วันพฤหัสบดี ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2569
ปัญหา “ไฟใต้” ที่ยังคงคุกรุ่น ยากจะ “มอดดับ” ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าความรู้สึก “หวาดระแวง” ที่ชาวบ้านมีต่อเจ้าหน้าที่โดยเฉพาะ “ทหาร” ถือเป็นอุปสรรคสำคัญ เพราะเมื่อเกิดความ “ไม่วางใจ” ก็ยากที่ชาวบ้านจะให้ความร่วมมือกับทหารในทุกๆด้าน ด้วยความตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว ทหาร “นาวิกโยธิน” และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงได้จัดกิจกรรม...
“นาวิก นาวี สัญจร”!!!
เพื่อส่งทหารและเจ้าหน้าที่ของรัฐจากหน่วยงานต่างๆ “กระชับพื้นที่” พบปะพูดคุย “กระชับสัมพันธ์” และให้บริการชาวบ้านถึงในหมู่บ้าน โดยกิจกรรม “นาวิก นาวี สัญจร” ครั้งล่าสุดจัดขึ้นเมื่อประมาณเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ที่มัสยิดวาดีลฮูเซ็น บ้านตะโละมาเนาะ ต.บาเจาะ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส มีหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ให้บริการประชาชน ซ่อมรถจักรยานยนต์ ตัดผม มอบข้าวสาร และขนมให้เด็กในชุมชน โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้ชาวบ้านลดความหวาดระแวงต่อเจ้าหน้าที่ และได้พูดคุยปัญหากัน เพื่อสร้างความร่วมมือในการพัฒนาชุมชน
นอกจากนั้น “พล.ร.ต.สมเกียรติ ผลประยูร” รองผู้อำนวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 5(ศปป.5) กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร(กอ.รมน.) ยังนำคณะลงพื้นที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส เพื่อตรวจความพร้อมมาตรการสกัดกั้น “ภัยแทรกซ้อน” ทางบกและทางทะเลด้วย
“น.อ.นพดล ฐิตวัฒนะสกุล” ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินภาคใต้ กล่าวว่า ภาครัฐได้พยายามที่จะปรับมุมมองของ “ผู้คิดต่าง” ที่ก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยใช้แนวทาง “สันติวิธี” ซึ่งกิจกรรมนาวิก นาวี สัญจร “เดินเท้าเข้าชุมชน” เป็นหนึ่งในโครงการที่นำมาใช้ เพื่อหวังสร้างความไว้วางใจ และลดความหวาดระแวงที่ชาวบ้านมีต่อทหาร โดยการพบปะพูดคุยกับชาวบ้านนอกจากจะพัฒนาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างทหารกับชุมชนแล้ว ข้อมูลบางอย่างจากชาวบ้านยังช่วย “จุดประกาย” ความคิดในการป้องกันและรับมือเหตุร้ายให้กับเจ้าหน้าที่ด้วย
.jpg)
ขณะเดียวกัน จากการลงพื้นที่ยังทำให้เจ้าหน้าที่ พบว่า ปัญหาที่ชาวบ้านในพื้นที่ประสบ คือ การเข้าถึงการรักษาพยาบาล เจ้าหน้าที่จึงได้จัดทีมแพทย์มาให้บริการภายในชุมชน นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องสาธารณูปโภคพื้นฐาน และการส่งน้ำเข้าพื้นที่นาของชาวบ้าน ซึ่งทหารจะเร่งแก้ไขต่อไป
“เวลาทหารใส่เครื่องแบบ ชาวบ้านจะหลบหน้า ไม่อยากคุยด้วย เพราะกลัว แต่เมื่อเราพบปะพูดคุยกับเขา ทำให้ความกลัวและความหวาดระแวงลดลง ไม่ว่าศาสนาใดเราอยู่ด้วยกันได้ นอกจากนี้ยังช่วยให้เจ้าหน้าที่เกิดแนวคิดในการรับมือเหตุร้าย ซึ่งจากกิจกรรมล่าสุดนำมาซึ่งการกำหนดเส้นทางถนนปลอดภัย ซึ่งเป็นเส้นทางที่ชาวบ้านและกำลังพลใช้ประจำ จากค่ายจุฬาภรณ์ ถึงเขตเมือง จ.นราธิวาส ระยะทาง 18 กิโลเมตร โดยพิจารณาจากเส้นทางที่ประชาชนใช้มากที่สุด เป็นต้นแบบของการดูแลความปลอดภัยร่วมกันระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่ และในอนาคตอาจขยายเพิ่มมากกว่า 1 เส้นทาง” น.อ.นพดล กล่าว
น.อ.นพดล กล่าวอีกว่า การปฏิบัติหน้าที่ของทหารเพื่อดูแลความปลอดภัยในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาตใต้ยังคงเหมือนเดิม โดยมีส่วนราชการ อำเภอ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร(กอ.รมน.) และศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้(ศอ.บต.) มาช่วยบูรณาการการทำงาน ซึ่งช่วยให้สถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ลดลงมาก โดยปี 2557 เหตุความรุนแรงลดลงจากปี 2546-2547 กว่าร้อยละ 50 โดยทหารได้ปฏิบัติงานด้านความมั่นคงควบคู่กับงานด้านการพัฒนาของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง รวมทั้งประชาชนให้ความร่วมมือในการพัฒนาพื้นที่
ส่วนการดำเนินการกับผู้ก่อเหตุความรุนแรงหรือกลุ่มผู้มีความคิดเห็นต่างจากรัฐ เจ้าหน้าที่จะไม่ใช้ความรุนแรง เน้นดำเนินการด้วยสันติวิธีและการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งหนึ่งในโครงการที่นำมาดำเนินการ คือ “โครงการพาคนกลับบ้าน” ซึ่งเป็นโครงการเร่งด่วนที่เกิดจากนโยบาย “สานใจสู่สันติ” รองรับการกลับมาของผู้ที่ต้องการยุติการก่อเหตุ และต้องการออกจากการเป็น “แนวร่วม” โดยปี 2557 มีผู้เข้าร่วมโครงการใน 4 อำเภอของ จ.นราธิวาส 213 คน และเตรียมสำรวจรายชื่อเพิ่มเติม เพื่อให้ผู้ที่หลง “เดินทางผิด” ได้มีโอกาสแก้ตัว และเพื่อสร้างสันติสุขในพื้นที่
ขั้นตอนสำคัญของโครงการดังกล่าว คือ ผู้ที่เข้ารายงานตัวและมีหมายจับในคดีอาญา เจ้าหน้าที่จะอำนวยความสะดวกให้มีการประกันตัว และหาแนวทางในการต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม ส่วนผู้ที่มีหมายจับ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หากมีความผิดไม่ร้ายแรง หรือเป็นผู้ต้องสงสัย จะส่งเข้ารับการฝึกอบรม “ปรับทัศนคติ” และจะยกเลิกหมายจับต่อไป
“รัฐบาลยังมีโครงการพูดคุยสร้างสันติสุขกลับสู่พื้นที่ ผมเชื่อว่าเหตุการณ์ต่างๆที่มีการใช้อาวุธสุดท้ายแล้วต้องมาจบลงที่การพูดคุย จึงอยากให้ประชาชนช่วยสนับสนุน โดย อ.บาเจาะ เป็นส่วนหนึ่งในพื้นที่นำร่องหยุดยิง แต่การดูแลรักษาความปลอดภัยของทหารก็ยังปฏิบัติเหมือนเดิม” น.อ.นพดล กล่าว
ด้าน “น.ต.ยี่พญา โยวะผุย” รองผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส 31(รอง ผบ.ฉก.นราธิวาส 31) กล่าวว่า
ในการลงพื้นที่ตามกิจกรรม “นาวิก นาวี สัญจร” นั้น ทหารและเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่างๆ จะเน้น “เข้าถึง” ทุกพื้นที่ในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นศาสนสถานต่างๆ เช่น วัด มัสยิด หรือโบสถ์ รวมถึงแหล่งน้ำ เพื่อพบปะพูดคุย ประชาสัมพันธ์ ทำความเข้าใจ และสร้างความมั่นใจให้ชาวบ้านทราบว่าเรามีมาตรการคุ้มครองพวกเขาอย่างไร นอกจากนี้เวลามีงานเทศกาลในชุมชน ทหารจะเข้าร่วมงานด้วยอย่างน้อยเพื่อให้ชาวบ้าน “อุ่นใจ” และ “เชื่อใจ” ในการทำงานของเจ้าหน้าที่ว่าพวกเขาจะร่วมงานได้ปลอดภัยจริงๆ
ขณะที่ “มะยูโซ๊ะ มะ” อิหม่ามประจำมัสยิดบ้านตาบา ต.เจ๊ะเห อ.ตากใบ กล่าวว่า การปฏิบัติหน้าที่ของทหารในบางกรณี แม้จะมองว่ายังมีความเข้มงวดมากเกินไป แต่ก็สร้างความอุ่นใจในด้านความปลอดภัยให้กับชาวบ้านได้ โดยเฉพาะการคุ้มครองตามสถานที่สำคัญต่างๆ ที่มีการเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เช่น พื้นที่ที่มีการจัดงานประเพณีต่างๆ เป็นต้น และจากการลงพื้นที่ในกิจกรรม และโครงการต่างๆของเจ้าหน้าที่โดยเฉพาะทหารนั้น ช่วยให้ชาวบ้านเข้าใจ และ “ยอมรับ” ในการทำงานของเจ้าหน้าที่ดีขึ้นมาก ทำให้สถานการณ์บางอย่างแทนที่ชาวบ้านจะมองในแง่ลบก็มองเป็นเรื่องบวก ทำให้ง่ายและผ่านไปได้ด้วยดี ซึ่งที่ผ่านมาชาวบ้านในพื้นที่จึงให้ความร่วมมือกับทหารเป็นอย่างดี
นี่คืออีกหนึ่งความพยายามเพื่อนำ “สันติสุข” กลับคืนสู่ดินแดน “ด้ามขวานทอง” ที่แม้จะไม่มีใครตอบได้ว่าจะสิ้น “เสียงปืน ควันระเบิด” ลงเมื่อไร แต่อย่างน้อยพวกเขาก็ได้พยายามแล้ว...
SCOOP@NAEWNA.COM
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี