วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569
บนเส้นทางขรุขระที่ทอดยาวผ่านขุนเขาสุดลูกหูลูกตา ณ “หมู่บ้านห้วยบง” ต.นาเกียน ห่างจากตัวอำเภอ “อมก๋อย” จ.เชียงใหม่ ราว 20 กิโลเมตร กลายเป็นเป้าหมายของปฏิบัติการทำลาย “ไร่ฝิ่น”ครั้งล่าสุดของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือ “ป.ป.ส.” และทหารจากกองทัพภาคที่ 3 หลังพบว่าพื้นที่แห่งนี้ลักลอบปลูกฝิ่น สารเสพติดอันตรายที่แปรรูปเป็นสารตั้งต้น “เฮโรอีน” ได้
หากมองผิวเผินพื้นที่ส่วนใหญ่ใน “หมู่บ้านห้วยบง” จะถูกชาวบ้านที่ส่วนใหญ่เป็นชาวเขาเผ่า “กะเหรี่ยง” ใช้ประกอบอาชีพทางการเกษตร ทว่า...ลึกเข้าไปใน “ไหล่เขา” กลับกลายเป็นสถานที่ “ซ่อนอำพราง” แปลงปลูกฝิ่นที่ยากต่อการพบเห็น
ปฏิบัติการครั้งล่าสุดที่เกิดขึ้นราวปลายเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา เกิดขึ้นหลังสำนักงาน ป.ป.ส.ภาค 5 พบข้อมูลว่า มีแนวโน้มเยาวชนโดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ “เสพฝิ่น” มากขึ้น และความต้องการที่มากขึ้นกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้มีการ “ลักลอบ” ปลูกฝิ่นมากขึ้น ป.ป.ส.จึงต้องกำจัดไร่ฝิ่นให้หมดไปจากพื้นที่โดยเร็วเพื่อสกัด “ราชินีแห่งยาเสพติด” ไม่ให้ “คืนชีพ” อีกครั้ง
“วิชัย ไชยมงคล” ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ส.ภาค 5 กล่าวว่า พื้นที่ภาคเหนือมีอาณาเขตติดต่อกับหลายประเทศ และมีชนกลุ่มน้อยหลายเผ่า จึงถูกใช้เป็น “เส้นทางลำเลียงยาเสพติด”สำหรับสถานการณ์ภายนอกประเทศ โดยเฉพาะด้าน อ.แม่สาย จ.เชียงราย ซึ่งมีพรมแดนใกล้กับประเทศจีน เมียนมา และลาว โดยเฉพาะจุดที่สำคัญ คือ “รัฐฉาน” มีชาติพันธุ์ไทยใหญ่หรือฉานอาศัยเป็นจำนวนมาก ยาเสพติดทั้งหมดจะอยู่ในรัฐนี้ ทางรัฐบาลเมียนมาไม่สามารถจะใช้กำลังทางทหารในเขตพวกนี้ได้ จึงเป็นเหตุที่ทางการไทยไม่สามารถ “เข้าตี” โรงงานผลิตได้
“เมื่อไม่สามารถเข้าตีโรงงานผลิตได้ จึงเปลี่ยนแผนที่จะสกัดไม่ให้สารตั้งต้นจาก 3 เส้นทางเข้าไปโรงงานได้ โดยฝิ่นในพื้นที่ อ.อมก๋อย เป็นหนึ่งในสารตั้งต้นที่จะส่งเข้าสู่โรงงานผลิต เราจึงต้องเข้าตัดทำลายอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งส่งเสริมอาชีพให้กับชนกลุ่มน้อยตามแนวชายแดน เพื่อให้เลิกปลูกฝิ่น” วิชัย กล่าว
“ณรงค์ รัตนานุกุล” เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่า สำนักงาน ป.ป.ส. และกองทัพภาคที่ 3 ได้สำรวจพื้นที่ลักลอบปลูกฝิ่นใน 12 จังหวัดภาคเหนือ ทั้งทางภาคพื้นดินและทางอากาศ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่แม่นยำ เกิดประโยชน์สูงสุดในการตัดทำลายฝิ่นมาตั้งแต่ปี 2522 พบว่า ผู้ลักลอบจะย้ายพื้นที่แปลงปลูกฝิ่นเสมอ ช่วงระหว่างปี 2522-2523 มีพื้นที่ปลูกฝิ่น 26,440 ไร่ และแปลงฝิ่นมีขนาดค่อนข้างใหญ่ ต่อมาปี 2527-2528 ทางสำนักงาน ป.ป.ส. สำรวจพื้นที่ปลูกฝิ่นครอบคลุมทั่วประเทศ พบว่า มีจำนวนทั้งสิ้น 54,854 ไร่ และในปีเดียวกันนี้เริ่มมีการตัดทำลายพื้นที่ปลูกฝิ่น
ผลการสำรวจพื้นที่ปลูกฝิ่นส่งผลให้การตัดทำลายฝิ่นเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบกับความเข้มงวดและจริงจังของมาตรการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดของรัฐบาล ตั้งแต่ปี 2546 ทำให้นายทุนและผู้ปลูกเกรงกลัว พื้นที่ลักลอบปลูกฝิ่นจึงลดลงมาก โดยเปรียบเทียบจากห้วงปี 2545-2546 ซึ่งมีพื้นที่ปลูก 5,265.58 ไร่ ลดลงเหลือเพียง 1,981.69 ไร่ ในปี 2557-2558 แต่ล่าสุดสถานการณ์เริ่มกลับมา “น่าเป็นห่วง” เพราะราคา “ฝิ่นดิบ” สูงขึ้น จูงใจให้มีการปลูกฝิ่นอีกครั้ง โดยใช้ “เทคโนโลยีการเกษตร” ที่สูงขึ้นด้วย
“พิภพ ชำนิวิกัยพงศ์” ผู้อำนวยการสถาบันสำรวจและติดตามการปลูกพืชเสพติด ป.ป.ส. ระบุว่า ผลจากปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ทำให้ปริมาณฝิ่นลดลงมาก ส่งผลให้ฝิ่นดิบมีราคาสูงขึ้น จูงใจให้มีผู้พยายามลักลอบปลูกฝิ่นมากขึ้น โดยนำเทคโนโลยีการเกษตรมาใช้ คือ เดิม อ.อมก๋อย มีการปลูกฝิ่นราว 50,000-60,000 ไร่ แต่ปัจจุบันลดเหลือไม่ถึง 2,000 ไร่ ปัจจุบันปลูกได้ 75 วันก็กรีดแล้ว เนื่องจากความต้องการมากขึ้น แต่เมื่อก่อนจะปลูกไว้ถึง 120 วัน หรือ 4 เดือน และในแปลงที่สมบูรณ์ได้ผลผลิตสูงที่สุดไร่ละ 12 กิโลกรัม จากเดิมได้แค่ 1.6 กิโลกรัมเท่านั้น
พิภพกล่าวอีกว่า อ.อมก๋อย ถือเป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสมในการปลูกฝิ่น และวิธีการข้างต้นเชื่อว่าชาวบ้านไม่มีทางปลูกเองได้ เพราะใช้ต้นทุนสูง ทั้งค่าปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และการทำระบบน้ำ เป็นต้น จึงเชื่อว่ามี “นายทุน” เข้ามาจ้างให้ชาวบ้านบางส่วนลักลอบปลูกฝิ่น และเชื่อว่าผลผลิตฝิ่นที่แฝงอยู่ในพื้นที่แห่งนี้จะแปรเป็น “เฮโรอีน” ได้จำนวนมาก พื้นที่แห่งนี้จะเป็นเหมือน “โกดัง” เก็บวัตถุดิบผลิตเฮโรอีนในอนาคต
“ปัญหาการลักลอบปลูกฝิ่นในพื้นที่สูงแม้จะเคยหายไปด้วยโครงการหลวง แต่ปัญหาเรื่องความยากจนของชนกลุ่มน้อยยังมีอยู่ ทำให้มีการลักลอบปลูกฝิ่นอยู่ตลอด ราคาของฝิ่นก็เป็นสิ่งจูงใจ ราคาต่อไร่เป็นแสนบาท เพราะมีการเข้มงวดในการตัดทำลาย อย่างใน อ.อมก๋อย มีผู้ที่ติดฝิ่นที่มีรายงานบันทึกไว้จำนวน 4,000 คน” พิภพ กล่าว
“พ.อ.อดุลย์ จำปาทอง” รองหัวหน้าส่วนปฏิบัติการศูนย์เฉพาะกิจป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กองทัพภาคที่ 3 และรองผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารพรานที่ 36 กล่าวว่า กองทัพภาคที่ 3 มีแผนงานในการปราบปรามยาเสพติด คือ 1.แผนงานอำนวยการและติดตาม 2.แผนงานพัฒนาคุณภาพชีวิต 3.แผนงานควบคุมและตัดทำลายไร่ฝิ่น และ 4.แผนงานเคลื่อนไหวเพื่อควบคุมพื้นที่ปลูกฝิ่น จากการปฏิบัติตามแผนงานทั้งหมดนี้ทำให้ปีที่ผ่านมาสามารถตัดทำลายไร่ฝิ่นในพื้นที่ภาคเหนือได้กว่า 90%
“แต่การลักลอบปลูกฝิ่นในปัจจุบันมีการพัฒนาการปลูกมากขึ้น มีการใช้สปริงเกอร์รดน้ำฝิ่น ใช้ยาฆ่าหญ้า รวมทั้งใส่ปุ๋ยเพื่อเร่งให้ฝิ่นเจริญเติบโตเร็วและให้ผลผลิตที่มากขึ้น มีกระจายปลูกเป็นแปลงขนาดเล็กในพื้นที่ที่เข้าถึงยากลำบาก เพื่อป้องกันการตรวจพบของเจ้าหน้าที่ ทำให้การเข้าทำลายไร่ฝิ่นยากลำบากและใช้งบประมาณมากขึ้น แต่เราก็จะพยายามทำงานต่อไป” พ.อ.อดุลย์ กล่าว
ด้วยความพยายามของ ป.ป.ส.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการสำรวจและตัดฟันฝิ่นอย่างต่อเนื่อง เพื่อสกัดต้นทางการส่งสารตั้งต้นสู่โรงงานผลิตยาเสพติดที่จะย้อนกลับมาสู่ประเทศไทย รวมถึงการดำเนินการด้านอื่นๆ เช่น การบำบัดรักษาผู้เสพ เสริมสร้างอาชีพและรายได้ เสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน ตลอดจนบังคับใช้กฎหมายและการ “ยึดทรัพย์”
หากดำเนินการ “ต่อเนื่อง” เอาจริงเอาจัง การทำให้ “ฝิ่น” หมดไปจากประเทศไทย ไม่น่าไกลเกินเอื้อม!!!
สิริพร พานทองถาวร
SCOOP@NAEWNA.COM
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี