วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569
ยังคงเป็นปัญหาที่พบได้ทุกปีกับ “ไฟป่า-หมอกควัน” ซึ่งประเทศไทยพบได้ทั้ง “ต้นปี” ระหว่างเดือนมีนาคม-เมษายน บริเวณ
ภาคเหนือ และ “ปลายปี” บริเวณภาคใต้ ช่วงเดือนตุลาคม โดยสาเหตุสำคัญมาจากการเผาป่าเพื่อทำเกษตรแบบเลื่อนลอย และแม้รัฐบาลไทยจะทำทั้งรณรงค์ให้ความรู้ รวมถึงบังคับใช้กฎหมายกับผู้ฝ่าฝืน แต่ก็ยังมีปัจจัยแทรกซ้อนอื่นๆ ที่ทำให้ปัญหาดังกล่าวไม่หมดสิ้นไปโดยง่าย
โดยเฉพาะการเผาป่าที่เกิดขึ้นในประเทศเพื่อนบ้าน!!!
ย้อนไปเมื่อเดือนตุลาคม 2558 หมอกควันจากไฟป่าบนเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย เข้าปกคลุมหลายจังหวัดทางภาคใต้
ของไทย ในครั้งนั้น รายงานของกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พบว่าหลายพื้นที่มีปริมาณฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน ในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ คือเกินกว่า 120 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ในหลายจุด
เช่น วันที่ 21 ต.ค. 2558 พบถึง 4 จุด คือ เทศบาลนครหาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา อยู่ที่ 227 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร, อ.เมือง จ.สตูล อยู่ที่ 192 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร, ต.สะเตง อ.เมือง จ.ยะลา อยู่ที่ 149 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และที่ ต.รูสะมิแล อ.เมือง จ.ปัตตานี อยู่ที่ 155 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งสาเหตุสำคัญมาจากการเผาป่าเพื่อขยายพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันและปลูกต้นไม้สำหรับทำเยื่อกระดาษ
ขณะที่ในช่วงต้นปีเดียวกัน ประเทศเพื่อนบ้านทางเหนืออย่างเมียนมา (พม่า) และสปป.ลาว ก็พบการเผาป่าเช่นกัน เช่นเมื่อ 31 มี.ค. 2558 ศูนย์อำนวยการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันแห่งชาติ พบจุดความร้อน (Hot Spot) ที่หมายถึงจุดที่เกิดเพลิงไหม้ ในเมียนมาพบถึง 512 จุด และสปป.ลาว พบถึง 320 จุด
ซึ่งมากกว่า 9 จังหวัดภาคเหนืออันเป็นพื้นที่เสี่ยงของไทยในวันเดียวกัน ที่มีเพียง 38 จุด ในจำนวนนี้จังหวัดตากที่มีจุดความร้อนมากที่สุด ก็มีเพียง 13 จุดเท่านั้น สาเหตุสำคัญมาจากการปลูกข้าวโพดเพื่อป้อนให้กับอุตสาหกรรมเกษตรขนาดใหญ่ ที่ขยายแนวการปลูกจากภาคเหนือของไทยเข้าไปยังพื้นที่ป่าในประเทศเพื่อนบ้าน
นายวิจารย์ สิมาฉายา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวในงานแถลงข่าวสถานการณ์มลพิษในประเทศไทย ปี 2558 เมื่อเดือน ม.ค. 2559 ระบุว่า ที่ผ่านมาได้ประสานกับสำนักงานเลขาธิการอาเซียน รวมถึงประเทศต้นทางของปัญหา ให้ดำเนินมาตรการลดการเผาและหมอกควันอย่างเร่งด่วน อีกทั้งเสนอแนะให้เร่งจัดทำ “แนวทางแก้ปัญหาหมอกควันในอาเซียน” (ASEAN Haze-Free
Roadmap) เพื่อเป็นกรอบการดำเนินงานของทั้งภูมิภาค
ในเวลาต่อมา 7-9 มี.ค. 2559 มีการประชุมคณะทำงานอาเซียนเพื่อยกร่างโรดแมปอาเซียนปลอดหมอกควัน ณ โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ จ.เชียงใหม่ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ เปิดเผยว่า การแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดนจะมีข้อตกลงแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ กลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง 5 ประเทศ ได้แก่ ไทย ลาว เวียดนาม เมียนมา และกัมพูชา ได้มีข้อตกลงร่วมกันแล้วว่าให้มีจุดความร้อนไม่เกิน 50,000 จุด
อีกกลุ่มคือกลุ่มประเทศอาเซียนตอนล่าง ที่ประกอบด้วยไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และบรูไน กลุ่มนี้จะไม่กำหนดจุดฮอตสปอต แต่จะใช้การกำหนดค่ามาตรฐานฝุ่นละอองให้อยู่ในมาตรฐานที่ตั้งไว้ของแต่ละประเทศ เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย ค่ามาตรฐานฝุ่นละอองในอากาศอยู่ที่ 150 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) ประเทศไทย 120 ไมโครกรัม/ลบ.ม. เป็นต้น ซึ่งแต่ละประเทศจะต้องมีมาตรการภายในของตัวเองเพื่อควบคุมการเผาไม่ให้ค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐานที่กำหนด เมื่อจำกัดปริมาณภายในประเทศได้ก็จะไม่กระทบต่อประเทศข้างเคียง
ถึงกระนั้น..อุปสรรคอย่างหนึ่งของประชาคมอาเซียน ที่ถูกตั้งข้อสังเกตมาตลอดตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง คือจุดยืนที่จะ “ไม่ก้าวก่ายกิจการภายในซึ่งกันและกัน” และข้อตกลงนี้ก็ด้วย ร่างโรดแมปดังกล่าวจะไม่มีบทลงโทษและการก้าวก่ายทางกฎหมายระหว่างประเทศ แต่จะเป็นการแลกเปลี่ยนความร่วมมือกันในการแก้ปัญหาในภูมิภาคอาเซียน
ทำให้เป็นเรื่องท้าทายว่า...ท้ายที่สุดแล้ว อาเซียนจะยุติปัญหานี้ได้หรือไม่? อย่างไร?
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี