คอลัมน์การเมือง

(นัก)และการเมืองเปรียบเทียบ ไทย : สหรัฐ

ผ่านไปแล้ว ครับ สองครั้งกับการดีเบตของคู่ชิงประธานาธิบดีสหรัฐ ซึ่งเหลืออีกหนึ่งครั้งเป็นนัดสุดท้ายในวันที่ 22 ตุลาคมนี้ (เมืองไทยก็เช้าวันที่ 23)

ผลการดีเบตที่ผ่านมา โพลส่วนใหญ่ต่างก็เห็นตรงกันที่ให้โอบามาและรอมนีย์ผลัดกันแพ้และชนะกันคนละครั้ง ถ้าใครได้ติดตามการดีเบตทั้งสองครั้ง ก็จะรู้ได้เลยครับว่า ทำไมตอนเลือกตั้งใหญ่ของไทยครั้งล่าสุดเมื่อปี 2553 คุณยิ่งลักษณ์ถึงเไม่กล้าดีเบตกับคุณอภิสิทธิ์เพื่อแสดงรอยหยักและน้ำหนักของสมองให้ประชาชนชาวไทยรับรู้เหมือนกับที่รอมนีย์และโอบามากำลังแสดงให้คนอเมริกันเห็น

ตอนนี้การเมืองอเมริกันกำลังสนุก เข้มข้น..เพราะด้วยความที่ทั้งคู่ต่างมีคะแนนเสียง น้ำหนักและรอยหยักของสมองสูสีกัน และเวลานี้เป็นโค้งสุดท้ายของการหาเสียงแล้ว เหลืออีก 10 กว่าวันก็จะถึงวันเลือกตั้งในวันอังคารที่ 6 พ.ย. นี้(เช้าวันพุธที่ 7 เวลาเมืองไทย) ผมเลยต้องไปหาข้อมูลกับเพื่อนฝูงชาวอเมริกันซึ่งมีตั้งแต่อายุ 20 ปลายๆ 40 ต้นๆ จนถึง 60 กลางๆ ถามไถ่ความเห็นเรื่องการเมืองของพวกเขา แล้วลองมาเปรียบเทียบกับของบ้านเรา

คนแรก คือเจ้าฌอน(Sean) เรารู้จักกันตอนเขามาเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนด้านการเมืองระหว่างประเทศจาก San Francisco State University (SFSU) มาเรียนที่เมืองไทยปีกว่าๆ พอจบจาก SFSU ฌอนยังสนุกอยู่กับการเรียนรู้เรื่องราวของเมืองไทย เลยสมัครเรียนปริญญาโทต่อในหลักสูตร MIR (Master of International Relations) ภาคภาษาอังกฤษที่ธรรมศาสตร์ ฌอนตอนนี้อยู่เมืองไทยมาประมาณ 7 ปีแล้ว ปัจจุบันเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ด้วยความเป็นคนใฝ่รู้ จึงสนใจเรื่องราวเมืองไทยทุกเรื่อง เวลาพบกันมักจะชอบถามโน้นถามนี้เกี่ยวกับเรื่องของเมืองไทยอยู่ตลอดเวลา

ครั้งหนึ่ง ผมบ่นให้ฌอนฟังเรื่องความเลวของนักการเมืองไทย (ส่วนใหญ่ ไม่ใช่หมดทุกคน) และ “เลว” ในที่นี้ ก็หมายถึงเฉพาะ “ความเป็นนักการเมือง” (bad politician) ผู้ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วควรจะต้องเอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นตัวตั้งในลำดับแรกสุด ก่อนผลประโยชน์ของตัวเองและคนอื่น ๆ

ฌอนบอกว่า...นักการเมืองอเมริกันก็เลวเหมือนกัน ไม่ต่างจากนักการเมืองไทย หรอก (ถ้าจะพูดในนิยามข้างต้น)..... ผมจึงถามต่อไปว่า....นักการเมืองอเมริกันทำงานเพื่อผลประโยชน์ของตนเองประมาณกี่เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับผลประโยชน์คนอเมริกันโดยทั่วไป ?  คำตอบของฌอนคือประมาณ.....70:30

ซึ่งถ้านักการเมืองอเมริกันทำเพื่อตัวเองประมาณ 70% ที่เหลืออีก 30%ทำเพื่อประชาชน..แล้วคนอเมริกันมีชีวิตที่ดีได้ขนาดนี้ ก็ยังพอไหว ครับ...อย่างน้อยคนอเมริกันส่วนใหญ่ก็ยังมีชีวิตที่ดีกว่าคนไทยโดยทั่วไป ได้ค่าแรงขั้นต่ำประมาณชั่วโมงละ 10 ดอลลาร์(ประมาณ 300 บาท) และถ้าทำประกันสังคมไว้ (Social Security) เมื่อเกษียณไปแล้ว อย่างน้อยก็ได้เงินประกันสังคมเอามาใช้จ่ายเดือนละประมาณ 1,000 กว่าเหรียญ รวมไปถึงสวัสดิการ คุณภาพชีวิตที่ดีและอื่น ๆ อีกมากเมื่อเทียบกับคนไทย

และถ้าจะพูดกันต่อไปแล้ว..การที่นักการเมืองไม่ว่าชาติไหน ทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวก่อนเป็นอันดับแรก นั้นก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เกินกว่าความคาดเหมายแต่ประการใด เพียงแต่สัดส่วนเป็นเท่าไร นั้นคือสิ่งที่น่าสนใจ ? .....ไม่ว่าจะเป็น 70 : 30, 50 : 50,  90 : 10 หรือเท่าไรก็ตามแต่...

งานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้หลายชิ้นไม่ว่าของไทยหรือเทศ ล้วนสรุปในทำนองบันไดเสียงเดียวกันว่า นักการเมืองส่วนใหญ่เวลาจะกระทำการสิ่งใด มักคำนึงถึงลำดับความสำคัญจากมากไปหาน้อย ดังนี้ 1) ผลประโยชน์ของตนเอง 2) ลูก-เมีย 3) ญาติสนิท-มิตรสนิท 4) พรรคพวก-เพื่อนฝูง 5) หัวคะแนนและคนที่มีผลประโยชน์ต่างตอบแทนกับตนเอง 6) พรรคการเมืองที่สังกัด 7) ประชานชนในเขตเลือกตั้งตนเอง และลำดับความสำคัญสุดท้าย คือ 8) ผลประโยชน์ของประชาชนทั่วไป คนอื่นๆที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับตัวเอง

ผมบอกกับฌอนต่อไปว่า.....ขนาดนักการเมืองอเมริกันที่เอ็งว่าเลวแล้ว....เพราะทำเพื่อตัวเอง 70 % ส่วนอีก 30 % ทำเพื่อประชาชน....ยังทำให้คนอเมริกันพอมีชีวิตที่ดีได้ขนาดนี้.......ถ้าอย่างนั้น ก็แสดงว่าระดับความเลวของนักการเมืองไทยมันต้องเลวมากกว่า 70 % เพราะชีวิตของคนไทยส่วนใหญ่ ยังไม่ได้มีชีวิตที่ดีเท่าชาวอเมริกัน โดยเฉพาะคนจนของที่นี้กับของที่นั้น มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ต่างกันมาก......

ฌอนพยักหน้าเห็นด้วย เมื่อผมตอบคำถามของเขาว่าที่ว่า...นักการเมืองไทยเลวขนาดไหน ถ้าเทียบกับนักการเมืองอเมริกัน ?.......

คนที่สอง ชื่อเจ้าแกรี่(Gary) เป็นอาจารย์สอนกังฟูจีนที่สำนักศิลปะการต่อสู้แห่งหนึ่ง ในเมืองแอตแลนต้า(Atlanta) สหรัฐ แกรี่เป็นอเมริกันชนที่มีพ่อเป็นอเมริกัน-เยอรมันและแม่เป็นเป็นชาวจีน การศึกษาแกรี่อาจไม่สูงนักถ้าเทียบกับฌอน จบเพียงไฮสคูลหรือมัธยมปลาย แต่อย่าลืมว่าระบบการศึกษาอเมริกันนั้นดีกว่าไทยมาก ความรู้ระดับไฮสคูลของเขา(บางคน) อาจมากกว่าความรู้ระดับนายกฯของเรา(บางคน)ก็ได้

แกรี่ไม่สนใจการเมืองนัก เพราะโดยส่วนตัวแล้วมีความเชื่ออย่างหนึ่ง นั้นคือ....ไม่เคยเชื่อถือในคำพูดรัฐบาลของเขาเลย....ครั้งหนึ่งแกรี่ถามผมว่า...ลื้อ เชื่อทุกอย่างที่รัฐบาลของลื้อพูด เหรอ(ว่ะ) ?...และก็ทำหน้างงๆที่ผมไม่สามารถตอบคำถามเขาได้ในทันที มัวแต่นิ่งคิดหาคำตอบที่เหมาะสม แกรี่มองผมด้วยความแปลกใจ พูดต่อว่า..ทำไมเอ็ง ซึ่งร่ำเรียนมาสูงกว่าข้าเยอะ ถึงได้ไร้เดียงสาเรื่องการเมือง ขนาดนี้ (ว่ะ)....

ตอนแรก ผมก็ไม่ค่อยเห็นด้วยกับความคิดแกรี่ตรงนี้มากนัก แต่พอระยะหลังมานี้ ผมเริ่มเข้าใจเจ้าแกรี่มากขึ้นว่า ทำไมเขาถึงไม่เคยเชื่อคำพูดรัฐบาลอเมริกันเลย เพราะคงเหมือนกับที่ผมไม่สามารถเชื่อถือคำพูดของรมว.คลังและรองนายก ฯWhite liar (จอมโกหกสีขาว) เวลาพูดเรื่องตัวเลขทางเศรษฐกิจ... ไม่สามารถเชื่อรมว.พาณิชย์ได้หมดทุกคำพูด เรื่องโครงการรับจำนำข้าวและอะไรต่างๆที่เกี่ยวข้อง.... ไม่เคยให้ราคากับคำพูดรมว.วิทยาศาสตร์ฯผู้ปลอดประสบการณ์เรื่องน้ำท่วม.. และยิ่งไม่เคยใส่ใจ ให้ความสำคัญกับคำพูดของรองนายกฯ เป็ด-เหลิมทุกๆครั้งที่เขาสำรอกออกมา ซึ่งถ้าคุณกิตติรัตน์เป็น “นัก White lie”…เป็ด-เหลิมก็เป็น “นัก Whitewash” (Whitewash คือ การพูด/ทำ เรื่องที่เลวทราม ต่ำช้า ให้กลายเป็นสิ่งที่คนทั่วไปยอมรับได้ ด้วยวิธีปกปิดความเป็นจริง).. และนี้ยังไม่รวมถึงคำพูดพวกข้าราชการประจำแบบธาริต อัยการสูงสุด ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ไปจนถึงคณะกรรมการ กสทช.บางคน เมื่อเวลาที่คนพวกนี้พูดถึงเรื่องผลประโยชน์ของประชาชนหรือภารกิจเพื่อชาติ

ส่วนคำพูดของนายก ฯ นั้น เราตั้งค่าเริ่มต้น (Default Value) เป็น...ศูนย์ (0)....ไปได้เลย ครับ

สำหรับคนสุดท้ายก็คือเจ้าชาร์ล (Charles) อเมริกัน-ยิว  ผู้ซึ่งบรรพบุรุษอพยพจากโปแลนด์มาตั้งรกรากที่สหรัฐ ตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ชาร์ลเป็นแหล่งข้อมูลการเมืองอเมริกันให้ผมมาตลอด เรามักแลกเปลี่ยนข้อมูลการเมืองของไทยกับสหรัฐซึ่งกันและกันเป็นประจำ (ดูคอลัมน์ ซาร่า เพ-ลิน VS ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร: แนวหน้า ฉบับวันที่ 18 เมษายน 2555)  ปัจจุบันชาร์ลเกษียณแล้ว แต่ยังเป็นอาจารย์พิเศษที่ Georgia State University  เมื่อว่างก็อุทิศตนไปช่วยสอนหนังสือฟรีๆให้คนจนที่ยากไร้ ไม่รู้หนังสือและไม่มีที่อยู่อาศัย เพื่อที่พวกเขาเหล่านี้จะได้เอาความรู้ระดับพื้นฐานแค่ A B C หรือ ก ข ฃ ไปทำงาน ได้ค่าแรงอย่างน้อยชั่วโมงละ 300 บาทหรือประมาณ 10 ดอลลาร์ เพื่อไห้มีชีวิตที่ดีขึ้น

ชาร์ลเริ่มสนใจเรื่องการเมืองตั้งแต่อายุ 16 มีจุดเริ่มต้นจากวันที่เขาดูข่าวประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี้ถูกลอบสังหารในปี ค.ศ.1963 (พ.ศ.2506) ตรงนี้ขอกล่าวเพิ่มเติมหน่อยว่า...คนอเมริกันร่วมสมัยในปัจจุบัน จะมีเหตุการณ์ที่ฝังใจอยู่สองเรื่องคือ 1.เหตุการณ์ลอบสังหารประธานาธิบดีเคนเนดี้วันที่ 22 พ.ย. 1963 และ2.เหตุการณ์ 9/11 ในวันที่ 11 กันยายน 2001 ถ้าไปถามชาวอเมริกันผู้ที่มีอายุอยู่ในช่วงเหตุการณ์ทั้งสองหรืออันใดอันหนึ่ง พวกเขาจะจำได้อย่างแม่นยำว่า ในเวลานั้น ตนเองอยู่ที่ไหนและกำลังทำอะไรอยู่ นั้นคือตอนที่เคนเนดี้ถูกยิงที่เท็กซัสกับตอนที่เครื่องบินพุ่งชนตึก World Trade Center ที่นิวยอร์ก

ชาร์ลบอกผมว่า....นับจากนี้ไป อีก 50 ปี การเมืองอเมริกาจะแย่ลง และรู้สึกโชดดีที่ตอนนี้ ตัวเอง60 กว่าแล้ว ซึ่งก็คงจะอยู่ไม่ถึงในวันนั้น....

ความหมายของชาร์ลประเด็นนี้คือ ให้ลองคิดเปรียบเทียบดูว่า.. ถ้าเรามี นายกฯแบบ ปู..รองนายกฯ แบบ เป็ด-เหลิม..รมต.แบบปลอดประสบการณ์..และ ฯลฯ แบบนี้ไปเรื่อยๆอีกสัก 50 ปี ประเทศไทยจะเป็นอย่างไร?

ชาร์ลยังบอกต่อไปอีกว่า.....เคยคิดที่จะย้ายไปอยู่แเคนาดาหรือฝรั่งเศส และแม้กระทั่งมีความคิดที่จะเปลี่ยนสัญชาติเป็นพลเมืองของสองประเทศนั้น ตอนที่บุช ผู้ลูก เป็นประธานาธิบดี....

....ทำไมล่ะ ? ..ผมถาม

......เพราะทน/รับไม่ได้ที่มีผู้นำประเทศที่โง่ ดักดาน แบบนี้....อเมริกาไม่เคยตกต่ำเรื่องผู้นำขนาดนี้มาก่อน....นั้นคือคำตอบของชาร์ล

ครับ ไม่ว่าการเมืองไทยหรือสหรัฐ ล้วนมีปัจจัยทางการเมืองบางอย่างที่คล้ายกัน เช่น...นักการเมืองที่เลวเหมือนกัน....รัฐบาลที่เชื่อถืออะไรไม่ได้เหมือนกัน และ...... ผู้นำประเทศที่โง่เหมือนกัน

เพียงแต่ว่าของเรานั้น อาการหนักกว่าของเขา เท่านั้นเอง

ธิติ สุวรรณทัต


เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี