คอลัมน์การเมือง

พม่าจะทุบสถูปเจ้าฟ้าอุทุมพร?

สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org รายงานว่า  สังคมออนไลน์ เฟซบุ๊คได้เผยแพร่ข่าวจากสื่อ THE IRRAWADDY (http://www.irrawaddy.org/archives/9398#.UAZXkxuSKwk.facebook)ว่า รัฐบาลพม่ากำลังจะทุบพระสถูปสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร ซึ่งบรรจุพระบรมอัฐิของสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร (ขุนหลวงหาวัด) พระมหากษัตริย์ยุคเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ที่ถูกควบคุมพระองค์ ไปยังพม่าและสิ้นพระชนม์ที่เมืองมัณฑะเลย์ใน พ.ศ.2339

                โดยรัฐบาลพม่าจะล้างป่าช้าอันเป็นที่ตั้งของสถูปเพื่อพัฒนาพื้นที่  โดยสำนักข่าวอิศราอ้างสังคมโซเชี่ยลมีเดียว่า มีความเห็นว่า นับเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่ง และเรียกร้องให้รัฐบาลไทย  หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนนักโบราณคดีและนักประวัติศาสตร์ไทยควรให้ความสนใจเรื่องนี้  และยับยั้งการทุบทำลายพระบรมสถูปสมเด็จพระเจ้าอุทุมพรดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่ามีคุณทางทางประวัติศาสตร์ไทย

                ต่อมา 27 ก.ค. 2555 นางสุกุมล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม กล่าวกับสำนักข่าวอิศราว่า เพิ่งทราบเรื่องนี้จากสื่อ ขอรวบรวมข้อเท็จจริง ก่อนหารือผู้เกี่ยวข้อง หากพบเป็นความจริง จะขอให้กระทรวงการต่างประเทศประสานไปยังทางการพม่า ขอพูดคุยว่า จะทำอย่างไรกับพระสถูปดังกล่าวแทนทุบทิ้งได้บ้าง

                “คงต้องขอเวลาให้ข้าราชการรวบรวมข้อเท็จจริงเสนอมายังดิฉันก่อน หากเป็นความจริงก็ต้องหาทางพูดคุยกับทางการพม่าเพื่อดูว่าจะทำอย่างไรได้บ้าง”

                ผมติดตามข่าวนี้ตั้งแต่สังคมออนไลน์เริ่มแตกฮือและวิพากษ์โจษจันด้วยความเป็นห่วง ทั้งได้เขียนท้วงติงในเฟซบุ๊ค“ปู จิตกร บุษบา” ตลอดจนโพสความคิดเห็นในหน้าเพจ “สายตรงภาคสนาม” ซึ่งมีความแตกตื่นเรื่องนี้มากที่สุดว่า เท่าที่ผมเคยไปดูมา พร้อมบรรดานักวิชาการจากกรมศิลปากรเมื่อสัก 2 ปีมาแล้ว ข้อสรุปของพวกเราตรงกันว่า ไม่มีอะไรบ่งชี้เลยว่า จะเป็นสถูปบรรจุพระบรมอัฐิเจ้าฟ้าอุทุมพร ทั้งรูปแบบสถูป ก็ไม่มีอะไรที่ดูเป็นสยาม บันทึกก็ไม่มี มีแต่คำบอกเล่าเคล้าธุรกิจการท่องเที่ยว

                ก่อนอื่น มาเรียนรู้กันสักนิดดีไหมครับ ว่าเจ้าฟ้าอุทุมพรเป็นใคร?

                ทรงเป็นพระราชโอรสในพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ มีพระเชษฐาธิราชคือ พระเจ้าเอกทัศน์  พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศทรงมีพระราชโอรสหลายพระองค์ มิใช่เพียง 2 พระองค์นี้เท่านั้น ทรงมีความระแวงระวังเรื่องถูกแย่งชิงราชสมบัติอยู่ไม่น้อย  ความที่ไม่โปรดพระเจ้าเอกทัศน์ ก็ทรงบังคับให้ไปผนวชเสีย แล้วทรงกำหนดเจ้าฟ้าอุทุมพรขึ้นครองราชย์ ภายหลังพระองค์สวรรคต  เจ้าฟ้าอุทุมพรทรงครองสิริราชสมบัติได้สัก 2เดือนกระมัง  พระเจ้าเอกทัศน์ก็เสด็จมาประทับบนบัลลังก์ พาดพระแสงดาบไว้บนพระเพลา พระเจ้าอุทุมพรในเพลานั้นจึงยกราชสมบัติให้ แล้วท่านก็ต้องไปผนวชเพื่อตัดกรรมทางการเมือง   

                พระเจ้าเอกทัศน์ครองราชย์ได้สักพัก ก็เกิดศึกสารพัด  บางตำราจึ่งว่า พระองค์ต้องไปนิมนต์พระภิกษุผู้เป็นอนุชามาช่วยรบ ครั้นเสร็จศึก ก็ทรงประพฤติดังเดิม จนพระอนุชาต้องไปผนวชใหม่ เลยได้นาม“ขุนหลวงหาวัด” มาเป็นชื่อที่เรียกขานกันมากกว่า เจ้าฟ้าอุทุมพรเสียอีก

                ครั้นปลายรัชสมัยพระเจ้าเอกทัศน์ พม่ายกทัพใหญ่ประชิดเมือง หมายเผด็จศึกกรุงศรีอยุธยา พระเจ้าเอกทัศน์ยันศึกไว้ได้นานทีเดียว แต่ในที่สุดถูกทัพพม่าตีแตก กรุงศรีอยุธยาถูกเผาผลาญจนไม่อาจฟื้นกลับได้อีกเลย พระเจ้าเอกทัศน์ถูกทำให้เข้าใจว่าเป็นกษัตริย์ที่อ่อนแอ หลงในนารี ไม่มีความสามารถบริหารบ้านเมือง ซึ่งถึงวันนี้ สมควรจะต้องศึกษา รื้อฟื้น ถกเถียงกันให้นานทีเดียว เพราะกลยุทธ์การศึกของพระองค์ เช่น การส่งคนไปยันพม่าถึงเมืองกุยบุรี จนเกิดวีรกรรมของ“ขุนรองปลัดชู”แห่งบ้านสี่ร้อย เมืองวิเศษชัยชาญ การตั้งค่ายบางกุ้ง รับมือกับพม่าที่อัมพวา และการยันข้าศึกได้เป็นปีๆ ย่อมมิใช่ภาพสะท้อนของพระเจ้าแผ่นดินที่อ่อนแอ  แต่เอาเถอะ เรื่องนี้ค่อยว่ากันในโอกาสต่อไป
                เมื่อกรุงแตก พระเจ้าเอกทัศน์ถูกสังหารที่ค่ายโพธิ์สามต้น บ้างว่าถูกสังหารที่ประตูเมืองขณะจะทรงหลบหนี แต่เอกสารพม่าบางฉบับกลับบอกว่า ทรงสู้รบอย่างกล้าหาญจนสวรรคตในสนามรบ (เห็นไหมล่ะ) ขุนหลวงหาวัด (เจ้าฟ้าอุทุมพร) ถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลย และทรงถูกสอบสวนจนกลายเป็น “คำให้การขุนหลวงหาวัด”

                เมืองที่ท่านและคน “โยเดีย” หรืออยุธยาถูกกวาดต้อนไปในเวลานั้น คือ เมืองสะกาย (หรือจักกาย) อยู่นอกพระนครอังวะ

                ทุกวันนี้ เวลาที่ผมชักชวนคนไปเที่ยวมัณฑะเลย์ มักพาไปวัดมหาเตงดอว์จี เพื่อไปดูจิตรกรรมอยุธยาในโบสถ์โบราณ และนักวิจัยก็พบหลักฐานชุมชนชาวโยเดีย ภาพเขียนแบบอยุธยาหรือโยเดีย งานช่าง งานปูนปั้น งานไม้แกะสลักตามวัดต่างๆหลายวัดในสะกายและเมืองใกล้เคียง เจือเคล้าไปด้วยการค้นพบร่องรอยศิลปวัฒนธรรมล้านนา(เชียงใหม่) ซึ่งมีชุมชนอยู่ใกล้หรือปะปนอยู่ด้วยกันกับชาวโยเดีย

                เป็นอันว่า ชาวอยุธยาอยู่เมืองสะกายนั้นแน่  แต่ขุนหลวงหาวัดหรือเจ้าฟ้าอุทุมพรจะอยู่ด้วยหรือไม่ ไม่มีใครทราบ

 

                แต่หากเทียบเคียงกับสมัยพระนเรศไปอยู่เมืองหงสาวดี หรือสมัยเจ้าอนุวงศ์มาอยู่สยาม หลังจากสยามไปตีเมืองเขา และภายหลังไปตีเวียงจันทน์อีกครั้งสมัยรัชกาลที่ 3  เราก็เผาเมืองเขาแทบจะเหลือแต่ขี้เถ้า ไม่ต่างจากพม่าเผาอยุธยา แต่เราก็หาพูดความจริงเรื่องนี้ให้เข้มข้นและเท่าเทียมกับที่พม่าเผาเมืองเราไม่ ทำให้คนเรียนประวัติศาสตร์สำเร็จรูป เห็นโลกอย่างคับแคบ เห็นแต่ความเลวคนอื่นเขา ไม่เห็นของเรา ในเวลานั้นเชื้อวงศ์พงศ์กษัตริย์ ก็จะได้รับการรับรองแกมควบคุมความเคลื่อนไหว อยู่ในภูมิลำเนาย่านเจ้าฟ้าเจ้านาย มิใช่ไปเกลือกอยู่กับชาวบ้านร้านตลาด 

                พ้นไปจากเฝ้าประณามพระเจ้าเอกทัศน์แล้ว ประวัติศาสตร์ไทยแบบสำเร็จรูปที่สอนกันอย่างง่ายๆทั่วไป ก็มิได้พูดถึง ให้ความสำคัญหรือสนใจในเจ้าฟ้าอุทุมพรอีกเลย กลับมาสนใจกันอีกครั้ง ก็เพราะเรื่อง “สถูป” นี่เอง

                สถูปนี้อยู่ในป่าช้าไพร่ ในเขตเมืองเก่าอมระปุระติดกับเมืองสะกาย  ตอนที่ผมไป สภาพป่าช้าแห่งนี้สกปรกเน่าหนอนมาก ป่าช้าดังกล่าวชื่อ“ซินลินกอง” บ้างก็เล่ากันต่อๆ มาว่า เป็นป่าช้าล้านนามาก่อน แต่เวลามันผ่านมาเป็นร้อยๆปีแล้วนี่ครับ อะไรๆ มันก็ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ศพใหม่ๆของใครต่อใคร เผาบ้าง ฝังบ้าง จนกลายเป็นชุมชนแออัดหลังความตาย

                เรื่องมันโยงถึงเจ้าฟ้าอุทุมพรได้ ก็เพราะสมัยที่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพท่านเสด็จเมืองพม่าและทรงเขียนเรื่อง“เที่ยวเมืองพม่า” ท่านทรงปรารภเรื่องข่าวการพบสถานที่เก็บอัฐิพระเจ้าแผ่นดินสยามที่แพร่เข้ามาในสยามราวรัชกาลที่ 5 ซึ่งนึกมานึกไป ก็ไม่มีใครตกค้างในพม่า นอกจากเจ้าฟ้าอุทุมพรนี้เท่านั้น แต่ท่านก็มิได้ไปเห็น แม้จะทรงสอบถามตลอดการเดินทางจากย่างกุ้งไปอมระปุระและมัณฑะเลย์ แต่ก็ไม่มีใครทราบเรื่องดังกล่าวเลย

                จนสิบกว่าปีมานี้ มีหมอพม่าคนหนึ่งชื่อ “ทิน เมือง คยี” แกสนใจทางโบราณคดี หลังเกษียณแล้วก็ลองศึกษาค้นคว้าแบบ“มือสมัครเล่น” และเขียนเป็นบทความเกี่ยวกับสถูปที่อ้างว่า เก็บอัฐิเจ้าฟ้าอุทุมพรของสยามไว้ ลงในนิตยสารทูเดย์ ซึ่งเป็นนิตยสารด้านธุรกิจท่องเที่ยวในพม่า ฉบับเดือนมีนาคม พ.ศ.2538 ก่อนนำไปพิมพ์ซ้ำในหนังสือของแกเองชื่อ The Various Facets of Myanmar  เรื่องก็แพร่เข้าสู่ปากมัคคุเทศก์พม่า ก่อนเข้าสู่ปากของมัคคุเทศก์ไทย และนำไปสู่กระแสการ“ตื่นเที่ยว” เหมือนตอนที่ตื่น “พระสุพรรณกัลยา” ที่พระราชวังกัมโพชธานี เมืองหงสาวดีไม่มีผิดเพี้ยน แต่ด้านที่ดีก็คือ เรื่องนี้ได้ชักนำนักวิชาการหลายท่าน เดินทางไปดูและกลับมาแลกเปลี่ยนความเห็นกันอย่างคึกคัก
                นักวิชาการที่นำเสนอเป็นหลักเป็นฐานที่สุดท่านหนึ่งคือ อาจารย์พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ นำเสนอบทความผ่านนิตยสารศิบปวัฒนธรรม ฉบับเดือนสิงหาคม พ.ศ.2545 มีใจความสำคัญโดยสรุปได้ว่า

                1.ที่ตั้งสถูปในสุสานซินลินกองนี้ ขัดแย้งกับหลักฐานของฝั่งไทยที่ระบุว่าเชลยอยุธยาอยู่ที่เมืองสะกาย ไม่ใช่อมระปุระ เพราะตอนนั้น เมืองหลวงพม่าอยู่ที่อังวะ ต่อมาพระเจ้าปดุงย้ายมาสร้างเมืองอมระปุระขึ้นทีหลัง ในปี 2325 (กรุงศรีอยุธยาแตก ปี 2310) ซึ่งไม่มีหลักฐานระบุเลยว่า มีการย้ายเชลยอยุธยามาอยู่ที่อมระปุระ

                2.ข้อมูลที่ทำให้เขื่อกันว่า สถูปดังกล่าวเป็นสถูปบรรจุอัฐิเจ้าฟ้าอุทุมพร เป็นเพียงข้อมูล “คำบอกเล่า”ของชาวบ้านในท้องถิ่น ที่พูดกันปากต่อปากว่า เป็นที่ฝังพระศพของกษัตริย์นอกราชบัลลังก์พระองค์หนึ่ง โดยไม่ได้ระบุด้วยซ้ำว่าเป็นกษัตริย์ของชาติไหน

                3.สภาพของสถูปทั้งรูปทรงและลวดลาย ไม่มีความเกี่ยวโยงกับศิลปะอยุธยาเลย

                4.ในข้อเขียนของทิน เมือง คยี อ้างรูปจากการคัดลอกที่หอสมุดบริติชมิวเซียมรูปหนึ่ง ว่าเป็นรูปของพระเจ้าอุทุมพรนั้น ขัดแย้งกับหลักฐานทั้งฝ่ายไทยและพม่า ที่ระบุตรงกันว่า พระเจ้าอุทุมพรทรงถูกกวาดต้อนไปในขณะที่บวชเป็นพระ  แต่รูปที่ว่ากลับแต่งองค์ทรงเครื่องเป็นกษัตริย์

                5.ข้อเขียนจากการสืบค้นของทิน เมือง คยี นั้น ค่อนข้างคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏอยู่ในหลักฐานที่ได้รับการยอมรับ เช่น คำให้การขุนหลวงหาวัด พงศาวดารของฝ่ายพม่าและไทยอีกหลายฉบับ อยู่หลายประการ จนมิอาจรู้สึกถึงความหนักแน่น น่าเชื่อได้

                อาจารย์พิเศษท่านจึงได้สรุปว่า ยังไม่มีหลักฐานทางวิชาการที่น่าเชือ่ได้ว่า สถูปองค์นี้เป็นที่บรรจุพระอัฐิของเจ้าฟ้าอุทุมพร

                ดังนั้น เมื่อเห็นภาพสถูปที่ป่าช้าซินลินองปลิวว่อนในเฟซบุ๊ค และเห็นหลายคน“ตกหลุม”ไปกับข่าวนี้อย่างมาก บ้างด่ารัฐบาล บ้างด่ากรมศิลปากร บ้างด่ากระทรวงวัฒนธรรม แต่ส่วนมากด่าพม่า (ฮา...) ก็อยากจะชวนมาตั้งหลักทาง“ความรู้” กันเสียก่อนว่า เรื่องนี้ไปยังไงมายังไง

                ดีใจนะครับ ที่รัฐมนตรีท่านใจเย็น ไม่ตื่นเต้นไปกับสังคมโซเชียลมีเดียว่า  “คงต้องขอเวลาให้ข้าราชการรวบรวมข้อเท็จจริงเสนอมาก่อน หากเป็นความจริงก็ต้องหาทางพูดคุยกับทางการพม่าเพื่อดูว่าจะทำอย่างไรได้บ้าง”

                ดีครับ รีบๆประสานและรีบๆศึกษาเข้า และควรถือโอกาสให้นักวิชาการลงมือทำงานวิจัยทางวิชาการ“ตามหาเจ้าฟ้าอุทุมพรและเชลยอยุธยาหลังเหตุการณ์เสียกรุงครั้งที่ 2” ไปเลยสิครับ บ้านเมืองจะได้ประโยชน์ สังคมจะได้ปัญญา

                และไหนๆก็ไหนๆแล้ว ให้ทุนศึกษาวิจัยเรื่องพระเจ้าเอกทัศน์กับเจ้าฟ้าอุทุมพรด้วยเสียเลย  คนไทยจะได้ไม่ถูกประวัติศาสตร์สำเร็จรูปครอบงำ ทำให้ตำหนิติฉินพระเจ้าแผ่นดินองค์หนึ่งอย่างน่าเวทนา

                ตอนแตกตื่นเรื่อง“พระสุพรรณกัลยา” กิฟฟารีนยังออกทุนให้ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ ไปศึกษาจนได้คำตอบว่าพระสุพรรณกัลยานั้นไม่มี แต่เจ้าหญิงอยุธยาที่ไปอยู่หงสาวดีนั้นมีแน่ เห็นไหมครับ สังคมก็ได้ปัญญาขึ้นมาในทันที

                ผมคิดว่า หน้าที่ของกระทรวงวัฒนธรรมนี่ นอกจากต้องหารัฐมนตรีที่มีปัญญามานั่งบริหารแล้ว ก็ต้องเพิ่มบทบาทในการสร้างปัญญาให้แก่สังคมเข้าไปด้วย 

                ไม่ใช่เตรียมจะให้ผัวมานั่งบริหารแทนเมีย  เพียงเพราะผัวพ้นจากการถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปีแล้ว  แต่ปัญญาและกำพืดเป็นเยี่ยงไร ไม่ต้องคำนึง!!


เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี