คอลัมน์การเมือง

ไม่ได้ทำอะไรชั่ว ก็อย่ากลัว "หน้ากากขาว-ไทยสปริง"

การ ‘ออกอาการ’ ของลิ่วล้อบริวาร ‘ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร’ ต่อกรณีที่ ‘ชัย ราชวัตร’ โพสต์ข้อความตำหนิอย่างรุนแรง  หลังไปปาฐกถาปลิ้นปล้อน ใส่ไคล้ประเทศชาติ ที่ประเทศมองโกเลียนั้น  นำมาซึ่งการ ‘รู้จุดอ่อน’ ของฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล  ซึ่งมิได้อยู่ตรงกับกับตัวคน  แต่อยู่ตรงข้ามกับ ‘ความชั่ว-ความตอแหล’ ที่ตัวคนบางคนเลือกกระทำ  จนนำมาสู่การไล่จี้ใน ‘จุดตาย’ นี้ ของยิ่งลักษณ์ 

                ปฏิบัติการ ไทยสปริง” กับ หน้ากากขาว” จึงผุดขึ้นมา

                อ.แก้วสรร อติโพธิ ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ “โพสต์ทูเดย์” ถึงปรากฏการณ์ “ไทยสปริง” ว่า เป็นขบวนการที่รวบรวมความเห็นพ้องในโซเชียลมีเดีย  โดยเน้นการดึงประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว เป็นการ “เปลี่ยนพื้นที่” รองรับการแสดงออกทางการเมืองของประชาชน ที่อาจเป็นผู้ที่ต้องออกมาชุมนุมหรือไม่อยากออกมาชุมนุม ให้มารวมตัวในโลกไซเบอร์ เพื่อบรรลุจุดประสงค์ เป้าหมาย และภารกิจเดียวกัน

                “หนึ่งคือ...มันไม่เหนื่อย ไม่จำเป็นต้องไปตากแดดตากฝน เอะอะอะไรก็ชุมนุมอย่างเดียว มันเปลืองมวลชน สองคือไม่ต้องมีแกนนำ ผมกับอาจารย์วสิษฐ เดชกุญชร เป็นเพียงออร์แกไนเซอร์ที่เปิดเว็บเพจรวบรวมความเห็น หากประชาชนอยากมีส่วนร่วมก็เข้ามาได้ วันนี้มองว่าการชุมนุมควรจะทำเท่าที่จำเป็น แต่ในโซเชียลมีเดียมันมีช่องทางการเมืองให้ขยายตัวอีกมาก”

                สำหรับสาเหตุที่ “ปาฐกถาอูลันบาตอร์” โดนล็อกเป้าถล่มเป็นกรณีแรกนั้น  อ.แก้วสรร ชี้ว่า รับไม่ได้ที่ ยิ่งลักษณ์ นำตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไปใช้เพื่อผลประโยชน์ของครอบครัว  เวทีดังกล่าวเปิดให้พูดเรื่องประเทศไทยและประชาธิปไตย แต่นายกฯ กลับดึงเรื่องครอบครัวตัวเอง พร้อมทั้งพูดในลักษณะโดดเดี่ยวกระแสต้านให้กลายเป็นพวกเผด็จการ จึงจำเป็นต้องออกมาค้านอย่างถึงที่สุด

                “ปาฐกถาของยิ่งลักษณ์มันสะท้อน มันเปลือยออกมาชัดเจนว่า ขณะนี้เป็นการปกครองของครอบครัวชินวัตร เพื่อชินวัตร โดยชินวัตร ภาพหนึ่งของการปกครอง เขาอาจจะมาจากการเลือกตั้ง มีความชอบธรรมในการเดินนโยบาย จะกู้ 2 ล้านล้าน โครงการน้ำ 3.5 แสนล้าน หรือจำนำข้าว เขามีความชอบธรรม ถูกผิดตัดสินกันที่การเลือกตั้ง หากเราไม่เห็นด้วยกับนโยบายของเขา ไปไล่เขาออก ก็ไม่ใช่ ทุกคนต้องรับกันตรงนี้  แต่เมื่อไหร่เขาล้ำเส้น เอาอำนาจที่ได้มาแสวงประโยชน์เพื่อครอบครัวของตัวเอง  ถ้าเป็นแบบนี้ก็ต้องสู้กัน จะข้างมากข้างน้อย เลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้งมันไม่สำคัญแล้ว

                พูดกันเลยตรงๆ ว่าเราไม่ยอมรับเขา เพราะเขาไม่มีความชอบธรรม ในส่วนการปกครองตามปกติก็ว่าไป แต่เขาหมดความชอบธรรมในสายตาเรา ถ้าเป็นพระก็อาบัติไปแล้ว เป็นแค่ชายหัวโล้นนุ่งผ้าเหลืองเท่านั้น เพราะฉะนั้นในสายตาของผมและอาจารย์วสิษฐ เราก็คุยกันว่าควรออกมา เหมือนกับวัดข้างบ้านเรามีเจ้าอาวาสนอนกับสีกา อย่างนี้ก็ยกมือไหว้ไม่ไหว ต้องคัดค้าน ไทยสปริงจึงต้องปฏิเสธการปกครองที่ไม่ชอบธรรมในสายตาของเรา”

                โดยภารกิจต้านปาฐกถายิ่งลักษณ์ ที่ขณะนี้มีผู้เข้าร่วมนับหมื่นรายชื่อนั้น เป็นเพียง “ไทยสปริงแรก” เท่านั้น  หลังจากนี้ หากพบว่านายกฯ หญิง ยังใช้ตำแหน่งทางการเมืองเอื้อประโยชน์ให้แก่พี่ชายและครอบครัวอีก ประชาชนจะได้เห็นไทยสปริง 2-3-4 ตามมา “ในอนาคตหากมีการกระทำในลักษณะอย่างนี้ มีผลกระทบต่อบ้านเมือง ย่อมเกิดเป็นไทยสปริง 2-3-4 ตามมาได้ ส่วนจะเป็นเรื่องใดอย่างไร ก็อยู่ที่ทางเขาจะเดินหรือทำอะไรที่มันแสดงถึงความไม่ซื่อตรงต่อส่วนรวมอย่างไร เราก็ต้องแสดงออกมาคัดค้านเขาอย่างนั้น”

                เมื่อถามว่า การจะเกิดไทยสปริง 2-3-4 ยึดปัจจัยอะไรเป็นหลัก? คำตอบจาก อ.แก้วสรรคือ “ความทรยศ!”

                “ย้ำว่าหากเป็นเรื่องนโยบายแท้ๆ เราไม่ยุ่ง อย่างนโยบายจำนำข้าวของเขา ที่เชื่อว่าเพิ่มค่าจ้าง เพิ่มพืชผล เงินก็จะหมุนสปริงขึ้นไป ก็เป็นทฤษฎีที่เขาเชื่อ ถึงผมไม่เห็นด้วย แต่ก็เห็นว่าควรไปว่ากันในสภา แต่หากเป็นกรณีการทรยศต่อหน้าที่ ทรยศต่อความไว้วางใจ เอาตำแหน่งสาธารณะความเป็นนายกรัฐมนตรีไปกระทำการเพื่อส่วนตน พี่ชายและครอบครัวแบบนี้ก็ต้องออกมาสู้กัน

                เพราะเจตนามันชัดว่าเขากำลังจะแก้กฎหมายเพื่อเอาตัวพี่ชายเขากลับ เพื่อเอาครอบครัวเขากลับมา ช่วงเวลานั้นที่กำลังมีการไล่บี้ กระทืบศาล เขาก็ไปประชาคมประชาธิปไตยเพื่อความจงใจจะพูดสิ่งนี้ บอกว่าฉันนี่เป็นประชาธิปไตย ไอ้พวกไม่เห็นด้วยเป็นพวกเผด็จการ และยกตัวเองขึ้นมาในสายตาต่างชาติ แต่เราต้องการจะบอกว่านี่มันไม่ใช่เผด็จการ นี่ไม่ใช่ความจริง คุณเท่านั้นหรือที่มีสิทธิพูดถึงประเทศชาติ คนไทยพูดไม่ได้หรือว่า เฮ้ย! ต่างประเทศทั้งหลาย สิ่งที่ผู้หญิงคนนี้พูดไม่จริง ประเทศผมไม่ได้เป็นอย่างนั้น ทำไมผมจะพูดไม่ได้”

                เมื่อถามถึงโมเดล “นิรโทษยกเข่ง” ที่กำลังกลับมาอีกครั้งโดยการชักธงนำของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี แก้วสรร ย้ำว่า ถือเป็นการทรยศเช่นกัน และอาจได้เห็นไทยสปริง 2 ตามมาเพื่อต่อต้านร่าง พ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติฉบับนี้

                “ปรองดองแบบบิดเบือนอำนาจ เอาอำนาจนิติบัญญัติมาใช้เพื่อประโยชน์พวกพ้องและเจ้านายเท่านั้น นิรโทษกรรมคดีคอร์รัปชั่นแบบนี้ไม่เคยเห็น คุณเอาความชอบธรรมอะไรทางนิติบัญญัติมายกเลิกคำสั่งของศาล ใครจะผิดจะถูกมันตัดสินด้วยการยกมือหรือ มันไม่ใช่ มันตัดสินด้วยพยานหลักฐาน ด้วยกฎหมาย สภามายุ่งอะไร

                การเอาอำนาจมาบิดเบือนใช้เพื่อประโยชน์ของตน นี่ก็เป็นการทรยศอย่างหนึ่ง เราไม่ได้ให้อำนาจเขาไปทำแบบนี้ ไว้วางใจให้คุณไปสร้างบ้านสร้างเมือง เอาอำนาจไปสร้างกฎหมายที่ดี อนุมัติงบประมาณควบคุมให้มันดี แต่คุณกลับไม่เอา คุณกลับเอาอำนาจมาทำเพื่อประโยชน์ตัวเอง แบบนี้ถ้าไม่เรียกว่าทรยศแล้วจะเรียกว่าอะไร เรื่องนี้มีการพูดคุยกันแล้วบอกว่ามีคนไม่เห็นด้วย และเหตุผลมันชัดว่ามันไม่ถูก ดังนั้นก็ต้องมีการค้านกัน ก็อาจจะเป็นเรื่องที่สอง ที่สามที่ต้องว่ากันต่อ”

                ส่วนกลุ่ม หน้ากากขาว’ นั้น  ไม่มีแกนหลักจัดตั้งที่แน่ชัด  แต่เป็นการชักชวนกันในเฟซบุ๊ค ว่าน่าจะสร้างสัญลักษณ์ของอุดมการณ์ในการปกป้องประโยชน์และความถูกต้องของประเทศชาติขึ้น  ด้วยการ รวมพลังกัน’ แล้ว แสดงตน’ ออกมา 

                นอกจากการแสดงตนอยู่กับที่  ก็มีการชักชวนกันไปถล่มเพจคนชั่ว (ในความเห็นของเขา)  รวมถึงเพจของนายกฯ และผู้บริหารราชการแผ่นดินส่วนต่างๆ

                ผมเองได้แสดงความเห็นค้าน ต่อการ รุกล้ำ’ หน้าเพจอื่นๆ เพราะไม่สนับสนุน ‘การคุกคาม’ ทุกรูปแบบ  ยกเว้นหน้าเพจที่เป็นทางการของนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี รัฐบาล หรือหน่วยงานของรัฐ เพราะถือว่าเป็นช่องทาง “อย่างเป็นทางการ” ที่ “ประชาชน” มีส่วนร่วมได้ ทั้งบวกและลบ  แต่หน้าเพจส่วนบุคคลนั้น ไม่ควรคุกคามกัน

                อย่างไรก็ดี ปฏิกิริยานี้ของภาคประชาชนในโลกไซเบอร์  เขย่าความมั่นคงของรัฐบาล ที่ดำรงชีพอยู่ไบนกระบวนการ สร้างภาพ-แประชาสัมพันธ์”  จนต้องส่งลิเกหน้าวอก ฉีดโบท็อกซ์จนหน้าหนา ออกมาข่มขู่ประชาชน ว่าจะเอาผิดทางกฎหมาย

                นายชูชาติ ศรีแสง อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา จึงได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊คส่วนตัว "Chuchart Srisaeng" ว่า  มีข้อสงสัยถามกันมากว่า การใส่หน้ากากสีขาวบ้างสีอื่นๆ บ้าง เป็นรูปประจำตัวในเฟซบุ๊คและโพสต์ข้อความว่า  "ขณะนี้กองทัพประชาชนได้ลุกขึ้นแล้ว ข้าขอประกาศว่า จะล้มล้างระบอบทักษิณให้หมดสิ้นไปจากแผ่นดินไทย" นั้น จะมีความผิดตาม พรบ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ประมวลกฎหมายอาญา และกฎหมายอื่นๆ หรือไม่

                “....พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๔ ซึ่งเป็นการกระความผิดที่ใกล้เคียงกับการกระทำดังกล่าวมากที่สุดบัญญัติว่า ผู้ใดกระทําความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินห้าปี หรือ ปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

            (๑) นําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือ ข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน

            (๒) นําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิด ความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน

            (๓) นําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง แห่งราชอาณาจักรหรือความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา

            (๔) นําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่มีลักษณะอันลามกและ ข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้

            (๕) เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ตาม (๑) (๒) (๓) หรือ (๔)

            จะเห็นได้ว่าการกระทำดังกล่าวข้างต้นไม่เข้าข่ายการกระทำความผิด ตามมาตรา ๑๔ (๑) - (๕) จึงไม่มีความผิดตาม พรบ ฉบับนี้

            พิจารณาต่อไปว่า การใส่หน้ากาก จะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาหรือไม่ เห็นว่า ไม่มีบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญาบัญญัติว่า การใส่หน้ากากเป็นความผิด จึงย่อมไม่มีความผิด  ที่โพสต์ข้อความว่า ขณะนี้กองทัพประชาชนได้ลุกขึ้นแล้ว ข้าขอประกาศว่าจะล้มล้างระบอบทักษิณให้หมดสิ้นไปจากแผ่นดินไทย นั้น ข้อความที่ว่า ขณะนี้กองทัพประชาชนลุกขึ้นมาแล้ว ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายใด ๆ แก่บุคคลใด ส่วนที่ว่าจะล้มล้างระบอบทักษิณให้หมดสิ้นไปจากแผ่นดินไทย

            คำว่า ระบอบทักษิณก็ไม่ได้เป็นบุคคลตามกฎหมาย ระบอบทักษิณมีอยู่จริงหรือไม่และเป็นอย่างไร ก็ไม่มีใครยืนยันได้ จึงไม่มีบุคคลใดได้รับความเสียหายจากข้อความนี้ สรุปก็คือ การโพสต์ข้อความดังกล่าวไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา เช่นเดียวกัน"  ส่วนจะมีความผิดตามกฎหมายอื่นหรือไม่ ก็เห็นว่า ไม่น่าจะมีครับ”

                ผมเชื่อว่า เวลานี้ ม็อบหน้ากากขาวในโลกไซเบอร์กำลังหลอกหลอนยิ่งลักษณ์และบริวาร  เหมือนที่ไทยสปริงหลอกหลอนทักษิณ จนต้องออกโรงด่าผ่านเวทีชุมนุมของคนเสื้อแดง

                จะดีมาก หากม็อบหน้ากากขาวเคลื่อนไหวต่อไปอย่างเข้มข้นด้วย “ข้อมูล” ที่มีระดับ  ทั้งข้อมูลเก่าๆ เรื่องการโกงของรัฐบาลทักษิณ ตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และเครือญาติ  เอาความรู้ความสามารถในการย่อเรื่อง ย่อยความ ทำภาพประกอบ เขียนการ์ตูนล้อ ฯลฯ ส่งต่อๆ กันให้ถี่ยิบทุกวี่ทุกวัน  พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ คัดลอกข้อความจาก ‘บัญชีหนังหมา’ มาแฉในอินเตอร์เน็ต  โยยึดหลัก “ความจริง-ไม่ใส่ร้าย-ไม่หยาบคาย-ไม่เสียเวลาก่นด่าไร้สาระ”

                ผมแนะนำว่า หนังสือพิมพ์และเว็บไซต์ของแนวหน้า, ไทยโพสต์ และโพสต์ทูเดย์ มีบทความดีๆ ข่าวสารดี ทุกวันและทั้งวัน  หมั่นเข้า หมั่นนำข่าวสารไปแปลงเป็นภาพ เป็น tag กระจายกันต่อๆ ไป  อ่านกันให้มากขึ้น จับประเด็นให้แม่นขึ้น ส่งต่อกันให้ถี่ขึ้น  ผลลัพธ์ก็คือ เกิดสังคมแห่งการตรวจสอบที่สร้างสรรค์ ไม่ต้องก่นด่ากัน แต่เอาความเลวความชั่วมาเน้นย้ำ หลอกหลอนทุกๆ วัน

                เชื่อเถอะ ทุกวันนี้ยิ่งลักษณ์และพี่ชาย ตลอดจนบริวารทั้งหลายมิได้กลัวอะไรยิ่งไปกว่าความชั่วที่ตัวทำ  กลัวคนจะรู้ กลัวกฎหมายจะลงโทษ กลัวทาสทั้งหลายจะเชื่อ ตาสว่าง แล้วหยุดเป็นมือตีนทางการเมืองให้ต่อไป
                ภารกิจของ ‘หน้ากากขาว’ ที่ยิ่งใหญ่ คือ ขุดการกระทำของเขาเอามาเผย  และช่วยกันปลดปล่อยทาส “สีแดง”  ออกจากการถูกล้างสมองด้วยข้อมูลข้างเดียวให้มากขึ้น ถี่ขึ้น อดทนขึ้น เท่าที่เราจะทำได้ 

                สู้ๆ ครับ ผมเองตัวไม่ขาว แต่หน้ากากขาวจั๊วะ ไม่ต่างจากคุณ  เพราะผมอยู่ข้างๆ คุณ เท่าๆ คุณ ด้วยจิตใจเดียวกันกับคุณ!


เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี