วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569
“การศึกษา” ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการ “ยกระดับคุณภาพชีวิต” แม้เกิดมายากจนหากมีโอกาสเล่าเรียนใน
ระดับสูงๆ ย่อมหางานการดีๆ รายได้มั่นคงทำได้ ด้วยเหตุนี้ไม่ว่าในระดับประเทศหรือระดับนานาชาติ ต่างเห็นตรงกันว่าต้องทำให้ “เด็กทุกคน” เข้าถึงโอกาสทางการศึกษา และต้องเป็น “การศึกษาที่มีคุณภาพ” อีกด้วย
ทว่าในความเป็นจริง ปัญหาใหญ่ของการพัฒนาคือ “ความเหลื่อมล้ำ” ทั้งระหว่างโรงเรียนชั้นนำกับโรงเรียนระดับรอง ระหว่างโรงเรียนในเขตเมืองกับนอกเขตเมือง รวมถึงยังมี “ปัจจัยแทรกซ้อน” อื่นๆ เช่น ฐานะทางบ้านของผู้เรียน ระยะทางจากบ้านไปโรงเรียน ตลอดจนในบางพื้นที่ก็มีความแตกต่างทางเชื้อชาติและความเชื่อ เป็นต้น
5-6 ก.พ. 2559 เราติดตามคณะของ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ลงพื้นที่ โรงเรียนมัธยมป่ากลาง ตั้งอยู่ที่อำเภอปัว จังหวัดน่าน ที่นี่มีลักษณะพิเศษคือเป็นโรงเรียนที่มีชาวเขาอาศัยอยู่ถึง
5 เผ่า ได้แก่ ม้ง ไทลื้อ เมี้ยน ลั๊วะ และไทยพื้นถิ่น ซึ่งแม้จะมาจากหลากหลายวัฒนธรรม แต่ทุกคนก็อยู่ร่วมกันฉันมิตร
นายนิคม พลทิพย์ ผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมป่ากลาง กล่าวว่า หลากหลายทางชาติพันธุ์ของนักเรียน ถือเป็นโจทย์ที่ท้าทายสำหรับการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน จึงเลือกใช้ภาษาไทยและภาษาอังกฤษเป็นภาษาพื้นฐานในการสื่อสารและมุ่งเน้นพัฒนา “ทักษะด้านภาษาอังกฤษ” เป็นสำคัญ เพราะเป็น “ภาษาสากล” ของโลก ด้วยการส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ใช้ภาษาอังกฤษนอกเหนือจากในคาบเรียน เช่น ส่งเสริมให้ผู้เรียนฝึกสนทนากันเป็นภาษาอังกฤษ หรือผู้เรียนกับอาจารย์วิชาภาษาอังกฤษ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความเคยชินในการใช้ภาษา
“การที่ผู้เรียนจะมีทักษะทางภาษาอังกฤษที่ดี ครูผู้สอนมีส่วนสำคัญอย่างมาก ดังนั้นสถานศึกษาจึงมีนโยบายพัฒนาความรู้วิชาภาษาอังกฤษให้กับครูในสถานศึกษา ด้วยการส่งไปอบรมเพิ่มเติมให้เกิดความเชี่ยวชาญ เพื่อให้ครูผู้สอนสามารถส่งต่อความเชี่ยวชาญด้านภาษาให้กับผู้เรียนได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ โดยสถานศึกษามีการส่งเสริมให้บุคลากรในสถานศึกษาเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับผู้เรียน เพราะผู้สอนคือต้นแบบที่ดีให้ของผู้เรียน

ครูผู้สอนจะต้องมีความสามารถ ไม่หยุดที่จะเรียนรู้กับสิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา เพื่อสร้างผู้เรียนให้มีคุณลักษณะที่สมบูรณ์ ซึ่งหากเราสามารถทำได้เหมือนตั้งใจเอาไว้เช่นนี้แล้ว ครูผู้สอนก็จะเกิดความภาคภูมิใจที่ได้เห็นผู้เรียนก้าวไปสู่ความสำเร็จ ทั้งนี้ก็เพื่ออนาคตของผู้เรียนทุกคน”
ผอ.รร.มัธยมป่ากลาง กล่าวว่า ซึ่งที่ผ่านมามีผลงานการันตีความสำเร็จ คือ ทำให้สามารถคว้ารางวัลวิชาการระดับเขตต่างๆ มาได้มากมาย อาทิ รองชนะเลิศการแข่งขันการพูดภาษาอังกฤษแบบไม่ได้เตรียมมาก่อน (Impromptu Speech) และรองชนะเลิศการแข่งขันเล่านิทานภาษาอังกฤษ เป็นต้น
ศ.ดร.ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์ ผู้อำนวยการสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า จากข้อมูล EF English Proficiency index ปี 2015 หรือข้อมูลความสามารถด้านภาษาอังกฤษ พบว่า ไทยอยู่ลำดับที่ 62 ของโลก ซึ่งอยู่ในกลุ่ม “ต่ำมาก” (Very Low Efficiency) ในขณะที่เพื่อนบ้านอาเซียนอย่าง สิงคโปร์ อยู่ในลำดับที่ 12 และ มาเลเซีย อยู่ในลำดับ 14 จัดเป็นกลุ่มมีทักษะสูง ดังนั้นการที่ รร.มัธยมบ้านกลาง เอาจริงเอาจังกับการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ จึงถือเป็นเรื่องที่ดี
“ความสำเร็จของสถานศึกษาที่มีความสามารถในการส่งเสริมด้านวิชาภาษาอังกฤษ นั่นก็คือ โรงเรียนมัธยม
ป่ากลาง อำเภอปัว จังหวัดน่าน ที่เสริมความแข็งแกร่งทางด้านภาษาอังกฤษให้กับผู้เรียนชาวไทยภูเขาที่มาจากหลากหลายชาติพันธุ์ในพื้นที่ ให้มีความสามารถทางด้านภาษาจนสามารถคว้ารางวัลระดับเขตต่างๆ มาได้มากมาย” ผอ.สมศ. กล่าวชื่นชม
นอกจากด้าน “วิชาการ” ที่โรงเรียนแห่งนี้มีเป้าหมายชัดเจนว่าจะส่งเสริมสิ่งใด ด้าน “ความประพฤติ-บุคลิกภาพ” ก็สำคัญไม่แพ้กัน นายจิรายุ จันทร์เพ็ง ครูโรงเรียนมัธยมป่ากลาง เจ้าของรางวัลครูดีเด่นระดับประเทศ พ.ศ.2556 กล่าวว่า ในอดีตโรงเรียนมัธยมป่ากลาง ประสบปัญหาทั้งนักเรียนโดดเรียน ทะเลาะวิวาท และยาเสพติดที่ระบาดไปทั่วทั้งชุมชนรอบๆ โรงเรียน ดังนั้นเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหา จึงต้องพิจารณาว่า ผู้เรียน โรงเรียน ชุมชน ต้องการอะไร แล้วจึงดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ เรียงลำดับขั้นตอนตั้งแต่..
ศึกษา-วิเคราะห์-ตัดสินใจ-ลงมือทำ-พัฒนาปรับปรุง-สรุปบทเรียน!!!
“ยังมีการใช้กิจกรรมบำบัด ด้วยการนำวิชาลูกเสือ และวงโยธวาทิตเข้ามาแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นเพื่อพัฒนา
ระเบียบวินัย และใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ทำให้ปัญหาต่างๆ ลดลงไปมาก ผู้ที่เคยเป็นกลุ่มเสี่ยงก็เลิกพฤติกรรมเสี่ยง มีระเบียบวินัยและมีสมาธิในการเรียนมากขึ้น”
นายจิรายุ ระบุ ขณะที่ นายนิคม กล่าวว่า ปัญหาในพื้นที่อีกอย่างคือ “ท้องก่อนวัยอันควร” สืบเนื่องจากในอดีตที่ผู้คนนิยมแต่งงานกันตั้งแต่อายุน้อยๆ ซึ่งแถบนี้เมื่อมีงานเทศกาลต่างๆ วัยรุ่นกลุ่มชาติพันธุ์ก็จะมาเที่ยวกัน โดยมี
ประเพณีว่าหนุ่มๆ หากชอบสาวๆ คนไหนก็จะ “ฉุด” ไปเป็นภรรยาก่อน แล้วค่อยกลับมา “สู่ขอ” ในภายหลัง
แต่เมื่อบริบทสังคมเปลี่ยน ทั้งการที่ภาครัฐกำหนดว่าเด็กทุกคนจะต้องได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี และการมีเพศสัมพันธ์ก่อนอายุครบ 18 ปี เป็นสิ่งผิดกฎหมาย จึงต้องทำความเข้าใจกับกลุ่มชาติพันธุ์เหล่านี้ ซึ่งก็ได้รับความร่วมมืออย่างดี พร้อมๆ กับวัยรุ่นหญิงมีค่านิยมอยากเรียนต่อสูงๆ มากขึ้น ระยะหลังๆ ปัญหาดังกล่าวจึงลดลงไป
“เมื่อก่อนอยู่ 15–16 ก็แต่งงานกันแล้ว เขามีประเพณีของเขา ก็คือประเพณีปีใหม่ เขาก็จะมาเที่ยวกัน ถ้าเขาชอบ
ผู้หญิงคนไหนเขาก็ฉุดเอาไปเลยแล้วก็ค่อยมาขอภายหลัง นายกอบต. ก็ทำจดหมายมาว่าไม่เห็นด้วย หลังๆ เลยมีปัญหาเบาลง จริงๆ ทางด้านประเพณีเขาไม่ผิด แต่ทางด้านกฎหมายมันผิด” ผอ.รร.มัธยมป่ากลาง กล่าว
อีกทักษะสำคัญที่ต้องปลูกฝังคือ “ความกล้าแสดงออก” เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความเชื่อมั่นในตนเอง นายจิรายุ
กล่าวว่า มีการนำจุดเด่นของความเป็นกลุ่มชาติพันธุ์มาใช้ โดยให้นักเรียนแต่งกายด้วยเสื้อผ้าประจำเผ่าในการแสดง
วงโยธวาทิต ทำให้ผู้เรียนเกิดความภาคภูมิใจที่ทำให้กลุ่มชาติพันธุ์ได้รับการยอมรับ จนได้รับรางวัลเหรียญเงินการประกวดวงโยธวาทิตนักเรียน-นักศึกษาชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย ชิงถ้วยพระราชทาน 3 ปีซ้อน ในปี 2549-2551
ด้าน น.ส.เกสร สิงห์ธนะ ครูโรงเรียนมัธยมป่ากลาง กล่าวเสริมว่า การส่งเสริมอัตลักษณ์ประจำถิ่น นอกจากเป็นการส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้แล้ว ยังปลูกฝังค่านิยมรักบ้านเกิด และยังส่งผลให้มีความกล้าแสดงออกมากขึ้นด้วย
“เมื่อคุณครูได้จัดกิจกรรมให้เด็กเหล่านี้แสดงออกทางศิลปวัฒนธรรม ทำให้เขาเกิดความกล้าแสดงออก กล้าที่จะปฏิสัมพันธ์กับคนที่มาเยี่ยมชมโรงเรียน” น.ส.เกสร กล่าวทิ้งท้าย
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี