Logo วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569
แนวหน้า
  • แนวหน้า
  • หน้าแรก
  • คอลัมน์
    • คอลัมน์วันนี้
    • คอลัมน์ออนไลน์
    • คอลัมน์การเมือง
    • คอลัมน์ลงมือสู้โกง
    • โลกธุรกิจ
    • ผู้หญิง
    • บันเทิง
    • Like สาระ
    • ดูทั้งหมด
  • ข่าวเด่น
  • พระราชสำนัก
  • การเมือง
  • โลกธุรกิจ
  • อาชญากรรม
  • กทม.
  • ในประเทศ
  • เกษตร
  • ต่างประเทศ
  • กีฬา
  • ผู้หญิง
  • บันเทิง
  • ยานยนต์
  • Like สาระ
542.jpg
หน้าแรก / สกู๊ปพิเศษ
'กฎหมายคุมม็อบ' สังคมไทยพร้อมจริงหรือ?

'กฎหมายคุมม็อบ' สังคมไทยพร้อมจริงหรือ?

วันพฤหัสบดี ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2557, 02.00 น.
Tag :
  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  •  

 

เป็นอีกเรื่องที่ดูแล้วจะ “เอาแน่” กับกฎหมายควบคุมการประท้วงของประชาชนกลุ่มต่างๆ อย่าง ร่าง พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. ... ที่ปัจจุบันอยู่ในการดำเนินการจัดทำโดย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และเตรียมเสนอต่อ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งเนื้อหาเบื้องต้นเท่าที่ปรากฏตามหน้าสื่อต่างๆ สาระสำคัญมีดังนี้


1.ต้องแจ้งกำหนดการชุมนุมล่วงหน้ากับเจ้าหน้าที่อย่างน้อย 24 ชั่วโมง 2.ห้ามชุมนุมในช่วงเวลา 22.00-06.00 น. 3.การชุมนุมต้องไม่ละเมิดเสรีภาพของบุคคลอื่น ไม่ว่าจะเป็นเสรีภาพในการเดินทาง ความปลอดภัยสาธารณะ และความมั่นคงของชาติ และ 4.ห้ามชุมนุมใกล้โรงพยาบาล โรงเรียน หรือสถานที่ราชการ

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ที่ผ่านมามีความพยายามเสนอกฎหมายดังกล่าวหลายครั้ง เช่น ในสมัยรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สตช. เสนอกฎหมายนี้เข้าสู่รัฐสภา เมื่อ 27 เม.ย. 2554 ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรลงมติเห็นชอบ ก่อนส่งต่อให้วุฒิสภาในวันที่ 4 พ.ค. 2554 แต่หลังจากมีการยุบสภาเมื่อ 10 พ.ค. 2554 ร่างกฎหมายนี้ก็เป็นอันตกไป เพราะรัฐบาลชุดใหม่ไม่ได้หยิบขึ้นมาพิจารณา

สำหรับผู้ที่เห็นด้วยกับกฎหมายฉบับนี้ ส่วนหนึ่งคือเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งต้องทำหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อย เพราะที่ผ่านมาประสบกับความยากลำบากในการควบคุมสถานการณ์ แม้กระทั่งระดับ ผบ.ตร. อย่าง พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ก็ยังตกเป็นจำเลยมาแล้ว กับเหตุการณ์การสลายชุมนุมของ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (เสื้อเหลือง) เมื่อ 7 ต.ค. 2551

อีกส่วนหนึ่ง ประชาชนที่เห็นด้วยกับการมีกฎหมายทำนองนี้ อาจเป็นกลุ่มคนทั่วไปที่ไม่ต้องการได้รับผลกระทบจากการเคลื่อนไหวชุมนุมประท้วง ไม่ว่าจะกระทำโดยกลุ่มใดก็ตาม เช่น 11 ม.ค. 2554 นายชาย ศรีวิกรม์ นายกสมาคมผู้ประกอบวิสาหกิจในย่านราชประสงค์ ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลออกกฎหมายดังกล่าว เพราะรู้สึกเจ็บปวดกับบรรยากาศการชุมนุมที่ผ่านมา โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวของ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (เสื้อแดง) เมื่อปี 2553 ที่ปิดพื้นที่นานนับเดือน ก่อนจะจบลงด้วยเหตุจลาจล

ทว่าก็ต้องยอมรับเช่นกัน ด้วยบริบทสังคมแบบไทยๆ ดูเหมือนการชุมนุมประท้วง อาจเป็นวิธีการเดียวที่ประชาชนทั่วไป ที่ส่วนใหญ่เป็นคนเล็กคนน้อยไม่มีปากเสียง ไม่มีต้นทุนทางสังคมได้แสดงออกเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม และที่ผ่านมา ต่อให้ไม่นับการเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มมวลชนเสื้อสีต่างๆ ก็ยังมีประชาชนกลุ่มอื่นๆ ที่ได้รับความเดือดร้อน หรือไม่ได้รับความเป็นธรรม ออกมาชุมนุมประท้วงอยู่แล้ว

เช่นกลุ่มเกษตรกร ที่ชุมนุมเรียกร้องให้ภาครัฐช่วยเหลือเมื่อราคาผลผลิตตกต่ำ, กลุ่มผู้ใช้แรงงาน ที่ชุมนุมประท้วงมาตรการเลิกจ้าง หรือนโยบายด้านแรงงานที่ไม่เป็นธรรม, กลุ่มรักท้องถิ่น ที่คัดค้านนโยบายจัดการทรัพยากรธรรมชาติโดย
ไม่ฟังเสียงคนในพื้นที่ ตลอดจนกลุ่มผู้ด้อยโอกาสอื่นๆ เช่น กลุ่มสมัชชาคนจน ที่ต้องการให้ปฏิรูปการจัดสรรที่ดินทำกิน หรือกลุ่มผู้ค้าสลากรายย่อย ที่ต้องการให้ปฏิรูปวงการสลากกินแบ่งรัฐบาล เป็นต้น

บุญส่ง ชเลธร รองคณบดีวิทยาลัยบริหารรัฐกิจและรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และเป็น 1 ในผู้นำนักศึกษาช่วงเหตุการณ์ชุมนุมใหญ่ “14 ตุลาคม 2516”มองประเด็นนี้ไว้ 2 เรื่อง เรื่องแรก..กฎหมายการชุมนุมสาธารณะเป็นของแปลกใหม่หรือไม่? ซึ่งคำตอบคือไม่ใช่เรื่องใหม่ ในประเทศที่เจริญแล้ว เช่นในกลุ่มสหภาพยุโรป มีกฎหมายทำนองนี้ใช้กันเป็นปกติทั้งสิ้น

อาจารย์บุญส่ง ในฐานะที่เคยใช้ชีวิตอยู่ในประเทศสวีเดนร่วม 30 ปี เล่าว่า การชุมนุมของประชาชนในยุโรปนั้นมีกฎกติกาที่ค่อนข้างเข้มงวด เช่น 1.ประชาชนที่ต้องการชุมนุม ต้องไปขออนุญาตตำรวจล่วงหน้า โดยแจ้งจำนวนผู้ชุมนุม แกนนำผู้ควบคุมดูแล ซึ่งจะได้ชุมนุมหรือไม่ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของตำรวจที่จะอนุมัติ 2.การชุมนุมประเภทที่มีการเดินขบวนไปตามท้องถนน แกนนำ
ผู้ชุมนุมต้องแจ้งล่วงหน้า ซึ่งก็จะมีการตกลงกันว่าเส้นทางไหนเดินขบวนได้ เส้นทางไหนไปไม่ได้ และ 3.ผู้ชุมนุมไม่สามารถเข้าไปในสถานที่ราชการ หรือสถานที่สำคัญต่างๆ ได้

เรื่องที่สอง..แต่หากดูกันด้วยบริบทสังคมแบบไทยๆ อาจารย์บุญส่ง มองว่า กฎหมายดังกล่าวไม่น่าจะเป็นผลดีต่อประชาชนเท่าไร เพราะต้องยอมรับว่าหน่วยงานภาครัฐของไทย ทั้งตำรวจ ระบบราชการ และรัฐบาล ภาพลักษณ์ในสายตาประชาชนคนไทยแล้วไม่ค่อยจะได้รับความเชื่อถือเท่าไรนัก ซึ่งผิดกับหน่วยงานภาครัฐของประเทศในยุโรป ที่ประชาชนของเขาให้ความไว้วางใจมากกว่า

“รัฐบาลไทยไม่ว่าจะยุคไหนสมัยไหน มักจะเอียงข้าง แล้วผู้รักษากฎหมายอย่างตำรวจ ก็ไม่ได้เป็นกลางอย่างในต่างประเทศ ตำรวจคือเครื่องมือของรัฐบาล มักจะทำตามคำสั่งของรัฐบาล โดยไม่ดูว่าคำสั่งนั้นจะถูกหรือผิดตามกฎหมาย บริบทบ้านเรามันเป็นแบบนี้ แต่ในเมืองนอก เวลาคุณเดินขบวนต่อต้านรัฐบาล ตำรวจเขาเป็นกลาง เขาพิจารณาว่าประชาชนมีสิทธิในการแสดงออก เพียงแต่เขาจัดการให้เป็นการชุมนุมโดยสงบ ของเมืองนอกนี่ เขาไม่ยอมเลยถ้าคุณจะไปยึดทำเนียบรัฐบาล คุณทำไม่ได้ หรือการไปยึดถนนกันสองเดือนสามเดือน อันนี้ก็ทำไม่ได้

แต่ขณะเดียวกัน ตำรวจเมืองนอกเขาก็ไม่ได้มาสนับสนุนให้มีการลอบยิงประชาชน ลอบยิง M79 ใส่คนที่กำลังชุมนุม บริบทของเขากับของเรามันไม่เหมือนกันเลย คือตำรวจเราไม่มีความเป็นกลางทางการเมือง ก็จะรับใช้นักการเมืองหรือพรรคการเมือง โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องของกฏหมาย ดังนั้นถ้ารัฐบาลไม่รักษากฎหมาย ประชาชนเขาก็ไม่สนใจหรอกครับ ถึงจะมีกฎหมายนี้ก็ตาม ผมเชื่อนะ ต่อให้กฎหมายนี้ออกมาจริงๆ ถึงเวลาที่ประชาชนเขาลุกขึ้นต่อสู้ขึ้นมา กฎหมายนี้ก็ไม่มีความหมาย”

นักวิชาการรายนี้กล่าว และยกตัวอย่างต่อไปอีกว่า ปรากฏการณ์ที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมของกลุ่มใดก็ตาม แม้รัฐบาลจะประกาศกฎหมายพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นพ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 หรือ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 พร้อมกับนำกำลังเจ้าหน้าที่จำนวนมากออกมา แต่กลับกลายเป็นว่า ยิ่งทำให้สถานการณ์ตึงเครียดขึ้นไปอีก เพราะประชาชนที่รู้สึกอึดอัดหรือคับแค้นใจแต่ไม่มีทางออก ก็จะออกมาร่วมชุมนุมกันมากขึ้นและเหนียวแน่นขึ้น

สรุปแล้ว อาจารย์บุญส่ง มองว่ากฎหมายนี้ในบริบทสังคมไทย ไม่ได้เป็นอะไรไปมากกว่า “การปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นของประชาชน” เพราะเชื่อว่า ตำรวจคงไม่ยอมให้กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายรัฐบาล ออกมาประท้วงแน่นอน เพราะหากตำรวจอนุญาตให้ชุมนุม ก็อาจถูกรัฐบาลใช้อำนาจสั่งโยกย้ายได้

“ในบริบทสังคมไทย เขาเสนอออกมาเพื่อหาทางปิดปากประชาชนออกมาเพื่อปิดกั้นเสรีภาพในการชุมนุม ในการต่อสู้ของประชาชน ถ้าถามความเห็นส่วนตัวผมที่เคยอยู่เมืองนอก เคยอยู่ใต้กฎหมายนี้มา 30 ปี แต่สำหรับเมืองไทย กฎหมายนี้ผมไม่เห็นด้วย เพราะไม่ได้เป็นเครื่องมือในการรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศชาติ แต่มีมาเพื่อเป็นเครื่องมือในการกดหัวประชาชนเท่านั้น

เราเชื่อในความเป็นกลางของผู้รักษากฎหมายแค่ไหน? เราก็ไม่ได้เชื่อรัฐบาลของเรา ว่าเป็นรัฐบาลประชาธิปไตยที่รับฟังเสียงฝ่ายตรงข้าม เมื่อไม่เชื่อรัฐบาลแล้ว พอมีกฎหมายนี้มา คุณจะไปเชื่อตำรวจได้ยังไงว่าเขาจะอนุญาตให้เดินขบวน? เพราะตำรวจก็เป็นเครื่องมือของรัฐบาล

ดังนั้นตราบใดที่ยังไม่อาจทำให้เชื่อถือได้ว่า รัฐบาลไม่ว่าจะชุดใดก็ตาม มีความเป็นประชาธิปไตย มีใจกว้างที่รับฟังเสียงที่แตกต่างแล้วละก็ กฎหมายให้อำนาจตำรวจในการขจัดไม่ให้มีการชุมนุม เพราะต้องไปขออนุญาตเขา ผมก็ไม่มีทางเชื่อกฎหมายนี้เลย กฎหมายนี้ในต่างประเทศมีไหม? มี แต่ในประเทศไทยผมเห็นด้วยไหม? ผมไม่เห็นด้วย ผมคัดค้าน เพราะมันมีมาเพื่อกดหัวประชาชน ไม่ได้มีมาเพื่อรักษาระเบียบ หรือรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศชาติ แม้แต่นิดเดียว” รองคณบดีวิทยาลัยบริหารรัฐกิจและรัฐศาสตร์ ม.รังสิต ฝากทิ้งท้าย

กฎหมายชุมนุมสาธารณะ..คงจะเป็นเหมือน “ดาบสองคม” อย่างที่บางคนกล่าวไว้ ที่ด้านหนึ่งแม้เจตนารมณ์จะเพื่อจัดระเบียบการประท้วงไม่ให้ละเมิดสิทธิของบุคคลอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้อง แต่อีกด้านหนึ่ง ด้วยบริบทที่ต่างกันด้านคุณภาพและจริยธรรม ทั้งของนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐ ระหว่างประเทศไทยกับประเทศอื่นๆ ที่พัฒนาแล้ว ทำให้เครือข่ายภาคประชาชนกลุ่มต่างๆ กังวลว่า กฎหมายนี้จะยิ่งทำให้สังคมเกิดความเหลื่อมล้ำหนักขึ้นกว่าเดิม

เพราะทุกวันนี้ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของคนเล็กคนน้อยมักระบายความอึดอัดใจเป็นทำนองเดียวกันว่า..ถ้าไม่มีการชุมนุมประท้วง ไม่มีการปิดถนนกดดัน และไม่ทำให้เป็นกระแสใหญ่จนสื่อช่วยกันประโคมข่าว รัฐบาลก็ดี ระบบราชการก็ดี ก็ไม่มีทางที่จะใส่ใจ และแก้ไขความทุกข์ร้อนของประชาชนอย่างจริงจัง เลยแม้สักครั้งเดียว!!!

 

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  •  

Breaking News

สตาร์บัคส์โคเรีย สั่งปิดทุกสาขาทั่วประเทศชั่วคราว รับกรรมปมแคมเปญสะกิดแผลคนเกาหลี

'วรศิษฏ์' ย้ำนายกฯ สั่งลุยปราบผู้มีอิทธิพลทุกพื้นที่ แจงเข้ม ภูเก็ต เหตุยังมีบางกลุ่มไม่กลัวกฎหมาย

มงคล รูดซิปปาก! โยนถาม ‘ไอติม’ แฉคลิปยื่นโพยโยง ‘ฮั้ว สว.ปี67’ ใช่ตัวเองหรือไม่

เมนูทรงโปรด พระองค์ภา เย็นตาโฟแห้ง เจ๊กี ย้อนรำลึกความประทับใจครั้งรับเสด็จฯ

Back to Top
FooterLogo

ผู้ดูแลเว็บไซต์ www.naewna.com
webmaster นายปรเมษฐ์ ภู่โต
ดูแลรับผิดชอบข่าว/ภาพ/โฆษณา/ข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์
กรรมการบริษัทฯ, กรรมการผู้มีอำนาจ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเสนอข่าว/ภาพ/ข้อมูลใดๆในเว็บไซต์ทั้งสิ้น

Social Media

  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  • Youtube
  • Instagram
  • Tiktok
  • RSSFeed
  • หน้าแรก |
  • เกี่ยวกับแนวหน้า |
  • โฆษณากับเรา |
  • ร่วมงานกับเรา |
  • ติดต่อแนวหน้า |
  • นโยบายข้อตกลง
Copyright © 2026 Naewna.com All right reserved