คอลัมน์การเมือง

สงกรานต์ลาว สงกรานต์เลว?

 

เมื่อวันศุกร์ 13 เมษายน 2555 ที่ผ่านมา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯยังสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประจำประเทศไทย ทรงเป็นประธานเปิดงาน“สะบายดีปีใหม่ พ.ศ.2555” เนื่องในโอกาสเทศกาลสงกรานต์ โดยมี ฯพณฯ ทองลุน สีสุลิด รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ แห่ง สปป.ลาว และท่านหลี บุญค้ำ เอกอัครราชทูตลาวประจำประเทศไทย พร้อมคณะ เฝ้าฯ รับเสด็จ

                ทรงฉลองพระองค์ด้วยชุดประจำชาติลาว   ตัดจากผ้าไหมสีน้ำตาลส้ม  ทรงสรงน้ำพระพุทธรูป ทรงร่วมพิธีบายศรี  มีพระราชปฏิสันถารอย่างใกล้ชิด และทรงร่วมรำบัดสะหลบ พร้อมกิจกรรมอื่นๆหลายอย่าง

                ดั่งที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า  ชาวลาวที่ความรักและเทิดทูนสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯอย่างเหลือคณานับ  และพระองค์ก็ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว  และปวงชนชาวลาวอย่างหาที่สุดมิได้เช่นเดียวกัน 

นี่คือ “สายสัมพันธ์” ที่เหนียวแน่น แนบชิดอีกมิติหนึ่ง ระหว่าง 2 ประเทศ ที่พูดภาษาเดียวกัน  แม้จะต่างสำเนียงและคำศัพท์พื้นฐานอยู่บ้าง แต่สามารถเข้าใจกันได้โดยไม่ต้องใช้ภาษาที่สามเชื่อมประสาน  นอกจากความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาล รัฐบาลต่อประชาชน และประชาชนด้วยกันเอง

                แต่เหตุการณ์น่ากังขาและน่าสะเทือนใจ  ที่เกิดขึ้นในโอกาสเดียวกัน  ทว่าเกิดบน“ผืนแผ่นดินลาว”  คือการที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เปิดทางให้

(1) “ทักษิณ ชินวัตร” นักโทษหลบหนีหมายขังของศาลไทย และหมายจับตำรวจไทยอีกหลายคดี  เดินทางเข้า “กรุงเวียงจันทน์” เมืองหลวงของประเทศ!! 

(2) “เปิดสนามบินทหาร”ให้เครื่องบินส่วนตัวของทักษิณลงจอด  เสมือนเป็นประมุขรัฐหนึ่งรัฐใดในโลกนี้!! 

(3) เปิดให้ใช้สถานที่ คือ “หอธรรม” ของ “พระมหาธาตุโลกะจุฬามณี” หรือ “ทาดหลวง”  สถานที่ที่ศักดิ์สิทธิ์และสำคัญที่สุดในทางศาสนาของประเทศลาว!!  เพื่อให้ทักษิณได้ทำพิธีกรรมทางความเชื่อ และพบปะกับประชาชนชาวไทย ข้าราชการ นักการเมือง ที่ข้ามไป “รดน้ำดำหัว”

โดยที่ (4) มีเจ้าหน้าที่ลาวทำหน้าที่ “อารักขา” และบริการเรื่องการเดินทางภายในประเทศ

ลาวไม่รู้หรือ ว่าคนคนนี้เป็นคนที่ทางการไทย “มิตรประเทศของท่าน” ต้องการตัว

ไม่รู้หรือว่าเขาคนนี้คือผู้ที่ร่วมปลุกระดมประชาชนไทยให้ลุกขึ้นประท้วงอย่างผิดกฎหมาย ก่อการเผาบ้านเผาเมือง  จนประเทศไทยเกิดจลาจล เศรษฐกิจเสียหาย  สร้างความแตกแยกในชาติอย่างใหญ่หลวง 

และเป็นคนเดียวกับที่สั่งการให้  “ลูกพรรค” โดยเฉพาะคนที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ขึ้นเวทีปลุกระดมประชาชนโดยไม่ต้องเหนียมอาย

ประเทศไทยไม่เคยบอกกับประเทศลาวมาก่อนกระนั้นหรือ  ลาวถึงได้กระทำเยี่ยงนี้กับประเทศไทย

หรือเคยบอก และครั้งนี้  ลาวก็ถามกลับมายังทางการไทยแล้ว ซึ่งทางการไทย(โดยใคร) ได้ตอบไปว่าอย่างไร จนทำให้ลาวต้องเปิดทางทั้ง  3 ทางข้างต้น ต้อนรับคนคนนี้ เหมือน “ผู้มีเกียรติ” จากประเทศที่เป็น “บ้านพี่เมืองน้อง” กัน ก็ตอบมา

ผมคิดว่าเรื่องนี้ ลาวต้องอธิบายให้กระจ่างครับ  ถ้าลาวไม่อธิบาย และรัฐบาลไทยภายใต้การนำของน.ส.ยิ่งลักษณ์ น้องสาวของทักษิณ ชินวัตร อมสากกระเบือเงียบ ไม่ถาม!!  ประชาชนคนไทยต้องไป“ทวงถาม”ที่สถานทูตลาวประจำประเทศไทยให้จงได้  รู้แฟกซ์ต้องส่งแฟกซ์ รู้อีเมล์ต้องส่งอีเมล์ รู้หมายเลขโทรศัพท์ต้องโทรศัพท์ หรือไม่ก็ไปยืนถือรูปงานสงกรานต์ที่สถานทูตลาว กับงานสงกรานต์ที่เวียงจันทน์ให้เอกอัครราชทูตลาวได้ดูและตอบมาว่า ภาพไหน คือ ความสัมพันธ์ที่แท้จริงระหว่างไทยกับลาวในวันนี้!!

ญี่ปุ่นยังเคยอธิบายเลยนี่ครับ ตอนให้วีซ่าทักษิณเข้าญี่ปุ่นว่าทางการไทยยืนยันให้ทักษิณเข้าญี่ปุ่นได้  และจนบัดนี้ก็ยังไม่มีใครเอาผิดกับนายสุรพงษ์  โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ  กระทั่งเกิดเหตุเช่นนี้ขึ้นอีก ในหลายประเทศรอบบ้านเรา เช่น กัมพูชา เวียดนาม และล่าสุดคือ ลาว

ประเทศเหล่านี้ เลือกความสัมพันธ์ระหว่างเขากับ “ทักษิณ” จนไม่สนใจความสัมพันธ์กับ “ประเทศไทย” แล้วอย่างนั้นหรือ?

ถัดมาก็ต้องถามคนของเราเองด้วย

1.ถามยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่พอดีว่าเป็นน้องสาวของทักษิณด้วย สื่อถามแล้ว เธอไม่ตอบในส่วนของทักษิณ ตอบเฉพาะในส่วนของ“คนเสื้อแดง”ที่จะข้ามโขงไปพบทักษิณเท่านั้นว่า เป็นสิทธิเสรีภาพส่วนตัว ซึ่งก็ถูก แต่ในฐานะ“พลเมืองดี”ของประเทศล่ะ คนเหล่านั้นไม่ต้องมี ไม่ต้องสำนึก และนายกฯ ไม่ต้องคาดหวังให้พวกเขามีเลยใช่ไหม

2.ถาม ส.ส.ที่เข้าแถวคุกเข่า คลานเข้ารดน้ำทักษิณ อาทิ  นายภูมิ สาระผล รมช.พาณิชย์ และ ส.ส.ขอนแก่น,นายไชยา พรหมา ส.ส.หนองบัวลำภู,นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม เช่นเดียวกับ ส.ส.หนองคาย บึงกาฬ ที่ยกคณะทั้งจังหวัดนำโดย ว่าที่ ร.ต.พงศ์พันธ์ สุนทรชัย,นายสมคิด บาลไธสง,นางชมภู จันทาทอง ส.ส.หนองคาย,นายเชิดพงศ์ ราชป้องขันธ์ ส.ส.บึงกาฬ รวมถึงนายสุชน ชาลีเครือ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี นำคณะ ส.ส.และนักการเมืองท้องถิ่นจ.ชัยภูมิ เข้าร่วมด้วย ว่าการเดินทางไปพบคนที่ทางการไทยมีหมายจับ เป็นเรื่องถูกกฎหมายหรือไม่ ถูกต้อง เหมาะสมไหม ในฐานะที่คนเหล่านี้เป็น ส.ส. หรือเป็น“ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง”  แทนที่จะช่วยตามจับ“คนร้าย” กลับไปรดน้ำคนร้ายโดยไม่จับและไม่แจ้ง

3.ถามนายวิทวัส ศรีวิหค เอกอัครราชทูตไทย ประจำ สปป.ลาว ดูซิ ว่าไปร่วมพิธีกับทักษิณหรือเปล่า และนั่นเป็นเรื่องที่ถูกกฎหมาย ถูกต้องตามหน้าที่หรือไม่

4.ถามประชาชน ก็คงจะเปล่าประโยชน์  เพราะประชาชนที่จำแนกแยกแยะเป็น คงจะไม่ไป แต่ก็ต้องลองฟังดูสักคนสองคนนะครับ มติชน ออนไลน์ รายงานว่า พิมพ์พร แซ่ตั้ง ชาวจังหวัดนนทบุรีคือหนึ่งที่เดินทางไปหาทักษิณที่เวียงจันทน์ เธอเล่าให้มติชนฟังว่า ไม่เคยมาประเทศลาว ทั้งที่เป็นประเทศเพื่อนบ้าน อยากมาร่วมทำบุญพระธาตุหลวงและต้อนรับท่านนายกฯทักษิณ ซึ่งได้มีโอกาสพบแล้ว  แม้ไม่ได้ใกล้ชิดมาก แต่ก็ได้ตะโกนให้กำลังใจท่านว่า "เรารักนายกฯทักษิณ"

พิมพ์พรบอกว่า "ได้เห็นท่านสุขภาพแข็งแรง มีกำลังใจดี ก็ดีใจ ก็สงสัยว่าทำไมประเทศไทยไม่ยอมให้เข้าประเทศสักที ตอนนี้ที่เป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยของท่านเพียงอย่างเดียว และที่ประทับใจในการมาครั้งนี้คือ พี่น้องลาวที่ได้สัมผัส คือ เขารักท่านนายกฯทักษิณของเราเหมือนนายกฯของเขา"

ขณะที่ ดารา แสงกองมี แกนนำคนเสื้อแดง จังหวัดบึงกาฬ บอกกับมติชนว่า เดินทางมาด้วยกันกับสมาชิกรวมกว่า 40 คน  อยากพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เห็นหน้าก็พอใจ  เมื่อถามว่าถ้ามีโอกาสได้พูดคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ดารารีบบอกว่า "ยอมตายถวายชีวิตเพื่อท่านได้"

การที่คนเหล่านี้ รักและรอทักษิณไม่ใช่เรื่องผิด  เพราะเป็นความรู้สึกส่วนตัว แต่การที่ไม่มีความรู้และเข้าใจเอาตามการปลุกปั่น ให้ข้อมูลเท็จว่า ประเทศไทยไม่ยอมให้ทักษิณเข้านี่สิ เป็นเรื่องน่าสมเพช  ไม่ใช่สมเพชพิมพ์พร แต่สมเพชประเทศไทย ว่าเรื่องแค่นี้ คนในชาติยังเข้าใจตรงกันไม่ได้ ว่าทักษิณหนีออกนอกประเทศไปเอง ไม่กลับมาเอง เพราะมีคดีติดตัว อันเป็นผลจากการทำชั่ว ยักยอกโกงกิน และใช้อำนาจเพิ่มพูนทรัพย์สินของเขา ซึ่งบางเรื่องยังอยู่ในสภาพ“ข้อกล่าวหา” แต่ทักษิณไม่กล้าเผชิญหน้าการตรวจสอบเยี่ยงสุจริตชนหรือคนดีๆทั่วไป ทั้งที่น้องสาวเป็นนายกฯอยู่ในเวลานี้แล้วไซร้ บ้านเมืองจะไปไหนต่อได้หรือครับ? สื่อมวลชนจะรู้สึกล้มเหลว อับอายบ้างไหมที่“ความจริงพื้นฐาน”แค่นี้ ยังสื่อสารให้ประชาชนประจักษ์และเข้าใจไม่ได้ หรือหลายสำนัก หลายช่อง หลายคลื่น ไม่แม้แต่จะเอ่ยปากบอกประชาชนด้วยซ้ำ

ขณะที่ชาวเน็ตคนหนึ่งเขียนลงในเว็บบล็อกสมาคมลาวหลังจากทักษิณเดินทางเข้าเวียงจันทน์ 1 วันว่า  "ดูแล้วทักษิณก็ไม่ต่างอะไรกับสุนัขบ้า เศรษฐีพันล้านแต่ไม่มีประเทศอยู่ เพราะว่าโกงกิน"  ขณะที่ความเห็นอื่นๆโต้แย้งกันไป โต้แย้งกันมา ไม่ต่างจากความแตกแยกในหมู่คนไทย  รวมไปถึงคนที่ขอให้รักษา “ความเป็นกลาง” เอาไว้ โดยที่ไม่อาจอธิบายได้ว่ามันคืออะไรด้วย

ลาวกับไทยกำลังอยู่ในสภาพเดียวกันคือ พวกหนึ่งบอกทักษิณชั่ว ทักษิณโกง แต่อีกพวกมองทักษิณเหมือนพระศรีอาริย์ที่เสด็จจากสวรรค์ลงมาโปรดสัตว์แล้ว บริสุทธิ์ผุดผ่อง เก่งกาจ และมีน้ำใจสูงส่ง 

ความสงสัยนี้ ใช่ว่าไม่สามารถพิสูจน์  เพราะเพียงแค่ทุกคน นำตัวทักษิณมาจำคุก และดำเนินคดีที่เหลืออีกมากมายต่อในชั้นศาล  ให้ทักษิณใช้เงินที่เขามี จ้างทนายมือดีทั้งแผ่นดินมาช่วยแก้ต่างข้อกล่าวหา และทุกคนจับตาดูคำฟ้อง พยาน หลักฐาน กับคำแก้ต่าง ประกอบข้อกฎหมายและคำพิพากษาศาล เรื่องก็จบ

เงินก็มี ขี้ข้าก็มาก ปากก็ใช่ว่าจะธรรมดา พูดจาไม่รู้เรื่อง ไม่มีความรู้เหมือนน้องสาว

แต่กลับประหลาดที่สุดในโลก ที่ประชาชนเห็นดีเห็นงามกับการไม่ต้องตรวจสอบหาความจริง หาความถูกต้อง หาความเป็นธรรมกันแล้ว เฮละโลกันไปช่วยทักษิณกลบเกลื่อนความผิดและปิดกั้นกระบวนการยุติธรรม ดั่งเช่นที่คนเสื้อแดงเลิกทวงถามถึง “91 ศพ” เลิกตามหา “ฆาตกรมือเปื้อนเลือด” ที่ “สั่งฆ่าประชาชน” เพียงเพราะข้ออ้างสารเลวว่าจะต้อง “ปรองดอง” กัน  ก็ยอมให้ลูกตายฟรี ให้พ่อตายไป ไม่ทวงถาม แลกกับเงินเยียวยา 7 ล้านกว่าๆ  อย่างนั้นหรือ

พี่น้องไทยครับ ลาวครับ กัมพูชาครับ บรูไนครับ   ยิ่งท่านรักและเชื่อว่าทักษิณดี  ท่านยิ่งต้องเคารพกฎหมายไทย  เจอที่ไหน จับตัวส่งทางการ เอาตัวขึ้นศาล แล้วให้ทักษิณสู้ด้วยตัวของเขาเอง 

ไม่ใช่ช่วยกันทำลายกระบวนการยุติธรรมไทย อย่างเช่นที่กำลังพร้อมใจทำกันอยู่ ในตอนนี้


เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี