วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569
ยุคนี้สมัยนี้ที่สื่อออนไลน์กลายเป็นของคู่กับชีวิตมนุษย์ ใครจะทำอะไร ที่ไหน เวลาใด สามารถถูก “แชร์” ได้ตลอด เพราะใครๆ ต่างก็มีมือถือสมาร์ทโฟนที่ถ่ายภาพและคลิปวีดีโอได้ ซึ่งถ้าถูกแชร์ในเรื่องที่ดีๆ ก็แล้วไป แต่บางครั้งหากไปทำในสิ่งที่ดูแล้วไม่ถูกไม่งาม ไม่ว่าจะหมิ่นเหม่ต่อกฎหมาย หรือเพียงแค่ไม่ถูกจารีตประเพณี ไม่เข้าตากระแสสังคม ก็อาจถูก “แฉ-ประจาน” ได้ และนั่นอาจหมายถึงการ “หมดอนาคต”ไม่มีที่ยืนอีกต่อไป
เรื่องของการประจานคนที่ประพฤติตนไม่ดีไม่งามผ่านสื่อออนไลน์ ที่มีบางคนให้นิยามว่า “ล่าแม่มดออนไลน์” เป็นเรื่องที่มีการถกเถียงกันอยู่เสมอว่า “ทำได้หรือไม่?” ซึ่งฝ่ายที่สนับสนุนมักให้เหตุผลว่า “เพื่อกำจัดคนไม่ดีออกไปจากสังคม” เพราะบางครั้งมาตรการทางกฎหมายไปไม่ถึงจึงต้องใช้มาตรการทางสังคมแทน ขณะที่ฝ่ายคัดค้านก็จะแย้งว่า “เข้าข่ายหมิ่นประมาท” เพราะบ่อยครั้งมิใช่แค่การแสดงภาพที่เป็นเหตุการณ์ แต่เป็นการลงรายละเอียดอื่นๆ เช่น ชื่อ-นามสกุล ที่อยู่ ที่ทำงาน ฯลฯ เพื่อให้คนไปกดดันให้ต้นสังกัดไล่บุคคลดังกล่าวออกจากงาน
นายประมาณ เลืองวัฒนะวณิช ทนายความชื่อดังอธิบายผ่าน “สกู๊ปหน้า 5” ว่ากรณีแบบนี้ค่อนข้าง“ซับซ้อน” และแบ่งได้เป็นหลายขั้นตอน ประการแรก..การโพสต์ภาพหรือคลิปวีดีโอลักษณะนี้จะเข้าข่ายหมิ่นประมาทหรือไม่? หากอ้างอิงฐานความผิดจาก ประมวลกฎหมายอาญา (มาตรา 326 และ 328) รวมถึงพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 (มาตรา 14 ข้อ 1)
ทนายประมาณกล่าวว่า ทั้ง 2 ข้อกฎหมายนี้ต้องดูว่า “เป็นเรื่องจริงหรือเท็จ” เพราะกฎหมายระบุนิยามการ “ใส่ความอันทำให้ได้รับความเสียหาย” ว่าหมายถึงการ “กุเรื่องหลอกลวง” ทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิดเท่านั้น แต่หากเป็นเรื่องจริงก็ไม่เข้าข่าย เพราะเป็นเพียงการแจ้งให้สังคมรับรู้ว่ามีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น
“ถ้าหมิ่นประมาทต้องเป็นเรื่องในลักษณะของการใส่ความ คือการใส่ความต่อผู้อื่นหรือบุคคลที่สามให้เขามีความเสียหายต่อชื่อเสียงหรือถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง ในลักษณะนี้ถึงจะถือว่าเป็นการหมิ่นประมาท ในกรณีเช่นนี้ ถ้าเอาความจริงมานำเสนอ ก็ถือว่าไม่ได้เป็นการใส่ความอะไรเขา ให้ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง ก็ไม่ถือว่าเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท” ทนายประมาณ กล่าว
ทว่า ประการที่สอง..นอกจากการพิจารณาว่าเป็นเรื่องจริงหรือเท็จแล้ว ประมวลกฎหมายอาญายังให้หลักเกณฑ์อีกข้อหนึ่งด้วยว่า “เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะหรือไม่?” (มาตรา 330) เพราะบางเรื่องถือเป็น “เรื่องส่วนตัว” ที่ถึงจะเป็นความจริงก็ไม่สามารถนำมาเผยแพร่ในพื้นที่สาธารณะได้ ซึ่งการเปิดเผย“ข้อมูลส่วนบุคคล” ก็อาจเข้าข่ายข้อนี้
“มีความเชื่อที่ว่า ถ้ามาตรการทางกฎหมายทำอะไรไม่ได้ก็ต้องใช้มาตรการทางสังคม ต้องโพสต์เพื่อให้คนกดดันไปบีบให้เขาโดนไล่ออก พฤติกรรมแบบนี้มันทำให้เขาเสียหายถ้ามีคนโพสต์ภาพว่าคนนี้ แล้วมีคนมาคอมเมนต์(แสดงความคิดเห็น) ว่า คนนี้เรารู้จัก ชื่ออะไร ทำงานที่ไหน อยู่ที่ไหน ในกรณีนี้ถ้าดูเผินๆ เหมือนจะไม่มีอะไร แต่เจตนาจริงๆ ก็คือต้องการใส่ความคนในภาพ ให้คนอื่นเกลียดชังก็อาจเป็นความผิดได้
แม้จะเป็นภาพจริงแต่เป็นเรื่องส่วนตัวก็มีความผิด เราก็ไม่มีสิทธิ์ไปประจานคนอื่นเขา แต่ถ้าเป็นการนำเสนอว่า สังคมมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ถือว่าเป็นการนำเสนอที่สุจริต แต่คนที่มาโพสต์ต่อเริ่มมีเจตนา ถ้าเป็นการนำภาพและเนื้อหา และเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น โดยไม่มีเจตนาทำให้เขาเสียหายถือว่าไม่มีความผิด แต่คนที่มาโพสต์เปิดเผยข้อมูลก็อาจมีความผิด” ทนายความชื่อดัง อธิบาย
เรื่องของการตัดสินว่าข้อมูลแบบใดเป็นสาธารณะหรือส่วนตัวนี้ถือว่า “ตัดสินได้ยาก” พอสมควร ดังที่รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก คณบดีคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ตั้งข้อสังเกตว่า การโพสต์ภาพโพสต์คลิปวีดีโอก็ดี การวิพากษ์วิจารณ์แสดงความคิดเห็นก็ดี จะแยกแยะได้อย่างไรว่าสิ่งใดเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวม หรือสิ่งใดเป็นไปเพียงเพื่อความสะใจเท่านั้น
“ลองคิดย้อนดูง่ายๆ ว่าหากปล่อยให้คนสามารถที่จะทำเช่นนี้ได้โดยเสรี จะทำให้ทุกคนกลายเป็นผู้ตัดสินผู้อื่นกันอย่างกว้างขวาง และต่างคนต่างก็จะคิดว่าการประจาน หรือการกระทำของตนเป็นประโยชน์ต่อสังคม โดยเหตุผลที่แตกต่างกันไป โดยไม่แน่ว่าสิ่งที่กระทำนั้นเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะจริงหรือไม่ ดังนั้นการวัดง่ายๆ ก็อาจจะต้องเปรียบเทียบกับความเสียหาย และความเดือดร้อนที่บุคคลผู้ถูกนำรูปหรือการกระทำต่างๆ มาลงไว้นั้นจะต้องได้รับ การที่จะอ้างลอยๆ ว่าเป็นประโยชน์นั้นย่อมไม่สามารถที่จะทำได้” อาจารย์เจษฎ์ อธิบาย
นักวิชาการด้านกฎหมายรายนี้ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า สำหรับผู้ที่รู้สึกว่าตนได้รับความเสียหายจากการถูกประจานดังกล่าว สามารถฟ้องร้องตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้ใน 2 ลักษณะ คือ 1.หากเป็นการหมิ่นประมาทอันเป็นเท็จ สามารถที่จะดำเนินการตาม มาตรา 423 และ 2.หากได้รับความเสียหายอื่นๆ ก็อาจจะสามารถดำเนินการตาม มาตรา 420 ได้ เนื่องจากเป็นการกระทำอันจงใจ หรือประมาทเลินเล่อทำให้ผู้อื่นเสียหายต่อชื่อเสียงของเขา ส่วนค่าเสียหายจะเป็นเท่าใดนั้น ก็คงจะต้องไปพิสูจน์เป็นแต่ละกรณีไป
“หากทุกคนเป็นคนตัดสินการกระทำอันเป็นการผิดกฎหมาย ทุกคนก็สามารถที่จะเป็นผู้พิพากษาคนได้ ทำให้กระบวนการยุติธรรมกลายเป็นสิ่งที่อยู่ในมือทุกคน โดยไม่ว่าจะชอบธรรมหรือไม่ชอบธรรม มีกระบวนการอันชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จะทำให้เกิดความวุ่นวายยุ่งเหยิงมาก
แต่หากจะให้ชัดเจนว่ากระทำได้และเป็นประโยชน์นั้น เช่น มีกลุ่มบุคคลจะทำการข่มขืนผู้หญิง มีกลุ่มบุคคลไปไล่คนเหล่านั้น มีคนที่ถ่ายคลิปเอาไว้ได้ จึงนำมาลงให้คนดู เช่นนี้คงจะอธิบายประโยชน์สาธารณะได้ชัดเจน ดังนั้นการพิจารณาจึงต้องทำให้รอบคอบ และไม่ใช่ทุกคนจะเป็นผู้ตัดสินเสียเองได้” อาจารย์เจษฎ์ ฝากข้อคิดทิ้งท้าย
อารีรัตน์ คุมสุข
SCOOP@NAEWNA.COM
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี