วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569
แนวหน้า
  • แนวหน้า
  • หน้าแรก
  • คอลัมน์
    • คอลัมน์วันนี้
    • คอลัมน์ออนไลน์
    • คอลัมน์การเมือง
    • คอลัมน์ลงมือสู้โกง
    • โลกธุรกิจ
    • ผู้หญิง
    • บันเทิง
    • Like สาระ
    • ดูทั้งหมด
  • ข่าวเด่น
  • พระราชสำนัก
  • การเมือง
  • โลกธุรกิจ
  • อาชญากรรม
  • กทม.
  • ในประเทศ
  • เกษตร
  • ต่างประเทศ
  • กีฬา
  • ผู้หญิง
  • บันเทิง
  • ยานยนต์
  • Like สาระ
หน้าแรก / สกู๊ปพิเศษ
เปลี่ยน‘หวย’เป็นเงินออม อีกแนวคิดรับมือสังคมสูงวัย

เปลี่ยน‘หวย’เป็นเงินออม อีกแนวคิดรับมือสังคมสูงวัย

วันพุธ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.
Tag :
  •  

“..4) หากจะพูดถึงลอตเตอรี่ หรือการเสี่ยงโชคในบ้านเรา คนในรัฐบาลก็น่าจะลองไปดูงานวิจัยที่น่าสนใจ เรื่อง “โครงการศึกษาความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนเงินหวยเป็นเงินออมของประชาชนในต่างจังหวัด” โดย ดร.พรเพ็ญ วรสิทธา คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เป็นความพยายามหาวิธีใช้เครื่องมือที่ชาวบ้านบางส่วนนิยมอย่างหวย มาใช้ในทางที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมในระยะยาว..”

(จากคอลัมน์ “กวนน้ำให้ใส” โดย “สารส้ม” - นสพ.แนวหน้า ฉบับวันพุธที่ 13 ม.ค. 2559)


คนไทยได้ชื่อว่า “ชอบเสี่ยงโชค” มาตั้งแต่สมัยโบราณ และแม้ปัจจุบันประเทศไทยจะเข้าสู่ความทันสมัยไม่ต่างจากประเทศที่เจริญแล้วอื่นๆ แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนไป คือภาพของการ“ขอเลขเด็ด” จากสิ่งต่างๆ ทั้งนักบวชอย่างพระภิกษุสงฆ์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทางศาสนาอย่างพระพุทธรูปและเทวรูป สิ่งลี้ลับอย่างต้นไม้หรืออาคารสถานที่ที่เชื่อว่ามี “เจ้าที่-วิญญาณเฮี้ยน” สิงสถิตอยู่ รวมไปถึง “ของแปลกผิดธรรมชาติ” จำพวกหมูสองหัววัวหกขา ฯลฯ

ทั้งหมดก็เพื่อ “วันที่ 1 และ 16 ของเดือน” เผื่อจะ “ถูกหวย” มีโชคร่ำรวยกับเขาบ้าง!!!

ขณะเดียวกัน..เรื่องของ “สลากกินแบ่งรัฐบาล” ต้องบอกว่าเป็น “วาระแห่งชาติ” ของสังคมไทยที่ทุกรัฐบาลต้องใส่ใจทั้งราคาขายปลีกต่อคู่ โควตาการจองซื้อไปขายสำหรับรายย่อย รวมถึงบางรัฐบาลที่ต้องการดึงเม็ดเงินมหาศาลจากหวยใต้ดินขึ้นมาบนดิน แต่อีกด้านหนึ่ง คนไทยจำนวนมากกลับ “ขาดเงินออมที่เพียงพอ” ทำให้มีปัญหาในบั้นปลายชีวิต โดยเฉพาะปัจจุบันและอนาคต ที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเรียบร้อยแล้ว

จึงเกิดแนวคิด “เปลี่ยนหวยให้เป็นเงินออม” เป็นที่มาของงานวิจัยดังกล่าวขึ้น!!!

งานวิจัยชิ้นนี้ของ รศ.ดร.พรเพ็ญ เน้นสำรวจกลุ่มคนที่ระดับการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี ซึ่งในสังคมไทยอาจถือว่าเป็น กลุ่มคนผู้มีรายได้น้อย จำนวน 4,800 คน จากหลากหลายอาชีพทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ, พนักงานเอกชน และผู้ประกอบอาชีพอิสระที่อยู่อาศัยในทุกภาค (ยกเว้นกรุงเทพมหานคร) ในปี 2555 โดยกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ร้อยละ 93 มีรายได้ประมาณ 5,000-20,000บาทต่อเดือน ในจำนวนนี้ร้อยละ 93.73 มีรายได้เฉลี่ยไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือน

เมื่อมาดู พฤติกรรมการออมและการลงทุน ของคนกลุ่มนี้ พบว่ามีเพียงร้อยละ 15.83 เท่านั้น ที่ระบุว่าตนไม่มีเงินออมขณะที่ผู้มีเงินออมส่วนใหญ่ ร้อยละ 62.04 ระบุว่าอยู่ที่ 1,000-5,000บาทต่อเดือน และในบรรดาผู้มีเงินออม ร้อยละ 45.77 เก็บเงินไว้กับตัวหรือนำไปฝากธนาคาร ส่วนร้อยละ 54.23 นำเงินไปลงทุน

ดูเหมือนจะดีที่แม้แต่ชาวบ้านทั่วไปก็ยังรู้จักการลงทุนให้เงินทองงอกเงย..แต่เมื่อถามว่า เอาไปลงทุนอะไร? พบว่าร้อยละ42.46 ระบุว่า ซื้อหวย-สลากกินแบ่งรัฐบาล รองลงมาร้อยละ 20.62 ซื้อทอง ซื้อหน่วยลงทุน เล่นแชร์ รวมถึง “พนันบอล”และร้อยละ 2.37 ซื้อสลากออมทรัพย์ เท่ากับว่าคนจำนวนไม่น้อยเข้าใจว่า “การพนัน” ไม่ว่าถูกกฎหมายอย่างสลากกินแบ่งรัฐบาลหรือผิดกฎหมายอย่างหวยใต้ดินและการทายผลการแข่งขันฟุตบอลเป็นการลงทุน

ในส่วนพฤติกรรมการซื้อหวย ร้อยละ 75.30 ของกลุ่มตัวอย่าง ระบุว่าเคยซื้อหวยใต้ดิน หรือเคยซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล หรือเคยซื้อทั้ง 2 อย่าง หรือเคยซื้อทั้ง 2 อย่างพร้อมกับเล่นการพนันอื่นๆ ด้วย นอกจากนี้ ร้อยละ 76.25 ระบุว่าเคยซื้อมาแล้วมากกว่า 1 ปีขึ้นไป และสาเหตุที่ซื้อ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ
57.74 คาดหวังผลตอบแทน (ถูกหวย) รองลงมาคือคนที่ซื้อเพราะเสี่ยงโชคสนุกๆ ร้อยละ 25.42 นอกจากนี้ยังมีคนที่ซื้อด้วยเหตุผลอื่นๆ เช่น ตามกระแสสังคม หรือสงสารคนขาย อีกร้อยละ 16.82

แปลง่ายๆ ว่าสาเหตุที่เล่นหวย..เพราะได้ “เสี่ยงโชค-ลุ้นรางวัล”!!!

แม้ผู้วิจัยจะเชื่อว่าแนวคิดเปลี่ยนหวยเป็นเงินออมมีทางเป็นไปได้ แต่การออกแบบตราสารลงทุนที่เหมาะสมยังต้องศึกษากันต่อไป โดยมีหลักสำคัญดังนี้ 1.มีลักษณะเป็นการเสี่ยงโชค เพราะจากการศึกษาพบว่า ผู้มีรายได้น้อยนิยมเสี่ยงโชคมากกว่าผู้มีรายได้มาก 2.เงินขั้นต่ำในการซื้อต้องไม่มากจนเกินไป ผู้วิจัยเสนอแนะว่าน่าจะอยู่ที่ 10 บาท เพราะจะเท่ากับหน่วยลงทุน 3.การออกรางวัล ใช้เลขรางวัลร่วมกับสลากกินแบ่งรัฐบาล คือเดือนละ 2 ครั้ง

4.โอกาสในการถูกรางวัล จากการที่คนนิยมซื้อหวยกันมาก เห็นได้จากแม้จะมีเพียงร้อยละ 3 เท่านั้นที่ได้กำไร ส่วนอีกร้อยละ 97มีทั้งที่ไม่เคยถูกรางวัลเลย กับถึงจะถูกแต่เมื่อหักลบกันแล้วเสียมากกว่าได้ ฉะนั้นหากคิดค้นตราสารที่คนรายได้น้อยสนใจจะซื้อได้เหมือนหวย ย่อมสามารถดึงเม็ดเงินที่ต้องเสียไปเปล่าๆ จากการพนันเสี่ยงโชคเข้ามาเป็นเงินออมวัยเกษียณได้ ทั้งนี้ให้ใช้เกณฑ์เดียวกับสลากกินแบ่งรัฐบาล คือ 1 งวด ถูกรางวัลได้ 1 ครั้ง นอกจากนี้จำนวนเงินรางวัลไม่จำเป็นต้องสูงมากนัก เน้นไปที่ให้มีโอกาสถูกรางวัลมากกว่าสลากกินแบ่งรัฐบาลจะดีกว่า

5.การคืนเงินต้นให้คืนเมื่อผู้ซื้ออายุ 60 ปีบริบูรณ์โดยคืนพร้อมดอกผลจากการนำเงินในกองทุนนี้ไปลงทุน แต่หากเสียชีวิตก่อนอายุครบ 60 ปี จะไม่ได้เงินคืน เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการจัดการมรดก ซึ่งผู้วิจัยเชื่อว่าผู้ซื้อไม่น่าคิดว่าตนเองจะเสียประโยชน์ เพราะปกติซื้อหวยก็ไม่ได้เงินคืนอยู่แล้ว 6.ควรให้มีโอกาสเลือกเลขที่ต้องการได้เองประเด็นนี้ผู้วิจัยพบว่า สาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่คนไม่นิยมซื้อสลากออมทรัพย์เพราะเลือกเลขเองไม่ได้ ดังนั้นการออกแบบต้องคำนึงถึงจุดนี้ด้วย อีกทั้งคนที่ซื้อตราสารอื่นๆ เช่น หุ้นสามัญ หุ้นกู้ ฯลฯ ต่างก็เลือกตราสารที่ตนต้องการได้ทั้งสิ้น

7.ช่องทางจำหน่าย แนวทางที่น่าสนใจอาจแบ่งได้ 4 อย่าง คือ 7.1 ผ่านตัวแทนจำหน่ายที่เข้าถึงได้ง่าย เช่น ร้านสะดวกซื้อ หรือที่ทำการไปรษณีย์ 7.2 เชื่อมโยงข้อมูลเกษตรกรเข้ากับโครงการฯ เพราะส่วนใหญ่มีบัตรเครดิตเกษตรกรอยู่แล้ว 7.3 ทำแอพพลิเคชั่นในโทรศัพท์มือถือ จะสามารถดึงคนรุ่นใหม่ได้มากขึ้น และ 7.4 ติดตั้งตู้จำหน่ายไว้หน้าธนาคารข้างตู้เอทีเอ็มให้ผู้สนใจสามารถซื้อได้เอง

8.หน่วยงานผู้รับผิดชอบ ควรเป็นธนาคารที่ออกสลากออมทรัพย์อยู่แล้วเช่น ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพราะมีประสบการณ์ อีกทั้งธนาคารทั้ง 2 มีการออกไปพบปะกับประชาชนในท้องถิ่นอยู่เสมอ ทำให้สามารถประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจกับกลุ่มเป้าหมายได้

9.คุณสมบัติของกลุ่มเป้าหมาย ควรเป็นผู้มีรายได้น้อย ซึ่งในความเป็นจริงยากจะจำแนกแยกแยะ จึงควรเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าร่วมได้ แต่ต้องจำกัดวงเงินที่จะคืนให้ผู้ซื้อตอนอายุ 60 ปีเพื่อลดแรงจูงใจในการเข้ามาร่วมโครงการของผู้มีฐานะดี และ10.ระบบการกระจายผลประโยชน์ ใช้ระบบจ่ายเงินเข้าบัญชีส่วนบุคคล มากน้อยตามจำนวนที่ซื้อ ส่วนผู้ที่อายุ 60 ปีขึ้นไปที่ยังคงซื้อ ให้จ่ายผลประโยชน์ตอบแทนทุกๆ 1 ปี 5 ปี หรือ 10 ปี เป็นต้น

ทั้งนี้ผู้วิจัยคำนวณว่า หากผู้ซื้อซื้ออย่างสม่ำเสมอจนครบ 10 ปี จะได้เงินคืนเฉลี่ย 13,444-16,161 บาท หรือ 22,182-26,666 บาท ขึ้นอยู่กับว่าจะสามารถบริหารกองทุนให้มีผลตอบแทนได้เท่าใด (ร้อยละ 1-5) และหากผู้บริหารกองทุนสามารถทำให้กองทุนมีผลตอบแทนได้ร้อยละ 5 ทุกปี ขณะเดียวกันผู้ซื้อก็ซื้อสม่ำเสมอต่อเนื่อง 40 ปี จะได้เงินคืนราวๆ 155,215 หรือ 256,105 บาท

ซึ่งแม้เงินที่คืนจะไม่มากนัก..แต่ก็ยังดีกว่าหวย เพราะไม่ได้คืนแม้แต่บาทเดียว!!!

หมายเหตุ : ผู้สนใจสามารถดูงานวิจัยฉบับเต็มได้ที่ http://rc.nida.ac.th/en/attachments/article/145/ความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนแปลงเงินหวย_56.pdf

SCOOP@NAEWNA.COM

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

  •  

Breaking News

โค้งสุดท้าย สมัคร ทหารออนไลน์ ทบ.เปิดรับถึง 25 ม.ค.

ทนายดังเตรียมแถลง ขอโทษครอบครัวนศ. กอด-หอมจริง แต่ล้วงจำไม่ได้

กรมอุตุฯพยากรณ์พรุ่งนี้ มวลอากาศเย็นลง อุณภูมิลดอีก1-3 องศา

สลด เด็กม.ต้นว่ายน้ำไม่เป็น ชวนเพื่อนเล่นน้ำ ก่อนจมหายในคลองรังสิตฯ

Back to Top

ผู้ดูแลเว็บไซต์ www.naewna.com
webmaster นายปรเมษฐ์ ภู่โต
ดูแลรับผิดชอบข่าว/ภาพ/โฆษณา/ข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์
กรรมการบริษัทฯ, กรรมการผู้มีอำนาจ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเสนอข่าว/ภาพ/ข้อมูลใดๆในเว็บไซต์ทั้งสิ้น

Social Media

  • หน้าแรก |
  • เกี่ยวกับแนวหน้า |
  • โฆษณากับเรา |
  • ร่วมงานกับเรา |
  • ติดต่อแนวหน้า |
  • นโยบายข้อตกลง
Copyright © 2026 Naewna.com All right reserved