วันพฤหัสบดี ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2569
คนเราเมื่อเกิดมาส่วนใหญ่แล้ว ล้วนต้องการ “ใครสักคน” ที่จะมาใช้ชีวิตร่วมกันในฐานะ “คนรัก” ไม่ว่าจะเป็นคนรักแบบ “ต่างเพศ” หรือชายกับหญิง หรือคนรักแบบ “เพศเดียวกัน” ไม่ว่าชายรักชายหรือหญิงรักหญิงก็ตาม ทว่าหลายสังคมยังมองคนรักเพศเดียวกันในแง่ลบ มีการดูหมิ่นกีดกันและเลือกปฏิบัติ แม้ในยุคปัจจุบันที่สังคมมนุษย์เจริญก้าวหน้า มีการพูดถึงเรื่อง “สิทธิเสรีภาพ” กันทั่วไปแล้วก็ตาม
ที่งานเสวนา “จากอเมริกาถึงประเทศไทย : บทเรียนการขับเคลื่อนกฎหมายคู่ชีวิต” วันที่ 15 ธ.ค. 2558 ณ โรงแรมรัตนโกสินทร์ ถ.ราชดำเนินกรุงเทพฯ ศ.ดร.ไพโรจน์ กัมพูสิริ คณบดีสำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวถึงความพยายามผลักดันให้มีกฎหมายรับรองการแต่งงานของคนรักเพศเดียวกันในประเทศไทย ว่าเป็นเรื่องที่ “ไม่ง่าย” เมื่อเทียบกับประเทศในทางตะวันตก เพราะ “ระบบกฎหมาย” แตกต่างกัน
อาจารย์ไพโรจน์ยกตัวอย่าง “สหรัฐอเมริกา” ที่ไม่นานนี้ศาลสูง (ศาลฎีกา) ส่วนกลาง มีคำพิพากษาให้การแต่งงานของคนรักเพศเดียวกัน “ถูกกฎหมายในทุกๆ มลรัฐ”ท่ามกลางความยินดีของประชาคมโลก ซึ่งศาลสหรัฐทำเช่นนั้นได้ เพราะระบบกฎหมายของสหรัฐ เป็นระบบที่คำพิพากษาของศาลสูงจะถูกยึดถือเป็นแนวทางไปตลอด
ในขณะที่ระบบกฎหมายของประเทศไทยไม่ใช่ระบบที่ถือเอาคำพิพากษามาเป็นบรรทัดฐาน ศาลที่ทำหน้าที่ยังไม่มีบทบาทเท่ากับศาลสูงของสหรัฐ บรรทัดฐานของศาลฎีกาไทยจึงไม่ใช่บรรทัดฐานที่เด็ดขาด คำพิพากษาของศาลฎีกาไทยจะเป็นเพียงตัวอย่างของการใช้กฎหมายในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น ซึ่งอาจถูกปรับเปลี่ยนได้ในเวลาต่อมา อีกทั้งด้วยความที่ค่านิยมหลักของชาวอเมริกันคือ “สิทธิ-เสรีภาพ-เสมอภาค”ทำให้สังคมที่นั่นเกิดความตื่นตัวกันมาก
“การสู้ของอเมริกาไม่ได้ใช้ความรุนแรงแต่ต่อสู้โดยใช้ตัวบทกฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ถือว่าเป็นกฎหมายสูงสุดที่รับรองว่าทุกคนเกิดมาเท่ากัน หากชายหรือหญิงมีสิทธิสมรสกัน บุคคลที่เป็นเพศเดียวกันคือชายกับชายหรือหญิงกับหญิง ก็เป็นมนุษย์มีสิทธิเท่าเทียมกัน คือ สิทธิมนุษยชน” อาจารย์ไพโรจน์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญมากกว่าการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายคือ “ทัศนคติจากคนในสังคม” เห็นได้จากหลายๆ เรื่องที่แม้จะมีกฎหมายออกมา แต่ผู้คนในสังคมไม่ว่าประชาชนทั่วไปหรือเจ้าหน้าที่รัฐผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องต้องใส่ใจ กฎหมายนั้นก็จะเป็นได้แค่ “ข้อความบนกระดาษ” ที่ถูกละเลยไม่มีใครคิดจะปฏิบัติตาม
ดร.ประพีร์ อภิชาติสกล ผู้อำนวยการศูนย์อเมริกันศึกษา ภาควิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ยกตัวอย่างสหรัฐอเมริกาอีกเช่นกัน ที่แม้ในทางกฎหมายศาลสูงจะมีคำพิพากษาให้คู่รักเพศเดียวกันแต่งงานกันได้ในทุกมลรัฐ แต่ในทางปฏิบัติยังมีชาวอเมริกันอีกไม่น้อยโดยเฉพาะในมลรัฐที่มีลักษณะอนุรักษ์นิยมสูง ที่เรียกร้องให้ยกเลิกคำพิพากษาดังกล่าว รวมถึงเรียกร้องให้สังคมทำการเลือกปฏิบัติในแง่ลบกับคนรักเพศเดียวกันอีกด้วย
“แม้ศาลสูงจะพิพากษาให้คนรักเพศเดียวกันแต่งงานกันได้ แต่ในสังคมอเมริกาเองก็ยังมีกลุ่มคนที่ต่อต้านอยู่โดยเฉพาะทางตอนเหนือและใต้ของสหรัฐ อย่าง เท็กซัส (Texas)ที่เป็นพวกอนุรักษ์นิยมมากๆ กลุ่มคนที่ต่อต้านก็ได้มีการออกมาเรียกร้องไม่ให้มีการแต่งงานเพศเดียวกัน อีกทั้งยังได้มีการเรียกร้องให้สถานที่ประกอบการบางประเภทไม่ให้บริการกับคนรักเพศเดียวกัน
จุดจุดนี้เป็นเรื่องที่น่าให้ความสนใจมาก คือในทางกฎหมายผ่านแล้วแต่ในทางสังคมล่ะ? ซึ่งจะต้องหาวิธีว่าจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร กฎหมายอาจจะเป็นความสำเร็จหนึ่ง แต่สังคมต่างหากที่สามารถบอกได้ว่าจะมีการพัฒนาต่อไปอย่างไร” ดร.ประพีร์ ระบุ
บทเรียนจากการต่อสู้ของคนรักเพศเดียวกันที่จะมีสิทธิในการแต่งงาน ที่อาจนำมาช่วยผลักดันเรื่องดังกล่าวในประเทศไทย นายจุลศักดิ์ แก้วกาญจน์ นักวิชาการจากสำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) กล่าวว่า การทำงานในสหรัฐอเมริกาของเครือข่ายภาคประชาชนที่เป็นไปอย่างต่อเนื่อง
โดยข้อเสนอที่ใช้ต่อรองคือ “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” ซึ่งเป็นค่านิยมที่สำคัญและศักดิ์สิทธ์ที่สุดสำหรับชาวอเมริกัน ทั้งนี้นักกฎหมายของไทยเองต้องมี “จินตนาการในเชิงบวก” ว่าจะใช้กฎหมายเพื่อคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ได้อย่างไร? รวมถึงสังคมไทยเองก็ต้องเรียนรู้และพัฒนาร่วมกันไปด้วย
“การทำงานของภาคประชาชนเป็นส่วนสำคัญที่จะเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างคนที่ประสบปัญหาให้เข้าไปสู่พื้นที่ทางการของรัฐได้ง่ายขึ้น อเมริกาใช้การทำงานร่วมกันระหว่างสังคม สื่อมวลชนและทนายความอย่างเข้มข้น ซึ่งสังคมไทยจะต้องเรียนรู้เบื้องหลังความสำเร็จและวิธีการของอเมริกาว่าเขาทำกันอย่างไร
การต่อสู้คดีของประชาชนไม่ว่าคดีอะไรก็แล้วแต่ เราต้องเสนอหลักการเรื่องสิทธิมนุษยชนไปวาง ศาลต้องหยิบขึ้นมาเป็นประเด็นในการวินิจฉัย สิ่งนี้จะกลายเป็นประเด็นใหม่ที่ศาลจะต้องให้คำตัดสินกับเรา และสุดท้ายในการมีกฎหมายเราต้องช่วยกันตรวจสอบว่าสำหรับคนทุกคนแล้วระบบกฎหมายมีความเป็นธรรมกับทุกคนหรือไม่? เพราะในเมื่อเขาเลือกปฏิบัติกับเราได้ วันหนึ่งเขาก็อาจจะไปเลือกปฏิบัติกับคนอื่นได้เช่นกัน ซึ่งเวลาที่เราจะเรียกร้อง ไม่ควรจะเรียกร้องเฉพาะเรื่องของตัวเอง แต่เราควรจะเรียกร้องไปทั้งระบบ” นักวิชาการจาก คปก. ฝากทิ้งท้าย
ย้อนไปเมื่อปี 2556 เคยมีความพยายามนำ ร่าง พ.ร.บ.การจดทะเบียนคู่ชีวิต พ.ศ. ... เข้าสู่รัฐสภา ซึ่งมีสาระสำคัญคือให้รับรองสิทธิหลายประการในการแต่งงานของเพศเดียวกัน เช่น การแบ่งสินสมรสกรณีเลิกราหย่าร้าง การลงนามยินยอมให้แพทย์ทำการผ่าตัดหากคู่รักเพศเดียวกันฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งล้มป่วย การรับมรดกและการทำศพหากคู่รักเพศเดียวกันฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียชีวิต รวมถึงการรับบุตรบุญธรรม แต่เกิดวิกฤติทางการเมืองและมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลเสียก่อนวันนี้จึงต้องมาเริ่มผลักดันกันใหม่อีกครั้ง
ซึ่งหากสังคมไทยตระหนักถึงเรื่องของ “สิทธิเสรีภาพ” อย่างแท้จริง ก็ควรสนับสนุนให้มีกฎหมายทำนองนี้เกิดขึ้น เพราะคุณค่าของความเป็นมนุษย์ไม่ได้อยู่ที่“เขาเป็นใคร” แต่อยู่ที่ “เขาทำอะไร” จะรักต่างเพศหรือรักเพศเดียวกัน ก็สามารถเป็นได้ทั้งคนดีและไม่ดีได้เหมือนๆ กันทั้งสิ้น
อีกทั้ง “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย” แม้กระทั่งฉบับปัจจุบันที่เป็นเพียงรัฐธรรมนูญชั่วคราว ก็ยังรับรองความเสมอภาคของบุคคล ไม่ให้ถูกเลือกปฏิบัติเพียงเพราะ “ความแตกต่างทางเพศ” อยู่ด้วย!!!
จีรนันท์ แก้วนำ
SCOOP@NAEWNA.COM
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี