คอลัมน์การเมือง

แก้ว 3 ประการ ของรัฐบาล "ยิ่งลักษณ์"

นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นคนที่มีความสามารถพิเศษในเรื่องของ “ความทน” และการแสดงบท “หนูไม่รู้-หนูไม่เกี่ยว-หนูไม่ใช่หุ่น” สูงมาก 

                ความรู้รอบตัวของเธอมีต่ำ ความรู้เรื่องการบริหารจัดการในฐานะนายกรัฐมนตรีและในฐานะรัฐบาลแทบจะไม่มี  แต่ความรู้ที่จะ“ออกงาน” ยิ้มหวาน หน้าระรื่น ถ่ายรูป ต้องยกนิ้วให้เธอ เพราะเธอเพียบพร้อม ตั้งใจ และเอาจริงเอาจังเป็นอย่างยิ่ง

                ในการทำงาน  ยิ่งลักษณ์จึงเป็นเพียง“พริตตี้”ของรัฐบาลนี้ แต่กินเงือนเดือน นั่งดำรงตำแหน่ง และใช้สวัสดิการจากภาษีของประชาชนผ่านตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรี”

            โดยพฤตินัย  ยิ่งลักษณ์จึงแทบไม่แสดงออกซึ่งความใส่ใจต่อการบริหารราชการแผ่นดิน มากเท่ากับการพิถีพิถันเรื่องเสื้อผ้า หน้า ผม

                กว่า 1 ปีที่เป็นรัฐบาลมา  เราจึงไม่เคยเห็นว่า ยิ่งลักษณ์เอาจริงเอาจังต่อการผลักดันกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและต่อประชาชนอย่างเอาจริงเอาจังเลยสักฉบับ  กฎหมายเก่าๆ ที่เป็นประโยชน์ก็ละเลยจนตกไป แล้วกลายเป็นปัญหา หรือบางฉบับก็หยิบยกขึ้นมาแบบขอไปที อาทิ กฎหมายที่เกี่ยวกับการให้ความคุ้มครองต่อผู้บริโภค  กฎหมายภาษีที่ดิน  กฎหมายมรดก  และกฎหมายการชุมนุมในที่สาธารณะ เป็นต้น

                ยิ่งลักษณ์ออกเร่ร่อนเหมือนสัมภเวสี  เปิดทางให้ขี้ข้าบริวารที่รู้กันผลักดันกฎหมายหลายฉบับ  เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อ “ทักษิณ ชินวัตร” ผู้เป็นนาย ผู้เป็นพี่ชาย และผู้ที่กฎหมายต้องการตัวมาจำคุกและดำเนินดคี แต่ไม่มีการดำเนินการใดๆจากรัฐบาลนี้เลย 

                กฎหมายหลายฉบับ ถูกผลักดันแบบสุดลิ่มทิ่มประตู  ซึ่งนอกเหนือจากนักกฎหมายชั่วๆ ที่ว่าราชการอยู่หลังม่านจำนวนมากแล้ว ยังมีนายอัชพร จารุจินดา เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา คอยให้คำปรึกษาอยู่แนบชิดกับคณะรัฐมนตรีและตัวนายกรัฐมนตรี  จนบางที  สังคมก็สับสนว่า คำแนะนำหรือข้อโต้แย้งที่ปรากฏออกมา เป็นความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา หรือเป็นแค่ความเห็นส่วนตัวของนายอัชพร

                เช่น เมื่อครั้งมีความกังวลกันว่า รัฐบาลยิ่งลักษณ์จะออกกฎหมายอภัยโทษหมู่ในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 5 ธันวาคม 2554  ที่มีการแก้เงื่อนไขของผู้มีสิทธิได้รับการอภัยโทษ ให้รับกับเงื่อนไขของทักษิณเช่น อายุเกิน 60 ปี  โทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี แล้วไปงดเว้นลามเลยไปถึงคดียาเสพติดและคดีทุจริต ที่ไม่มีกระบวนการยุติธรรมของประเทศไหนในโลกเขาอภัยให้  คนก็ไปดักดูรายละเอียดของกฎหมายในชั้นกฤษฎีกา  ปรากฏว่า กรรมการกฤษฎีกาชุดใหญ่ต่างบอกว่ายังไม่ได้รับร่างกฎหมายดังกล่าว  แต่รัฐบาลบอกว่าส่งไปให้แล้ว  เป็นไปได้หรือไม่ว่าไปติดอยู่ที่เลขาฯ และในเวลาถัดมา รองนายกฯเฉลิม อยู่บำรุงก็ประกาศว่า “สับขาหลอก” ไม่มีอะไร ไม่ได้อภัยโทษด้วยเงื่อนไขที่ต่างไปจากปีก่อนๆ

                กระทั่งมาถึงคดีอัลไพน์ในส่วนของนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ ที่อ้างความเห็นของกฤษฎีกา ว่าสามารถได้รับการล้างมลทิน จาก พ.ร.บ.ล้างมลทิน ปี 2550 ได้ด้วยนั้น  ก็ไม่รู้ว่าเป็นความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาหรือความควาเมห็นของนายอัชพรอีกเช่นกัน

                นอกจากนี้ก็มีการผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 แบบฉีกทิ้งทั้งฉบับ และข้ามหัวฝ่ายนิติบัญญัติไปให้ “สสร.” เป็นผู้ร่างใหม่ ซึ่งไม่มีใครรู้เลยว่า เนื้อหาจะออกมาเป็นอย่างไร  จะสอดไส้ช่วยทักษิณให้พ้นผิดจากทุกคดีและเอาเงินแผ่นดิน 46,000 ล้านบาท ที่ถูกยึดจากคดีร่ำรวยผิดปกติกลับไปใส่กระเป๋าให้ทักษิณหรือเปล่า  จนต้องมีผู้คน 5 คณะ ไปร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ จึงสามารถยับยั้งการแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับแบบไม่เห็นเนื้อหาแม้สัก 1 ตัวอักษรเอาไว้ได้

                ถัดมาก็เป็นการผลักดัน พ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติ  ที่โผล่เข้ามาสู่การพิจารณาของสภาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย  แต่จะเร่งดันพรวดเดียวให้ผ่าน 3 วาระ แล้วประกาศใช้  โดยที่เนื้อหาของกฎหมายเป็นเรื่องของการ “นิรโทษกรรม” ทักษิณ กับ นปช. เป็นหลัก

                จะเห็นได้ว่า ที่กล่าวมานั้น คือความมุ่งมั่นของรัฐบาลยิ่งลักษณ์  ขณะที่งานด้านอื่นๆ ถูกปล่อยปละเละเลย หรือโยนให้รัฐมนตรีโง่ๆ กับข้าราชการประจำทำเกือบหมดสิ้น   ผลลัพธ์จึงออกมาเป็นภาวะ “แพงทั้งแผ่นดิน”  แทนการ “กระชากค่าครองชีพ” 

                ราคาน้ำมันกับแก๊สที่แพงขึ้น  ราคาพืชผลทางการเกษตรที่ต่ำลง  ค่าแรง 300 บาท เงินเดือน 15,000 บาท สำหรับคนจบปริญญาตรี ที่เป็นแค่ลมปากตอแหล  เงินเยียวยาน้ำท่วมยังไม่ถึงมือประชาชนอีกเป็นจำนวนมาก  แต่เงินสร้างเขื่อนป้องกันโรงงานอุตสาหกรรมถึงแล้ว 

                ฝนตกรอบใหม่ น้ำท่วมใหม่  แต่รัฐบาลขอกู้เงิน 3 แสน 5 หมื่นล้านบาทไปแล้ว  ด้วยการบอกกับสภาและศาลว่า เร่งด่วนจริงๆ  ทว่าปัญหาแทบไม่ได้รับการแก้ไข  การขุดลอกคูคลองและโครงการป้องกันน้ำท่วมแบบ “ผักชีโรยหน้า” ทั้งหลาย  ก็ถูกตรวจพบโดย ป.ป.ท. ว่าเต็มไปด้วยการทุจริต จนหัสหน้า ป.ป.ท. ถูกเด้งออกจากเก้าอี้

                ยังไม่รวมถึงปัญหาทาง “จริยธรรม” ซึ่งเป็นต่อมสำคัญของผู้เป็น “มนุษย์” ที่ยิ่งลักษณ์กับพวกยังเข้าไม่ถึง หรือธรรมชาติยังไม่สร้างให้ก็ไม่ทราบได้

                เช่น กรณีผู้ตรวจการแผ่นดินทำหนังสือถึงยิ่งลักษณ์ ว่าการแต่งตั้งนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นั้น  “ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาร่วมกันแล้วเห็นว่า จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏต่อสาธารณะ ในช่วงเวลาที่ผ่านมาระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2552 ถึง พฤษภาคม 2553 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ได้เป็นแกนนำของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ก่อให้เกิดความวุ่นวายและความไม่สงบขึ้นในบ้านเมืองโดยฝ่าฝืนกฎหมาย และถูกพนักงานอัยการฟ้องเป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ. 2552/2553 ขอให้ศาลลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1 และมาตรา 135/2 แม้ว่าคดีดังกล่าวจะอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล ซึ่งยังมิได้มีคำพิพากษาก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาถึงการกระทำของนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่พนักงานสอบสวนได้พิจารณาสอบสวนและพนักงานอัยการได้มีคำสั่งฟ้องคดีต่อศาลแล้ว กรณีดังกล่าวเห็นว่านายกรัฐมนตรียังไม่ได้นำพฤติกรรมทางจริยธรรมของนายญัฐวุฒิ ใสยเกื้อ มาประกอบการพิจารณาอย่างรอบคอบเพียงพอ ก่อนเสนอชื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เกี่ยวข้องในการใช้อำนาจรัฐ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 279 วรรคสี่   อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. 2552 ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงเสนอแนะให้นายกรัฐมนตรีรับไปพิจารณาตรวจสอบพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี และการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ให้เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 279 วรรคสี่ และตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยประมวลจริยธรรมของข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2551 ต่อไป” 

 ก็ไม่เห็นว่ายิ่งลักษณ์จะดำเนินการอะไรกับณัฐวุฒิ รวมไปถึงความไม่เหมาะสมกรณีแต่งตั้ง นางนลินี ทวีสิน ด้วย 

                ก็คอยดูกันต่อไป ว่า “จตุพร พรหมพันธุ์” จะเข้ามาเป็นรัฐมนตรีใหม่อีกสักคนหรือเปล่า 

                คำถามที่สำคัญก็คือ ยิ่งลักษณ์ขาด “สมองของการเป็นผู้นำ”และต่ำด้วยจิตสำนึกด้านจริยธรรมในตำแหน่งนายกฯ ไม่สะท้อนความรู้ความสามารถด้านการบริหารจัดการออกมา และมีคณะรัฐมนตรีโง่-เซ่อ-บ้า จำพวก“เขาอนุญาตให้ผมโกหกได้ในบางเรื่อง” พวก“ต่อแพแก้น้ำท่วม” พวก“แม่ผมไม่ได้แต่งงานกับฝรั่ง ผมจึงพูดภาษาอังกฤษไม่เก่ง”  พวก“ทักษิณไม่ได้ทำผิดกฎหมาย แต่ทำสิ่งที่กฎหมายห้าม” ฯลฯ  ทำไมรัฐบาลยิ่งลักษณ์จึงอยู่ได้

                ผมคิดว่า นอกเหนือจากฝ่าย“ไม่เอาทักษิณ”ที่“ไม่เอายิ่งลักษณ์”เป็นพวกผู้ดี มีมารยาท เคารพกติการได้มาซึ่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีของเธอผ่านกระบวนการเลือกตั้งอย่างแท้จริงแล้ว สังคมไทยยังตกอยู่ใต้ความกลัวและมัวเมากับ “แก้ว 3 ประการ” ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ นั่นก็คือ

               1.กองกำลัง นปช.

                ความเถื่อนถ่อยไร้กติกามารยาทของ นปช.บางจำพวก  ทำให้องค์กรอิสระจำนวนมากเกรงกลัว หัวหด จับจดกับการทำหน้าที่ ยกตัวอย่าง เช่น กกต.กว่าจะวินิจฉัยสถานภาพของ จตุพร พรหมพันธุ์ให้พ้นการเป็น ส.ส.ได้ ก็ทอดเวลานานเกือบปี ทั้งที่ข้อกฎหมายมิได้ซับซ้อนอะไรเลย

                ถัดมาก็เป็น “คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ” ที่จนบัดนี้ ก็ยังไม่กล้า นำผลสอบเหตุการณ์การชุมนุมเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 ของคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนออกมาเผยแพร่ให้สังคมได้เห็นมิติของการ “ละเมิดกฎหมาย” และ “ละเมิดสิทธิมนุษยชน” ของกลุ่ม นปช. เลย  สังคมเขาเลยตะโกนถามกันยกใหญ่ว่า ใจขนาดเท่าอะไรกันหรือครับ หรือเป็นพวกเดียวกันกับ นปช.

                นอกจากนี้ ใครที่กล้าวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลยิ่งลักษณ์หรือแดงล้มเจ้าอย่างตรงไปตรงมา  ก็จะถูกคุกคามอย่างน่ารังเกียจเช่น กรณี สมจิตต์ นวเครือสุนทรถูกแดงชะอำส่งจดหมายอิเลคทรอนิกส์ ที่มีเนือ้หาในทำนองข่มขู่คุกคาม และบางกลุ่มบุกไปยื่นหนังสือถึงสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 ต้นสังกัด  แทนที่รัฐบาลจะดำเนินการกับพวกข่มขู่เพื่อคุ้มครองเสรีภาพของสื่อมวลชน กลับปูนบางเหน็จให้บางคนในขบวนการดังกล่าว ที่ไม่ได้มีความรู้ความสามารถอะไร เข้าไปนั่งกินเงินเดือนมหาศาลในหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ

                กรณีกนก รัตน์วงศ์สกุล ที่ช่อง 9 โมเดิร์นไนน์ ปล่อยให้นาย จ.เจตน์ เข้าไปประชิดตัว ถึงบนตึก  แทนที่จะได้รับการปกป้อง รายการทั้งหมดของกนก กลับถูกปิดในเวลาต่อมา

                กรณี ตั๊ก บงกช คงมาลัย นักแสดงสาวที่ถูกเสื้อแดงพัทยา ขับรถจักรยานยนต์ควบไล่รถเก๋งของเธอ ตะโกนด่าและขู่ จนไม่อาจถ่ายทำภาพยนตร์ได้  ก็ได้ยินแต่คำพูดทุเรศๆ ของรองนายกฯ ว่า “เป็นสีสันประชาธิปไตย”

                ยังไม่รวมถึงกรณีที่อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในรัฐสภาซึ่งเป็นตำแหน่งโปรดเกล้าฯ เช่นเดียวกับตำแหน่งนายกฯ ของนางสาวยิ่งลักษณ์  ถูกคุกคามขัดขวางการทำงานหลายต่อหลายครั้ง และนายอภิสิทธิ์ก็ขอให้นายกฯยิ่งลักษณ์ปรามคนกลุ่มนี้หลายครั้ง  เธอก็ไม่เคยปริปากห้ามปราม รวมไปถึงกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ถูกเสื้อแดงขัดขวางการจัดกิจกรรมหลายครั้งในต่างจังหวัด

                นอกจากไม่เคยเร่งรัดจัดการกับพฤติกรรมถ่อยๆ ละเมิดหรือขัดขวางสิทธิเสรีภาพของผู้อื่นโดยกลุ่ม นปช. แล้ว  รัฐบาลยิ่งลักษณ์ยังปูนบำเหน็จ  เปิดทางให้แกนนำหลายคนเข้าไปเป็น ส.ส. เป็นรัฐมนตรี เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรี เป็นเลขาฯ และเป็นข้าราชการการเมืองประจำสำนักนายกฯ อีกมาก เช่น นายวิสา คัญทัพ, นางไพจิตร อักษรณรงค์, นายรังษี เสรีชัย, นายชินวัตร หาบุญพาด, นายก่อแก้ว พิกุลทอง, นายแพทย์เหวง โตจิราการ ฯลฯ

                รัฐบาลยิ่งลักษณ์ มีกองกำลัง นปช. ช่วยดำเนินการสร้างความหวาดกลัวให้ฝ่ายตรวจสอบ สื่อ และฝ่ายที่วิพากษ์วิจารณ์  เธอจึงไม่เคยใช้กฎหมายเล่นงาน นปช. เลยสักครั้ง  แถมนั่งเสวยประโยชน์จากความถ่อยของกองกำลังชุดนี้อยู่ตลอดเวลา

                2.รัฐตำรวจ

                ไม่จับทักษิณ,ไม่เร่งคดีแกนนำ นปช. แต่พร้อมจะเร่งคดีและเพิ่มคดีฝ่ายตรงข้าม, ไม่คุ้มครองการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ เสื้อหลากสี,คนไทยหัวใจรักสงบ, กองทัพธรรม ฯลฯ  คืองานของตำรวจในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ แถมมีความพยายามโยกย้านตำรวจในเครือข่ายไปเป็นใหญ่หรือแทรกอยู่ในหน่วยงานสำคัญทั้งหลายอยู่ตลอดเวลา  แม้กระทั่งดีเอสไอ ยังพร้อมเขียนประวัติศาสตร์ใหม่ให้ทักษิณ นปช. และรัฐบาลนี้  บ้านเมืองจะไปอัปยศอัปรีย์ แต่รัฐบาลยังอยู่ดีก็ให้มันรู้ไป

                3.สื่อสามานย์

                ชัดเจนว่า ในยุครัฐบาลนี้ มีการไล่ปิดสื่อที่ตรวจสอบตนให้พ้นจากจอฟรีทีวี อาทิ รายการคลายปม,เจาะข่าวร้อน ล้วงข่าวลึก, เกาที่คัน ฯลฯ แล้วเอาสื่อพวกเดียวกันมาทำรายการ  เปลี่ยนผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ พาสื่อไปเที่ยวต่างประเทศด้วยเงินภาษีประชาชน แจกโฆษณาให้แก่สื่อที่เป็นพรรคพวก เพื่อให้สื่อพวกนี้ นำประชาชนไปสนใจเรื่องที่ไม่เป็นโทษภัยกับรัฐบาล และพร้อมจะรายงานเพื่อเล่นงานฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลด้วย ซึ่งบ้านเราก็ช่างมี“สื่อโสเภณี” เช่นนี้มากพอที่รัฐบาลจะใช้งาน “ล้างสมอง” ของประชาชนคนไทยได้

                ในสภาพเช่นนี้ หากประชาชนที่ยังพอมีสติและรู้เท่านั้น  ไม่รวมตัวกันไล่จี้ให้องค์กรฝ่ายตรวจสอบ(องค์กรอิสระ + ตุลาการ) ทำงานอย่างเอาจริงเอาจังและฉับไว หรือเอาแต่ด่าทหารว่าทำไมไม่ปฏิวัติ  ก็ขอให้เชื่อเถิดว่ารัฐบาลหน้าหนาๆและใจชั่ว จะเถลิงอำนาจและสูบกินผลประโยชน์จากเงินงบประมาณของประเทศชาติได้อย่างสะดวกง่ายดาย และอยู่ต่อไปอีกยาวนาน

                จนกระทั่งเขาเปลี่ยนแปลงประเทศไทย ได้ดั่งที่ใจเขาอยากให้เป็น!!


เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี