วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569
หากถามว่า “โตขึ้นอยากเป็นอะไร?” เชื่อว่าหนึ่งในอาชีพที่เด็กๆ มักจะตอบคือ “กัปตัน” หรือ “นักบินประจำเครื่องบินพาณิชย์” ด้วยลักษณะงานและเครื่องแบบที่ดูแล้ว “สุดเท่” แถมยังเป็นอาชีพที่ “รายได้สูง” ดังรายงานจากสื่อ 2 สำนักอย่าง Thai PBS และสำนักข่าวไทย เมื่อเดือน ก.พ. 2559 ระบุตรงกันว่า สายการบินต้นทุนต่ำ (โลว์คอสต์) ตั้งเงินเดือนนักบินระดับกัปตันราว 380,000 บาทต่อเดือน ขณะที่นักบินผู้ช่วย (Co-Pilot) อยู่ที่ราว 1 แสนบาทต่อเดือน
แม้นักบินจะเป็นอาชีพที่ภาพลักษณ์ดูดีแถมยังรายได้สูง อีกทั้งยังเป็นที่ต้องการของตลาดในขณะนี้อย่างมาก สืบเนื่องจากการขยายตัวของบรรดาเที่ยวบินโลว์คอสต์ ดังการเปิดเผยของ นายนิตินัย ศิริสมรรถการ ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) “ทอท.” เมื่อเดือน ก.ย. 2558 ว่า “ท่าอากาศยานดอนเมือง” ถูกจัดอันดับให้เป็นอันดับ 1 ของโลกในด้าน “ท่าอากาศยานรองรับสายการบินต้นทุนต่ำ” มีผู้โดยสารเฉลี่ย 22.5 ล้านคนต่อปี และจำนวนเที่ยวบินเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 30 ต่อปี แต่นักบินก็ยังเป็นอาชีพหนึ่งที่ประสบปัญหาขาดแคลน
เพราะ “ไม่ใช่ว่าใครก็บินได้”!!!
น.อ.จิรพล เกื้อด้วง ผู้ว่าการสถาบันการบินพลเรือน (สบพ.) บอกเล่าผ่าน “สกู๊ปแนวหน้า” เมื่อ 15 มี.ค. 2559 ว่ากว่าจะได้นักบินระดับกัปตันประจำเครื่องสักคนหนึ่ง “ไม่ง่าย” ไล่ตั้งแต่ผู้ที่ต้องการเข้าศึกษาในหลักสูตรนักบินพาณิชย์ตรี จะต้องผ่านการตรวจสุขภาพที่เรียกว่า “คลาส 1” (Class 1 Medical Assessment) เท่านั้น ซึ่งปัจจุบันในประเทศไทยมีสถานที่รับตรวจอยู่ 2 แห่ง คือสถาบันเวชศาสตร์กองทัพอากาศ และโรงพยาบาลกรุงเทพ
ซึ่งมีเกณฑ์ชี้วัดในระดับ “เข้มงวด” ทุกรายละเอียด!!!
“คุณจะเรียนหลักสูตรนักบินพาณิชย์ตรีได้ คุณจะต้องตรวจร่างกายให้ได้ Medical Class 1 เท่านั้น จะ Class 2 ก็ไม่ได้
ผมเคยถามผู้เชี่ยวชาญ เขาบอกว่าผู้ที่ผ่านการตรวจร่างกายแบบ Class 1 จะมีร่างกายและจิตใจพร้อมที่จะเป็นนักบินไปจนถึงระดับกัปตัน การทดสอบก็เช่นการตัดสินใจ การประมวลความคิด เป็นต้น” น.อ.จิรพล กล่าว
เมื่อผ่านการทดสอบและรับรองผลว่ามีร่างกายและจิตใจพร้อมสำหรับการเป็นนักบินแล้ว ก็จะต้องเข้าเรียนและรับการฝึกรวม 52 สัปดาห์ ในจำนวนนี้เป็นการฝึกบินจริง 200 ชั่วโมง ซึ่ง น.อ.จิรพล ระบุว่า ในส่วนของ สบพ. ผลิตนักบินได้ปีละ 4 รุ่น
รุ่นละประมาณ 25 คน หรือเฉลี่ยแล้วได้เพียงปีละประมาณ 100 คน
หลักสูตรของ สบพ. ยึดมาตรฐานสากล “องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ” (ICAO)!!!
เมื่อสำเร็จการศึกษาจาก สบพ. รวมถึงสถาบันการศึกษาอื่นๆ ที่เปิดสอนหลักสูตรนักบินพาณิชย์ และได้รับใบอนุญาตนักบินแล้ว ก็จะเข้าทำงานกับสายการบินต่างๆ เริ่มที่ตำแหน่ง “นักบินฝึกหัด” สักระยะหนึ่ง ก่อนจะเข้ารับการทดสอบเพื่อบรรจุเป็นนักบินผู้ช่วย โดยมีกรมการบินพลเรือนกับสายการบินนั้นๆ เป็นผู้ประเมิน
“ครูเขาจะขึ้นไปนั่งเช็คเลย ดูว่าคุณเป็น Co-Pilot ผ่านไหม? นี่ครูของสายการบินเขานะครับ นอกจากนี้ยังมีครูของกรมการบินพลเรือนมาเช็คอีกที ถ้าผ่านก็แสดงว่าคุณทำหน้าที่ Co-Pilot ได้แล้ว” น.อ.จิรพล ระบุ
เมื่อได้เป็น Co-Pilot หรือนักบินผู้ช่วยแล้ว นักบินยังต้องทำการฝึกฝนเป็นการภายในกับเครื่องบินที่สายการบินนั้นๆ ใช้ต่อไปอีก ซึ่งเครื่องบินแต่ละรุ่นสมรรถนะและเทคนิคในการควบคุมก็แตกต่างกันไป ทั้งนี้ นักบินจะต้องมีชั่วโมงบินขั้นต่ำอย่างน้อย 1,500 ชั่วโมงขึ้นไป จึงจะสามารถเลื่อนชั้นขึ้นเป็นระดับกัปตันได้
แต่จะ “เร่งเก็บชั่วโมงบิน” ตามใจชอบก็ไม่ได้...เพราะถูกควบคุมด้วย “มาตรฐานความปลอดภัย”!!!
“ก่อนที่คุณจะไปเป็นกัปตันได้ อย่างต่ำคุณต้องมีชั่วโมงบินไม่ต่ำกว่า 1,500 ชั่วโมง หรือบางรุ่นที่เป็นเครื่องบินลำตัวกว้าง เขาก็กำหนดไว้ 2,500 ชั่วโมง ตีเป็นเวลาทั่วไปจะใช้เวลาเฉลี่ย 6-10 ปี แล้วแต่คน เพราะคุณไปเชียงใหม่ก็บินแค่ 45 นาทีเอง นักบินเขามีเกณฑ์ชั่วโมงบินของเขาอยู่ เฉลี่ยเดือนละไม่เกิน 80 ชั่วโมง
หน่วยงานที่กำหนดมาตรฐานนี้เขาศึกษามาแล้ว ว่าการทำงานประเภทนี้คุณต้องทำกี่ชั่วโมง พักผ่อนกี่ชั่วโมง คุณต้องทำอะไรบ้าง เขาถึงกำหนดว่าให้คุณบินได้เท่านี้นะ ยิ่งถ้าบินกับสายการบินเขายิ่งมีกำหนดอีก เขาก็มีเกณฑ์มาตรฐานของเขา เพราะความปลอดภัยของการบินถือว่าสำคัญอย่างยิ่งยวด ชีวิตผู้โดยสารเป็นร้อยคน ถ้าไม่เลือกคนที่พร้อมจะตัดสินใจ ร่างกายและจิตใจสมบูรณ์ และมีประสบการณ์ ก็ไม่สามารถฝากชีวิตไว้ได้”ผู้ว่าการ สบพ. กล่าว
ในวันเดียวกัน ศ.ดร.ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์ ผู้อำนวยการสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) กล่าวในงานแถลงข่าว “เปิดมาตรฐานสถานศึกษาที่เปิดสอนด้านการบินในประเทศไทย” ณ หอประชุมสถาบันการบินพลเรือน จตุจักร กรุงเทพฯ เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีสถาบันการศึกษา 26 แห่ง ที่เปิดสอนหลักสูตรเกี่ยวกับธุรกิจการบินพาณิชย์ และในจำนวนนี้มีเพียง 4 แห่งเท่านั้นที่เป็นแหล่งผลิตนักบินโดยตรง
ประกอบด้วย 1.สถาบันการบินพลเรือน ผลิตนักบินได้เฉลี่ยปีละ 80-120 คน 2.วิทยาลัยการบินนานาชาติ มหาวิทยาลัยนครพนม ผลิตนักบินได้เฉลี่ยปีละ 10-20 คน 3.โรงเรียนการบินกรุงเทพ บริษัท บางกอกเอวิเอชั่น เซ็นเตอร์ จำกัด (BAC) ผลิตนักบินได้เฉลี่ยปีละไม่เกิน 200 คน และ 4.โรงเรียนการบินศรีราชา บริษัท ศรีราชาเอวิเอชั่น จำกัด ผลิตนักบินได้เฉลี่ยปีละ 15-20 คน
รวมๆ กันแล้วในแต่ละปี...ประเทศไทยมีนักบินใหม่ไม่ถึง 400 คน!!!
เห็นได้ชัดว่าในขณะที่ความต้องการเดินทางด้วยสายการบินในประเทศไทย นับวันมีแต่จะสูงขึ้น โดยเฉพาะเที่ยวบินโลว์คอสต์ แต่ปริมาณนักบินที่ผลิตได้ในแต่ละปีกลับไม่เพียงพอ ข้อมูลจาก น.ต.วัฒนา มานนท์ รองผู้ว่าการสถาบันการบินพลเรือน ที่เคยเปิดเผยผ่านเว็บไซต์ นสพ.ไทยรัฐ เมื่อเดือน พ.ค. 2558 ระบุว่า แต่ละปีธุรกิจการบินมีความต้องการนักบินใหม่ประมาณ 400-500 คน เพื่อนำไปทดแทนนักบินที่เกษียณอายุและขับเครื่องบินลำใหม่
ไม่เพียงแต่ในประเทศไทย..แม้กระทั่งภาพรวมของธุรกิจการบินทั่วโลก ผู้ผลิตเครื่องบินพาณิชย์รายใหญ่อย่าง โบอิ้ง (Boeing) ก็ยังคาดการณ์ว่าตั้งแต่ปี 2558-2577 จะมีความต้องการนักบินใหม่เพิ่มขึ้นถึง 5.58 แสนคน ในจำนวนนี้
อยู่ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกถึง 2.26 แสนคน จึงไม่ต้องแปลกใจว่าเหตุใดจึงมีข่าว “แย่งตัว-ซื้อตัวนักบิน” กันอุตลุด
ทั้งระหว่างสายการบินในประเทศด้วยกัน และสายการบินในประเทศกับสายการบินต่างชาติ
ที่มีอยู่ก็ “น้อยเกินไป” แต่จะผลิตเพิ่มง่ายๆ ก็ไม่ได้..เพราะต้องรักษา “มาตรฐานสากล”!!!
อนาคตธุรกิจการบินของไทย..จะทำอย่างไรกันดี?
หมายเหตุ : ผู้สนใจสามารถดูเกณฑ์การตรวจสุขภาพเพื่อการศึกษาหลักสูตรนักบินพาณิชย์ตรี (Class 1
Medical Assessment) ได้ที่ https://www.aviation.go.th/upload/download/file_5597622ace2018affc84b2258
e3a7991.pdf
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี