วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2569
“...เรื่องน้ำนี้ก็เป็นปัจจัยหลักของมวลมนุษย์ ไม่ใช่มนุษย์เท่านั้น แม้สิ่งมีชีวิตทั้งหลายทั้งสัตว์ทั้งพืช ถ้าไม่มีก็อยู่ไม่ได้ เพราะว่าน้ำเป็นสื่อหรือเป็นปัจจัยสำคัญของสิ่งมีชีวิต แม้สิ่งไม่มีชีวิตก็ต้องการน้ำเหมือนกัน มิฉะนั้นก็จะกลายเป็นอะไรไม่ทราบ เช่น ในวัตถุต่างๆ ในรูปผลึก ก็ต้องมีน้ำในนั้นด้วย ถ้าไม่มีน้ำก็จะไม่เป็นผลึก กลายเป็นสิ่งที่ไม่มีรูป ฉะนั้นน้ำนี้ก็เป็นสิ่งสำคัญ
ที่กล่าวถึงข้อนี้ก็จะให้ได้ทราบถึงว่า ทำไมการพัฒนาขั้นแรกหรือสิ่งแรก ที่นึกถึงก็คือโครงการชลประทาน แล้วก็โครงการสิ่งแวดล้อมทำให้น้ำดี สองอย่างนี้อื่นๆ ก็จะเป็นไปได้ ถ้าหากว่าปัญหาของน้ำนี้ เราได้สามารถที่จะแก้ไข หรืออย่างน้อยที่สุดก็ทำให้เรามีน้ำใช้อย่างเพียงพอ ฉะนั้นการพัฒนานั้นสิ่งสำคัญก็อยู่ตรงนี้...”
ความตอนหนึ่งในพระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 2532 ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระองค์ทรงตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรน้ำว่าเป็น “รากฐานของชีวิต” ก่อเกิดโครงการในพระราชดำริหลายโครงการที่เกี่ยวข้องกับการชลประทาน
รวมถึง “การอนุรักษ์ป่าไม้” อันเป็นต้นกำเนิดของแหล่งน้ำ!!!
ดังที่ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ข้าราชบริพารผู้หนึ่งที่รับใช้เบื้องพระยุคลบาทอย่างใกล้ชิด บอกเล่าในปาฐกถาพิเศษ“พึ่งตน พอเพียง..เพื่อชุมชนยั่งยืน” อันเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมเปิดตัว “สถานีปลูกคิดปันสุข บ้านแป้นใต้” จัดโดยเครือ SCG ณ บ้านแป้นใต้ อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง เมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 2558 ที่ผ่านมาว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสอนให้ปวงชนชาวไทยเห็นคุณค่าของทรัพยากรน้ำ

ซ้าย : ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ขวา : ฝายชะลอน้ำ
ดร.สุเมธ ยกตัวอย่างที่ “ห้วยฮ่องไคร้-ดอยสะเก็ด” จ.เชียงใหม่ พื้นที่ป่าที่ครั้งหนึ่งเคยถูกทำลายจนหมดสิ้นความอุดมสมบูรณ์ เมื่อพระองค์ท่านทรงทราบ จึงตรัส ว่า “7 ปีฉันจะทำให้มันเขียว” พร้อมกับรับสั่งให้ไปขอที่ดินจากทางราชการ
ซึ่งในเวลานั้น ดร.สุเมธ ก็ยังไม่เข้าใจว่าจะทำได้อย่างไร!!!
“ผมอุตส่าห์เอาก้อนหินใส่ถุงไปถวาย บอกว่าทำอะไรไม่ได้หรอกพะยะค่ะ พระองค์ก็ทรงรับสั่งว่าไม่ใช่หินแต่เป็นดิน ให้ลองแช่น้ำดู ตอนเช้าก็ละลายจริงๆ สุดท้ายพระองค์ก็รับสั่งให้ฟื้นฟูป่าโดยไม่ต้องปลูก นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของฝายชะลอน้ำ ที่เรียกว่าฝายแม้ว ซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น เพราะชาวบ้านได้นำเศษกิ่งไม้มาโยนขวางทางน้ำเอาไว้เพื่อกักน้ำให้พอใช้ในช่วงฤดูแล้ง
หลังจากนั้นพระองค์ก็ได้นำความคิดดังกล่าวมาสร้างฝายแม้วในพื้นที่ต่างๆ อีกมากมาย พร้อมทั้งกำชับว่าห้ามทำการก่อสร้างใดๆ ทั้งสิ้น เมื่อรับสั่งเสร็จจากนั้นผมก็เป็นตัวกลางพระราชกระแสรับสั่ง ส่งมอบให้กรมชลประทานดำเนินการต่อ โดยกำหนดงบประมาณ 0 บาท หรือทำโดยไม่มีงบประมาณ” เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา กล่าว
“ฟื้นฟูป่าโดยไม่ต้องปลูก” ทำได้อย่างไร? ดร.สุเมธกล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเข้าใจระบบนิเวศของป่าอย่างชัดแจ้ง เช่น ที่พระองค์ทรงอธิบายว่า แม้พื้นที่ที่เต็มไปด้วยตอไม้ที่ใครๆ คิดว่าเป็นซากไม้ที่ตายแล้ว หากมีปัจจัยที่เอื้ออำนวยเพียงพอ พื้นที่นั้นก็สามารถกลับมาเป็นป่าสมบูรณ์อีกครั้งได้
เรียกว่า “ป่ารุ่นที่สอง” (Second Generation Foresters)!!!
“ทรงรับสั่งว่า..ไม่ต้องปลูกต้นไม้ เพราะใต้ผืนดินนั้นมีต้นตอแห่งชีวิตอยู่ ตอไม้ที่เราคิดว่าเขาตายแล้ว แต่ไม่ใช่ เขาเป็นมัมมี่ เมื่อมีปัจจัยแห่งชีวิตเกิดขึ้นเขาก็เกิด เรียกว่าป่ารุ่นที่สอง รวมไปถึงตอไม้พืชพันธุ์นานาชนิด เมื่อมีความชื้นเขาก็กลับคืนมีชีวิต ฉะนั้นจึงเป็นป่าธรรมะ คือป่าธรรมชาติ มีพืชรองดิน มีป่าเป็นชั้น เป็นป่าที่ครบถ้วน” ดร.สุเมธบอกเล่าถึงพระอัจฉริยภาพของพระองค์ ที่ทรงเข้าใจธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง
จากอดีตถึงปัจจุบัน มนุษย์เราใช้ประโยชน์จากป่ามาโดยตลอด ทว่าระยะหลังๆ ทรัพยากรป่าไม้ถูกตีค่าเป็น “สินค้า” และถูกนำไปใช้กันมากขึ้นตามกระแสบริโภคนิยม ทำให้เกิดปัญหาป่าไม้เสื่อมโทรม กระทั่งวันนี้มนุษย์เริ่ม “รู้สึกตัว” ว่าการใช้ทรัพยากรป่าไม้อย่างไม่รู้คุณค่า หมายถึงเราได้ทำลายแหล่งอาหาร แหล่งน้ำ ยา รวมทั้งทำลายวิถีชีวิตตัวเราเองด้วย ซึ่งการฟื้นฟูป่าจำเป็นต้องใช้ “เวลา” และเวลานั้น “ซื้อไม่ได้” แม้จะมีเงินมากเท่าไรก็ตาม
การพัฒนาที่ดี จึงต้องอยู่บนฐานคิดในแง่ “ความยั่งยืน”!!!
“พระองค์ทรงมีรับสั่งทิ้งท้ายว่ามุ่งหวังไว้ พระองค์ไม่ได้ใช้คำว่าร่ำรวย ไม่ใช้แม้กระทั่งคำว่ามั่งคั่ง แต่ใช้คำว่าเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม นั่นหมายถึงจำนวนเงินที่คุณมีไม่สื่อความหมายสาระออกมา แต่อยู่ที่สาระของการใช้เงินนั้นออกมา” ดร.สุเมธ กล่าวทิ้งท้าย
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี