วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569
เดือนมกราคม..นอกจากจะเป็นช่วงเวลาของการต้อนรับปีใหม่แล้ว เดือนนี้ยังมีวันสำคัญของคน 2 กลุ่ม หนึ่งคือ “วันเด็ก” ตรงกับวันเสาร์ที่ 2 ของเดือน และอีกหนึ่งคือ “วันครู” ตรงกับวันที่ 16 มกราคม ซึ่งทั้ง 2 วัน ถือว่าเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน เพราะครูบาอาจารย์นั้นเปรียบเหมือน “ต้นแบบ” ที่จะถ่ายทอดทั้งความรู้และบุคลิกภาพที่ดีให้แก่เด็กๆ ในฐานะนักเรียนให้เติบโตขึ้นไปเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของสังคม
ตามขนบประเพณีไทย..ครูถูกคาดหวังให้เป็นดั่ง “พ่อแม่คนที่สอง”!!!
ทว่ายุคสมัยที่เปลี่ยนไป ครูกลายเป็นวิชาชีพที่ถูกควบคุมมาตรฐาน ด้านหนึ่งถือเป็นสิ่งที่ดีเพราะจะทำให้ได้ผู้สอนที่มีความรู้ความสามารถ แต่อีกด้านหนึ่ง เสียงสะท้อนทั้งจากครู นักวิชาการด้านการศึกษา ตลอดจนผู้ปกครองและนักเรียน ต่างตั้งคำถามว่ามาตรการควบคุมนั้น “สมเหตุสมผล” หรือไม่? โดยเฉพาะ “การประเมิน” ที่มีมากมาย และส่วนใหญ่ตัดสินกันที่ “เอกสารกองโต” มากกว่าการทำงานจริง
“ครูต้องทำเอกสาร เพราะมีผลต่อความก้าวหน้าในอาชีพ จึงไม่มีเวลาสอน” นี่คือสิ่งที่พูดถึงกันมานาน!!!
ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ ผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) เปิดเผยถึงโครงการสำรวจ “วงจรชีวิตครูใน 1 ปี” ที่ สสค. ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง และกลุ่มตัวอย่างที่ใช้สำรวจตลอดปีล่าสุด คือปี 2558 ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับที่สำรวจเรื่องเดียวกันในปี 2557
ดร.อมรวิชช์กล่าวว่า กิจกรรมภายนอกห้องเรียนที่กระทบต่อการจัดการเรียนการสอนของครูพบว่า ปี 2558 มีวันเปิดเรียน 200 วัน ครูต้องใช้เวลากับกิจกรรมนอกชั้นเรียนที่ไม่ใช่การสอนถึง 65 วัน คิดเป็นร้อยละ 32.5 ดังนี้ ประเมินโรงเรียน 19 วัน ประเมินนักเรียน 12 วัน ประเมินครู 7 วัน ประกวดแข่งขันนอกโรงเรียน 4 วัน แข่งขันกิจกรรมทางวิชาการ 9 วัน อบรมนอกห้องเรียน 8 วัน ประเมินภายนอกโรงเรียน 3 วัน กิจกรรมอื่นๆ 3 วัน
อย่างไรก็ตาม..สำหรับปีนี้พบว่า “เริ่มดีขึ้น” เพราะหากเทียบกับปี 2557 พบว่าในปีดังกล่าวครูต้องใช้เวลากับกิจกรรมที่ไม่ใช่การสอนถึง 84 วัน เท่ากับว่าในปี 2558 ที่ผ่านมา ครูได้รับการคืนเวลาสู่ห้องเรียนมากขึ้นถึง 19 วัน หรือคิดเป็นร้อยละ 25 ถือเป็นความเปลี่ยนแปลงที่ “น่าพอใจ” และถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้ลดให้ได้มากกว่านี้
“คณะกรรมการการศึกษา อย่าวอกแวกและอย่าเยอะ อะไรที่ดีจับให้มั่นและทำอย่างต่อเนื่อง เราได้เวลาคืนมา 19 วัน เราก็ต้องตั้งเป้าต่อให้เป็น 30 วัน หรือมากกว่านั้น ที่สำคัญคือ ครูมีเวลามากขึ้น ได้ทำกิจกรรมมากขึ้น คุณภาพดีขึ้น ไม่ต้องออกนโยบายอะไรเยอะ ให้นำนโยบายเก่าที่มีอยู่มาพัฒนาให้เกิดผลดีกว่า” ผู้ทรงคุณวุฒิ สสค. กล่าว
ด้านความเห็นของคนเป็นครู นายอาคม สมพามา ครูโรงเรียนสายธรรมจันทร์ อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี ครูผู้ได้รับรางวัลครูสอนดี กล่าวว่า เบื้องต้นรู้สึกยินดีที่ได้เวลาสอนกลับคืนมา แต่ยังมีเรื่องที่อยากฝากถึงรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ คือการวางนโยบายด้านการศึกษาควรชัดเจนและไม่เปลี่ยนนโยบายบ่อยๆ หรือไม่ออกนโยบายใหม่ๆ มาถี่จนเกินไปจนทั้งครูและนักเรียนปรับตัวไม่ทัน รวมถึงยังต้องแบ่งเวลาสอนเพื่อไปประชุมรับนโยบายด้วย
“รัฐควรกินข้าวที่ละคำ ทำทีละอย่าง เพราะในรอบปีที่ผ่านมา มีนโยบายหลายอย่างมาก โดยเฉพาะนโยบายค่านิยม 12 ประการ ซึ่งทางโรงเรียนก็ได้ดำเนินการตาม ปลูกฝังให้เด็กประพฤติปฏิบัติตาม เมื่อเด็กกำลังจะซึมซับค่านิยมและเข้าใจในสิ่งนั้น รัฐก็ได้ทำการออกนโยบายใหม่ นั่นก็คือ การลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ ซึ่งครูก็สับสน เพราะกำลังมุ่งมั่นจะดำเนินการตามนโยบายเดิม ครูต้องออกไปประชุมเพื่อรับนโยบายใหม่”
อาจารย์อาคมระบุ และกล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการทดสอบกลางเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของเด็กไทย หรือ “โอเน็ต” (O-Net) ประเด็นนี้อยากให้รัฐบาลทำความเข้าใจกับครูและนักเรียนทั่วประเทศ เพราะการสอบโอเน็ตเป็นประโยชน์กับตัวเด็กเอง แต่ที่ผ่านมาทุกโรงเรียนจะมุ่งเน้นไปที่การกวดวิชา มีการจ้างบริษัทมาติวโอเน็ตโดยเฉพาะ ซึ่งจริงๆ แล้วควรสอนให้เด็กได้เรียนรู้จากกระบวนการคิดมากกว่า
กับอีกนโยบายที่ถูกมองว่าแก้ปัญหาไม่ตรงจุด คือการนำครูไปสอบโอเน็ต รวมถึงแนวคิด “ติดกล้องวงจรปิดดูการสอนของครู” ซึ่งเรื่องนี้ ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า เป็นเพียงวิธีคิดแบบ “อำนาจนิยม” และไม่ให้เกียรติคนทำงานวิชาชีพครู ดังนั้นจึงควรนำงบประมาณในส่วนนี้ ไปจัดซื้อสื่อการเรียนการสอนจะดีกว่า
“ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ในการเอาครูไปสอบโอเน็ตและการติดตั้งกล้องวงจรปิด เพราะเหมือนระบบอำนาจนิยม ไปตรวจสอบไปเช็คว่าครูทำอะไร เป็นการไม่ไว้วางใจครูและเป็นการไม่ให้เกียรติกับวิชาชีพครูอย่างมาก ถ้าผมไปติดตั้งกล้องที่รัฐสภาบ้าง ตรวจสอบว่าคุณกำลังประชุมเรื่องอะไร ท่านจะรู้สึกอย่างไร ฉันใดฉันนั้น อย่าคอยจับผิดคน จะทำงานกับครูต้องให้เกียรติครู งบประมาณที่จะทำเอาไปซื้อสื่อดีกว่า” อาจารย์สมพงษ์ ให้ความเห็น
และท้ายที่สุดแล้ว..สิ่งที่ทั้งครูและนักเรียนต้องการที่สุดคือ “เวลาสอน-เวลาเรียน” ซึ่งอาจารย์สมพงษ์คาดหวังว่า ปีนี้ (2559) จะต้องลดเวลาที่เสียไปกับกิจกรรมอื่นๆ ให้ได้เพิ่มขึ้นอีก รวมถึงต้องให้ “ความยืดหยุ่น” กับครูในการจัดการเรียนการสอนตามความเหมาะสมมากขึ้นด้วย
“ผมลงพื้นที่จะเจอพวกสภานักเรียน แล้วเขาก็จะบอกว่า..อาจารย์คะ หนูเรียนไม่เต็มหน่วย เดี๋ยวครูไปอบรม เดี๋ยวไประชุม ทำให้งานหลักของครูกลายเป็นงานรอง เมื่อกลับมาสอนก็พยายามอัดเต็มที่ เพราะไม่ทันเวลา..เพราะฉะนั้นกิจกรรมการเรียนรู้มีผลกระทบเช่นกัน ครูก็พยายามเร่งสอน อัดให้นักเรียน ทำอย่างไรก็ได้ให้มันทันเวลาที่กำหนดไว้ ในขณะนี้ระบบการศึกษาเราต้องเช็คให้ดี ผมยืนยันว่านโยบายจากบนลงล่าง ถ้าเราไม่ตรวจสอบ มันจะส่งผลเสียมากกว่าผลดี
ครูในผลสำรวจปี’58 มีความต้องการความเป็นอิสระทางวิชาการ ครูต้องตามเรื่องหนังสือเอง เตรียมการเรียนการสอน ออกแบบการเรียนรู้ นี่คือต้นทุนของครูที่จะเตรียมพร้อมในการสอนหนังสือ แต่ถ้าดึงเวลาออกไปจากพวกนี้ ความเป็นอิสระทางวิชาการก็จะตกไปอยู่ภายในกิจกรรม เช่น การอบรมต่างๆ ต้นทุนครูดีจะต้องต่อยอดจากความเป็นอิสระและความรักในวิชาชีพ” อาจารย์สมพงษ์ ฝากทิ้งท้าย
สำหรับการสำรวจวงจรชีวิตครูไทย ประจำปี 2558 นี้ ใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 319 คนจากทั่วประเทศ ทั้งหมดเป็นครูที่ถูกยกย่องจากท้องถิ่นให้เป็นครูสอนดี อีกทั้งมีอายุงานและวิทยฐานะสูง ซึ่งแม้จะพบว่าครูได้เวลาสอนคืนมาบ้าง แต่หากเป็นไปได้ก็อยากได้มากกว่านี้ เพื่อจะได้ดูแลนักเรียนได้อย่างเต็มที่
เสียงสะท้อนนี้จะไปถึงรัฐบาลหรือไม่?..และจะเกิดการเปลี่ยนแปลงแค่ไหน? คงต้องติดตามกันต่อไป!!!
อารีรัตน์ คุมสุข
SCOOP@NAEWNA.COM
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี