คอลัมน์การเมือง

ความขัดแย้งระหว่างประเทศ

 

 

การถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์และวิทยุ การนั่งพิจาณาคดี(public hearings)กรณีกัมพูชายื่นคำขอตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหาร เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2505 หรือ “Request for Interpretation of the Judgment of  15 June 1962 in the Case concerning the Temple of PreahVihear (Cambodia v. Thailand)”ตลอดทั้งสัปดาห์นี้ ทำให้ชาวบ้านทั่วไปกับวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ได้มีโอกาสใกล้ชิดกันอีกครั้ง

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (International Relations: IR)หมายถึง ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวกับปฏิสัมพันธ์(interaction) ที่เกิดขึ้นข้ามพรมแดนของรัฐ ซึ่งมีทั้งด้านบวก(ความร่วมมือระหว่างเทศ : International Cooperation) และด้านลบ (ความขัดแย้งระหว่างประเทศ : International Conflict)

คดีตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหารปี 2505 ที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ(ศาลโลก) ได้กำหนดให้มีการให้การด้วยวาจา (oral hearings) ต่อศาลโลกของทั้งฝ่ายกัมพูชาและไทย เมื่อวันที่ 15-19 เมษายนที่ผ่านมาเป็นตัวอย่างหนึ่งของ “ความขัดแย้งระหว่างประเทศ” ที่เกิดขึ้นระหว่างกัมพูชากับไทย

สาเหตุของความขัดแย้งระหว่างประเทศ อาจแบ่งออกเป็นได้ 4 กลุ่ม

1.สาเหตุทางการเมือง เช่น เรื่องดินแดนอันเป็นสาเหตุอมตะ(classic) ตลอดกาลในเรื่องของความ

ขัดแย้งระหว่างประเทศ ดังที่ไทยกับกัมพูชากำลังเผชิญกันอยู่ รวมถึงอีกหลายๆประเทศในโลกหรือเรื่องอุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกัน ไปจนถึงเรื่องความแตกต่างของแนวคิด วิสัยทัศน์ของผู้นำ  ความรับรู้ของผู้นำที่มองสถานการณ์แตกต่างกัน

2.สาเหตุทางด้านการทหาร เช่น เรื่องการแข่งขันและพัฒนาอาวุธ โดยเฉพาะอาวุธนิวเคลียร์ เช่น

สหรัฐกับสหภาพโซเวียตในอดีต หรือสหรัฐกับเกาหลีเหนือและอิหร่านในปัจจุบัน

3.สาเหตุทางด้านเศรษฐกิจ เช่น เรื่องการกีดกันทางการค้า การทำสงครามค่าเงิน(currency war)

ระหว่างสหรัฐกับจีน จนถึงเรื่องทรัพยากรซึ่งทำให้ไปโยงกับสาเหตุทางการเมืองอีกต่อหนึ่ง เช่น กรณีหมู่เกาะ Spratly ในทะเลจีนใต้มีคู่ขัดแย้ง 6 ประเทศ คือ มาเลเซีย, เวียดนาม, จีน, ไต้หวัน, ฟิลิปปินส์, บรูไน โดยความขัดแย้งมาจากความคิดว่า เกาะนี้มีความสำคัญในด้านเศรษฐกิจ คือ อาจมีน้ำมัน จึงต้องการอ้างกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะ

4.สาเหตุทางด้านสังคม ไม่ว่าจะเป็น เรื่องศาสนา ชาติพันธ์ ความเชื่อและวัฒนธรรม

                ในทางทฤษฎี IR.....ความขัดแย้งระหว่างประเทศอาจจะนำไปสู่เส้นทางการเกิดสงครามได้(From Conflict to War Path)ถ้ามันเคลื่อนไปตามขั้นตอน ดังต่อไปนี้ (ดูภาพประกอบ)

ขั้นตอนแรกจากสภาวะปกติ (Normalization) ระหว่าง 2 ประเทศ เมื่อใดก็ตามที่เกิดความเห็นต่าง (difference) หรือมีข้อพิพาท (dispute) กันในเรื่องใดขึ้นมา เช่น กรณีปราสาทพระวิหาร ระหว่างกัมพูชา กับไทย ดังนั้น จากสถานการณ์ที่เคยอยู่กันอย่างปกติ (normalization) ก็จะกลายเป็น.....

ขั้นที่สอง คือ“ความขัดแย้ง”(conflict)ระหว่างสองประเทศ(เช่น กัมพูชากับไทย ณ ปัจจุบัน)โดยถ้า“สถานการณ์ความขัดแย้ง”ดังกล่าวสามารถถูกแก้ไขได้ด้วยการใช้สันติวิธี ไม่ใช่ใช้กำลัง สถานการณ์ขั้นที่สองนี้ก็จะคืนกลับไปสู่ขั้นที่หนึ่ง หรือ สภาวะที่เป็นปกติระหว่างทั้งสองประเทศ(normalization)

5 ขั้นตอนจากความขัดแย้งสู่สงคราม

…………………………………………………….

                เช่น ถ้าคำตัดสินของศาลโลกที่จะออกมาในปลายปีนี้ โดยไม่ว่าผลจะออกมาแบบไหน ถ้าทั้งฝ่ายกัมพูชาและไทยต่างยอมรับอย่างดุษฎีปราศจากเงื่อนไขใดๆ สถานการณ์ขั้นที่สองระหว่างกัมพูชากับไทย ก็จะกลับไปอยู่ในขั้นตอนแรก.....

ในทางกลับกัน ถ้าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่ยอมรับในคำตัดสินของศาลโลก “สถานการณ์ความขัดแย้ง” ระหว่างไทยกับกัมพูชาก็จะยังคงดำรงอยู่ต่อไป และอาจจะเปลี่ยนเป็น....

ขั้นที่สาม คือ“สภาวะความตึงเครียด”(Tension)ระหว่างสองประเทศ เมื่อเกิดความหวาดระแวงซึ่งกันและกัน(suspicious)ขึ้นว่า อีกฝ่ายหนึ่งกำลังมีความเคลื่อนไหวทางการทหาร เช่น ไทยหรือกัมพูชาส่งกองทหารไปซุ่มตรึงกำลังบริเวณชายแดนรอบปราสาทพระวิหาร หรือ กรณีเกาหลีเหนือซ้อมยิงระบบขีปนาวุธข้ามทวีป ก็ถือเป็นการสร้าง“สภาวะความตึงเครียด”ขึ้นในบริเวณคาบสมุทรเกาหลี และมันจะกลายเป็น....

ขั้นที่สี่  หรือ “วิกฤตการณ์”(Crisis) ขึ้นมา เมื่อมีการขู่ว่าจะกำลังทหาร (Threat to use force) ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เช่นที่ ตอนนี้เกาหลีเหนือขู่ว่าจะมีการยิงอาวุธนิวเคลียร์ ถ้าสหรัฐและเกาหลีใต้ยังไม่หยุดทำการยั่วยุใดๆต่อเกาหลีเหนือ  ฉะนั้นสื่อต่างประเทศ จึงเรียกสถานการณ์ที่คาบสมุทรเกาหลีในเวลานี้ว่า Korean Peninsula Crisis” และ สถานการณ์ขั้นสี่นี้จะนำไปสู่....

ขั้นที่ห้า คือ การทำ “สงคราม” (War) ทันทีทันใดที่ฝ่ายหนึ่งมีการใช้กำลังเกิดขึ้น (Use of force) ไม่ว่าจะเป็นด้วยวิธีใดก็ตามและเกิดการตอบโต้จากฝ่ายตรงข้าม

สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ(Conflict Resolution)มี 2 วิธีใหญ่ๆ คือ

1.การใช้กำลัง(Use of Force)

2.การใช้สันติวิธี (Non-Violence หรือ Peaceful Settlement of Conflict) ซึ่งทำได้หลายวิธี เช่น

2.1 การเจรจา(Negotiation)ระหว่างประเทศคู่กรณี ที่เรียกว่า วิธีการทูต (Diplomacy) ซึ่งวิธีนี้ ในเฉพาะกรณีเขาพระวิหาร ทั้งไทยและกัมพูชาก็พยายามทำอยู่หลายครั้ง หลายรัฐบาล แต่ก็ไม่สำเร็จสักที

2.2.Third Party หรือ การเจรจาโดยการอำนวยความสะดวกของประเทศที่สาม (Third Party) เป็นบทบาทของคนกลาง หรือ Good Office ซึ่งเป็นมิตรกับประเทศคู่เจรจา ไม่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง มาช่วยอำนวยความสะดวกให้เกิดการเจรจา แต่ไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการเจรจา เช่น ใช้ประเทศของตนเองเป็นสถานที่ให้ประเทศคู่กรณีมาเจรจากัน ซึ่งอินโดนีเซียก็เคยมีความพยายามจะเป็น Third Party ประสานให้ไทยกับกัมพูชามาเจรจากัน แต่ไม่สำเร็จ

2.3 การไกล่เกลี่ย(Mediation)คือ ประเทศที่สามซึ่งเป็นมิตรกับทั้งสองฝ่ายเข้าร่วมการเจรจาไกล่เกลี่ยให้เกิดข้อยุติระหว่างคู่ขัดแย้งเช่น สมัยประธานาธิบดีบิล คลินตัน ที่พยายามเป็นผู้ไกล่เกลี่ย (Mediator)ให้อิสราเอลกับปาเลสไตน์ได้มาเจรจากัน

2.4 อนุญาโตตุลาการ(Arbitration) คือการที่ประเทศคู่พิพาทตั้งคณะบุคคล (จะเป็น3 หรือ 5 คนก็ได้)ขึ้นมาเพื่อพิจารณาข้อขัดแย้ง และพิจารณาตัดสิน โดยยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศ และคู่พิพาทต้องยอมรับข้อตัดสิน

2.5 Adjudication หรือ การตัดสินข้อพิพาทโดยศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) ซึ่งเรื่องปราสาทพระวิหารอันเป็นความขัดแย้งระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชาก็กำลังใช้วิธีนี้กันอยู่

2.6 United Nations : โดยคู่กรณีนำข้อขัดแย้งสู่สหประชาชาติ ให้คณะมนตรีความมั่นคงตัดสินซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่ทางกัมพูชาต้องการ

เรื่อง “ความขัดแย้งระหว่างประเทศ” เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของ “การวิเคราะห์ทางด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ” จาก“คดีตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหาร ปี 2505” ซึ่งกรณีนี้ยังมีอีกหลายแง่มุมที่น่าสนใจให้วิเคราะห์ได้อีก...

เช่น...บทบาทอันโดดเด่นของฯพณฯ ดร.วีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ในฐานะตัวแทนราชอาณาจักรไทย(Agent of the Kingdom of Thailand)ที่ต่อกรกับนายฮอร์นัมฮงรองนายกฯและรัฐมนตรีต่างประเทศ กัมพูชา ในฐานะตัวแทนราชอาณาจักรกัมพูชา(Agent of the Kingdom of Cambodia)ได้อย่างสมศักดิ์ศรี โดยมี...ปึ้งรองนายก ฯและรัฐมนตรีต่างประเทศซึ่งไปในฐานะ“Members of Delegation of Thailand”นั่งจ๋องๆ มองแบบตาปริบๆว่า “พวกเขากำลังพูดเรื่องอะไรกันอยู่”

ธิติ สุวรรณทัต

 


เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี