วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569
พระครูวิมลปัญญาคุณ สอนวิชาพลังงานทดแทนด้วยตนเอง
เพราะ “การศึกษา” ไม่ใช่แค่ “เรียนเพื่อสอบ” แต่ต้องนำความรู้ไปใช้ได้จริง โดยเฉพาะโลกยุคใหม่ที่มีความซับซ้อนขึ้น การเรียนรู้แบบ “แยกส่วน” เป็นวิชานั้นวิชานี้ ไม่อาจตอบโจทย์ด้านการพัฒนาได้อีกต่อไป แนวคิดด้านการศึกษาจึงเริ่มหันไปหาการ “บูรณาการ” เชื่อมโยงทักษะของแต่ละวิชาเข้าด้วยกัน
รวมถึงเชื่อมโยง “ทฤษฎีในตำรา” เข้ากับ “ปฏิบัติในชีวิตจริง”!!!
ดังตัวอย่าง ณ ที่บ้านดงดิบ อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี “โรงเรียนศรีแสงธรรม” ที่นี่ไม่ได้สอนแค่พื้นฐานเรื่องการอ่าน เขียน เพื่อทำข้อสอบเท่านั้น แต่โรงเรียนแห่งนี้ได้สอนให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการสร้างชุมชนเข้มแข็งจากการลงมือทำ ซึ่งจะสามารถต่อยอดไปสู่ทักษะอื่นๆทั้งด้านสังคม วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี เพื่อที่จะช่วยสร้างประเทศชาติให้เข้มแข็ง
โดยมีจุดเด่นในฐานะ “โรงเรียนโซลาร์เซลล์” ต้นแบบแห่งพลังงานทดแทน!!!
พระครูวิมลปัญญาคุณ เจ้าอาวาสวัดป่าศรีแสงธรรม หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “พระอาจารย์” ได้ก่อตั้งโรงเรียนศรีแสงธรรม ในปี 2553 ซึ่งเปิดสอนตั้งแต่ชั้นมัธยมปีที่ 1-6 เล่าว่า สาเหตุที่ตั้งโรงเรียน เหตุผลหนึ่งเพราะในวัยเด็กไม่มีโอกาสได้รับการศึกษาสูงๆ เนื่องจากบิดามารดาหย่าร้างกัน ทำให้ต้องออกจากระบบการศึกษา มาทำงานเป็นเสาหลักเลี้ยงครอบครัวในฐานะพี่ชายคนโต จึงอยากจะช่วยเหลือเด็กรุ่นหลังไม่ให้มีชะตากรรมเดียวกัน
กับอีกเหตุผลที่สำคัญ เพราะต้องการสานต่อการช่วยชาติจาก “หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน” ซึ่งพระครูวิมลปัญญาคุณเป็นศิษย์รุ่นสุดท้ายของท่าน ได้มีส่วนรวมรวบเงินบริจาคต่างๆ ซื้อทองคำเข้าคลังหลวงในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ 2540 ส่วนตัวพระครูวิมลปัญญาคุณเองก็คิดว่าการช่วยชาติที่ดีที่สุด คือการผลิตคนดีเข้าสู่สังคม เพราะเด็กเป็นอนาคตของชาติ จึงตัดสินใจสร้างโรงเรียนแห่งนี้ขึ้นมา
“เมื่อเด็กไม่รู้หนังสือ อ่านหนังสือไม่ออก จะอยู่อย่างไรในสังคม อนาคตของประเทศชาติจะเป็นอย่างไร หากสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ อาตมามองจากจุดนี้ จึงอยากให้พวกเขามีโอกาสทางการศึกษา ขึ้นไปที่จะส่งพวกเขาไปได้คือโอกาสทางการศึกษา ถ้าไม่มีการศึกษา เด็กๆ ก็จะไม่มีแรงจูงใจอะไรในชีวิต ไม่มีเครื่องมือในการหาเลี้ยงตัวเอง” พระครูวิมลปัญญาคุณ กล่าว

“แผงโซลาร์เซลล์” อัตลักษณ์เด่นของโรงเรียน
จากจุดเริ่มต้นของโรงเรียนซึ่งมีปัจจัยเพียงน้อยนิดจากการบริจาค พระครูวิมลปัญญาคุณ ตัดสินใจพาเด็กๆสร้างอาคารเรียนแบบบ้านดิน เพราะเป็นแนวทางที่ประหยัดที่สุดและสามารถทำได้ตัวเอง ทุกคนลงมือปั้นดินด้วยตัวเองนับพันนับหมื่นก้อนเพื่อสร้างอาคารเรียนบ้านดินด้วยตนเอง ทำให้เด็กๆมีความภูมิใจมาก เพราะเป็นห้องเรียนที่ทุกคนสร้างมากับมือ ซึ่งถือเป็นการเรียนรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงจากการปฏิบัติจริง แม้แต่โครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ทั้งห้องสมุด บ้านพักครู อาคารพยาบาล ถูกสร้างขึ้นมาจากเศษไม้ เศษเหล็กเก่าๆ เพื่อเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า
แต่เมื่อพบว่าห้องเรียนยังไม่เพียงพอ พระรูปนี้ก็ตัดสินใจ “ขายบ้านตนเอง” โดยชวนแม่และน้องชายมาอยู่ที่โรงเรียนด้วยกัน เพื่อนำเงินมาก่อสร้างอาคารเรียน 4 ชั้น มูลค่า 18 ล้านบาท!!!

อยู่ที่นี่แม้แต่ผู้หญิงก็ต้องไถนาได้
ส่วนจุดเริ่มต้นของโครงการ “โซลาร์เซลล์” พระครูวิมลปัญญาคุณ เล่าว่า ในช่วงที่เริ่มใช้อาคารใหม่ โรงเรียนขาดแคลนอุปกรณ์การเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ แต่เมื่อมองไปรอบๆ เห็นว่าพื้นที่โรงเรียนมีแดดส่องสว่างตลอดเวลา จึงเริ่มคิดถึงการนำแสงอาทิตย์มาใช้เป็นพลังงานทดแทน
เพราะเป็น “พลังงานสะอาด” ที่ “ใช้ได้ไม่มีหมด”!!!
“ตอนแรกๆ มีเพียงแผ่นโซลาเซลล์เก่าๆ แตกๆ ที่พังแล้วเก็บเอามาซ่อมและทดลองใช้ในรูปแบบต่างๆ เช่น ที่ชาร์จโทรศัพท์มือถือ ทำโคมไฟ จากนั้นก็ขยายความรู้ไปเรื่อยๆ ด้วยการเข้าร่วมประกวดโครงการงานต่างๆได้รับรางวัลระดับประเทศมากมาย ในที่สุดจึงเดินหน้าติดตั้งโซลาเซลล์ขนาด 6 กิโลวัตต์ เพื่อใช้ผลิตไฟฟ้าทั้งหมด ทำให้ค่าไฟลดลงอย่างมากจากเดือนละ 6,000 บาท เหลือเพียงเดือนละ 40 บาท” พระนักพัฒนารูปนี้ กล่าวถึงความสำเร็จ
เมื่อองค์ความรู้ด้านไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนในโรงเรียนเริ่ม “ลงหลักปักฐาน” ได้ที่ โรงเรียนศรีแสงธรรม จึงเริ่มถ่ายทอดความรู้ให้กับชุมชนโดยรอบ เน้นไปที่การแบ่งเบาภาระด้านการเกษตร เช่น โซลาเซลล์เคลื่อนที่ “รถเข็นผลิตไฟฟ้าชุดนอนนา” ที่สามารถใช้กับเครื่องสูบน้ำ และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่จำเป็น อย่างวิทยุ โทรทัศน์ พัดลม เพื่อให้ชาวนาเข็นไปนอนเฝ้านาอย่างสะดวกสบายมากขึ้น ไม่ต้องเสียค่าน้ำมันแพงๆ อีกต่อไป เพราะใช้แดดร้อนๆ ในนา เป็นพลังงานได้เลย ทำให้ได้รับความนิยมและเป็นที่ชื่นชมเป็นอย่างมาก
และเพราะโรงเรียนแห่งนี้เกิดขึ้นและมีชื่อเสียงขึ้นมาจากพลังงานแสงอาทิตย์ นักเรียนที่นี่เลยกลายเป็น “ช่างไฟฟ้า” ไปโดยปริยาย ทุกครั้งที่มีการเข้าไปช่วยเหลือชุมชน ผู้ติดตั้งและซ่อมแซมแผงโซลาร์เซลล์ก็ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นนักเรียนชั้นมัธยมปลายซึ่งมีทักษะมีความชำนาญเป็นอย่างดี เนื่องจากได้เรียนเรื่องพลังงานทดแทนมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ชั้นมัธยมต้นปีที่ 1 แล้ว จึงต่อวงจรกระแสไฟฟ้าแบบต่างๆ ได้อย่างคล่องแคล่ว

รถเข็นผลิตไฟฟ้าชุดนอนนาเพื่อเกษตรกร
ไม่เพียงแต่โดดเด่นด้านพลังงานจากแสงอาทิตย์เท่านั้น ที่นี่ยังเป็นแหล่งเรียนรู้ “เกษตรผสมผสาน” ตามทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเป็นอาหารกลางวันของผู้คนในโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นการปลูกผัก เพาะเห็ด การปลูกข้าว ซึ่งเป็น “เกษตรอินทรีย์” ปลอดสารเคมีอันตราย
ภาพที่เห็นได้ชินตาชาวชุมชนรอบๆ โรงเรียน คือนักเรียนที่นี่ต้องลงมือ ไถนา ดำนา เกี่ยวข้าว ด้วยตัวเอง สร้างความประทับใจกับให้ผู้ที่ได้เห็นเป็นอย่างมาก และยังเป็นความภาคภูมิใจของนักเรียนเองด้วย เพราะได้มีส่วนร่วม ได้ลงมือทำด้วยตนเอง สามารถนำความรู้ดังกล่าวกลับไปใช้เพื่อแบ่งเบาภาระทางบ้าน และเลี้ยงตนเองในอนาคตได้
นี่คือ “มิติใหม่ของการศึกษาไทย” ที่มีการผสมกันระหว่างหลักธรรม แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง และเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อให้เด็กๆได้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของบริบทโลก!!!
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี