหมายที่มีอย่างเห็นได้ชัด

9.เรื่องหญิงคนนี้ ชอบใจ คลิกไลค์ หน้าเพจของแกนนำเสื้อแดง เช่น ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, อดิศร เพียงเกษ ฯลฯ ผมถือว่าเป็นสิทธิ เป็นความรักความชอบของพวกเขา แต่อย่าสุมหัวกันทำผิดกฎหมาย หรือยุยงกันให้ไปทำละเมิดกฎหมายก็พอ เพียงแต่ว่า พฤติกรรมของบางคน อาจเป็นบริบทแวดล้อมที่บ่งชี้ทัศนคติของเธอได้ เช่น อดิศร ก็เพิ่งเคยพูดว่าอยากให้สถาบันเป็นแค่สัญลักษณ์เหมือนในหลายๆ ประเทศ

10.มีการควบคุมตัวผู้หญิงคนนี้ไว้หรือไม่ หรือหากปล่อยตัว ปล่อยไปด้วยเหตุผลใด ในเฟซบุ๊คของเธอ ระบุการเดินทางไปต่างประเทศวันที่ 17 กรกฎาคมนี้ ซึ่งถ้าจริงมีการห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักรแล้วหรือไม่

ทั้งหมดนี้ ผมหวังอย่างเดียว คือหวังว่าเรื่องนี้จะไม่เงียบหายไป โดยที่คนไทยยังอ้างว่ารักในหลวง แต่เมื่อถึงคราวต้องปกป้องและเอาผิดให้จริงจัง กลับงอมืองอเท้า ไม่ดำเนินการ

โดยเฉพาะตำรวจ กระบวนการสอบสวนต้องจริงจัง เปิดเผย และแถลงความคืบหน้าให้สาธารณชนรับทราบ อย่าอุบอิบ อ้อมแอ้ม และทำเป็นอารมณ์เสีย เวลาที่นักข่าวเขาถามคำถาม

กฎหมายต้องเป็นกฎหมาย ไม่ว่า “อีบ้า” ที่ไหน ก็ไม่มีสิทธิละเมิด!!

 
 


เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี